สนุกกับคนแปลกหน้า

เรื่องสนุกอย่างหนึ่งของการใช้ชีวิตในอเมริกาคือการได้คุยกับคนแปลกหน้าราวกับรู้จักมักจี่กัน ไม่ว่าจะระหว่างยืนต่อคิวรออะไรอยู่ เดินข้ามถนน อยู่บนรถไฟ หรือนั่งร้านกาแฟ ซึ่งในประเทศเอเชียส่วนใหญ่เรามักเลี่ยงที่จะคุยกับคนแปลกหน้า จะด้วยกระดากก็ดี กลัวโดนมองว่าแปลกก็ดี หรือจุ้นจ้านก็ดี ในอเมริกานี่ถือเป็นเรื่องปกติธรรมดา แต่โดยส่วนใหญ่เท่าที่เห็นก็มักเป็นคนชาติอื่นๆ ที่ไม่ใช่คนเอเชียนี่แหละค่ะที่มักจะกล้าคุยกับคนแปลกหน้ากัน

ช่วงแรกๆ ที่แม่แอมเบอร์มาอยู่อเมริกา มีวันหนึ่งสั่งกาแฟแล้วพนักงานถามว่าจะใส่วิปครีมไหม เลยสองจิตสองใจ อยากกินแต่กลัวอ้วน ในขณะที่กำลังยืนทำหน้าลำบากใจอยู่นั่นเอง ฝรั่งที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็ขำพรืดขึ้นมาบอกว่า “มันเป็นเรื่องที่ตัดสินใจลำบากเนอะ”​ ทั้งแม่แอมเบอร์ทั้งพนักงานเลยพลอยขำไปด้วย พนักงานหันมาบอกแม่แอมเบอร์ว่า “แหม วันนี้วันหยุดทั้งที ใส่ๆ ไปเหอะ​” แต่สุดท้ายแม่แอมเบอร์ก็ตัดใจบอก “ไม่เอา ไม่ใส่ดีกว่า”

ถ้าอยู่บนรถไฟนี่จะมีโอกาสคุยกับคนได้มากหน่อย อย่างคราวหนึ่งแม่แอมเบอร์นั่งรถไฟและอ่านหนังสือของโจ เนสโบ นักเขียนนวนิยายสืบสวนสอบสวนอยู่ หนุ่มเชื้อสายฮิสแปนิกคนหนึ่งที่นั่งอยู่ตรงข้ามทักว่า “ชอบอ่านหนังสืออย่างนี้แสดงว่าเป็นคนหัวดีสินะ”​ จากนั้นบทสนทนาก็เริ่มขึ้น เขาถามว่าแม่แอมเบอร์อ่านหนังสืออะไร แม่แอมเบอร์ก็ถามว่าเขาทำอะไร เลยทราบว่าเขาเป็นนักดนตรีซึ่งมีผลงานบนยูทูปด้วย ก็คุยกันไปจนกระทั่งแม่แอมเบอร์ลงจากรถไฟ และจากกันด้วยรอยยิ้ม

อีกหนหนึ่งเจอสามีภรรยาชาวอเมริกาคู่หนึ่งที่บ้านอยู่นิวยอร์ก แต่นึกครึ้มอยากมาดูเจอร์ซีย์ซิตี้ซึ่งอยู่ตรงข้ามเกาะแมนฮัตตันคั่นด้วยแม่น้ำฮัดสัน เขาถามว่าถ้าจะไปเจอร์ซีย์ซิตี้ต้องลงป้ายไหน แม่แอมเบอร์บอกว่าเจอร์ซีย์ซิตี้เป็นพื้นที่กว้างขวางครอบคลุมหลายย่าน ต้องดูว่าอยากไปไหนทำอะไรแล้วถึงพอจะบอกได้ เหมือนกับที่ถ้าถามว่าจะไปแมนฮัตตันจะลงป้ายไหน มันก็ลงได้ตั้งหลายป้าย ไม่รู้จะบอกอย่างไรนั่นเอง หลังจากบอกทางอะไรเรียบร้อยแล้ว สาวน้อยอเมริกันอีกคนที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ก็บอกว่า “ฉันเองก็มาจากนิวยอร์ก จะไปหาเพื่อนที่ฟอร์ทลีในนิวเจอร์ซีย์ ตอนมาครั้งแรกฉันก็ต่อรถไฟแบบงงๆ เหมือนกัน ตอนนี้มารอบสองเลยนั่งเป็นแล้ว” จากนั้นก็คุยกันออกรสราวกับรู้จักกัน และเขาก็แนะนำร้านอาหารอร่อยๆ ในย่านระหว่างทางไปฟอร์ทลีให้ด้วย

วันหนึ่งแม่แอมเบอร์เดินถือช่อดอกไม้ข้ามถนน คุณป้าที่ข้ามถนนเหมือนกันทักว่า “ดอกไม้สวยจังเลย” จากนั้นคุณป้าก็ชื่นชมดอกไม้นั่นอีกสักพัก ก่อนที่เราจะคุยกันเรื่องที่คนกำลังเดินประท้วงอยู่ในละแวกนั้น และจากกันด้วยคำพูดว่า “Have a good day!”

มาวันนี้เจอคนแปลกดีแต่เป็นมิตรมากๆ ที่ร้านกาแฟขณะที่แม่แอมเบอร์กำลังนั่งทำงานอยู่ที่โต๊ะยาวซึ่งมีคนอื่นๆ นั่งทำงานกันอยู่ด้วย คุณคนนี้ซึ่งขอเรียกว่า “ลุง” วางสัมภาระลงบนโต๊ะและเก้าอี้พลางพูดโน่นนั่นนี่กับตัวเอง จากนั้นลุงก็เอาคอมพิวเตอร์มาเสียบที่ปลั๊กซึ่งอยู่ใกล้ๆ แม่แอมเบอร์ และบอกว่า “ผมเสียบปลั๊กตรงนี้นะ คุณระวังอย่าไปสะดุดล้มเข้าล่ะ”​ “อือฮึ” แม่แอมเบอร์ตอบด้วยเสียงพลางหันไปมอง ก็เลยเห็นว่าลุงเอาสายพ่วงมาเสียบ ก่อนที่จะโยงมันไปยังคอมพิวเตอร์ของลุงอีกที เกิดมาเพิ่งเคยเห็นคนติดสายพ่วงมาเสียบปลั๊กร้านกาแฟเป็นครั้งแรกนี่แหละ ช่างคิดได้ (อย่างไร) คนอื่นๆ จะพยายามหาทางนั่งที่ที่ใกล้ปลั๊ก แต่ลุงคนนี้นั่งห่างก็บ่ยั่น สบายใจเฉิบเพราะคิดออกในเรื่องง่ายๆ ที่คนอื่นเขาไม่ทันคิดกัน แม่แอมเบอร์แอบขำๆ และชื่นชมความหัวดีของลุง เลยหันไปบอกว่า “คุณเตรียมอะไรมาพร้อมดีนี่” ลุงก็หันมาขอบคุณด้วยรอยยิ้ม พร้อมทั้งเริ่มสาธยายถึงความภาคภูมิใจของลุงในคอมพิวเตอร์ประสิทธิภาพสูงสุดเจ๋งของลุงซึ่งลุงต่อเติมมันเองและเสียเงินไปถึงสามพันเหรียญ แม่แอมเบอร์เหลือบมองแม็คบุคเครื่องใหญ่สีเงินของลุงที่หุ้มพลาสติกใสกันรอยอย่างนึกไม่ออกว่าจะคอมเม้นต์อะไร ลุงพูดไปได้สักพักก็บอกว่า “ขอโทษทีนะ คือผมภาคภูมิใจกับมันสุดๆ เลยอดพูดไม่ได้ ขอโทษด้วย” แม่แอมเบอร์ถามลุงว่า “งานที่คุณทำต้องใช้คอมสเป็คสูงเหรอ”​ ลุงบอก “ใช่ เพราะผมทำงานเกี่ยวกับภาพยนตร์และภาพถ่ายน่ะ”​ พูดไปพลางล้วงเอาแท่นรองแล็ปท็อปสำหรับระบายความร้อนออกมา แม่แอมเบอร์แอบคิดในใจว่ามีคนพกกระทั่งแท่นรองแล็ปท็อปมาร้านกาแฟด้วยหรือนี่ ส่วนลุงก็คุยต่อไปอีกอย่างออกรส และแล้วก็บอกว่า “เอาล่ะ เดี๋ยวผมจะหุบปากล่ะ” เหมือนจะรู้ใจคนฟัง แล้วต่างคนก็ต่างนั่งทำงานไป

จนกระทั่งแม่แอมเบอร์ได้เวลาจะกลับบ้าน ระหว่างเก็บข้าวของนั่นเอง ลุงก็เรียกพลางบอกว่า “ผมอยากให้อะไรคุณสักหน่อยเป็นการขอบคุณ” แม่แอมเบอร์งง “ขอบคุณเรื่องอะไร”​ ลุงบอกว่า “ก็ที่คุณเป็นมิตรดี และคุยกับผมโดยไม่ถือสาไงล่ะ ผมมีรูปถ่ายหลายใบที่ผมถ่ายเอง คนเขาชอบถ่ายเซลฟี่กันใช่ไหม แต่ผมชอบถ่ายคนอื่นด้วยกล้องของแท้มากกว่า แล้วก็ล้างรูปออกมา มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ผมชอบแบบนี้มากกว่า คุณชอบใบไหนก็เลือกเอานะ แล้วผมจะเซ็นให้” แม่แอมเบอร์หยิบรูปถ่ายมาดูงงๆ รูปถ่ายพวกนี้เหมือนพวกถ่ายแบบไม่มีธีม มีรูปคนบ้าง รูปสิ่งของบ้าง ดูแล้วนึกไม่ออกว่ารูปพวกนี้มีความพิเศษอย่างไร เห็นรูปหนึ่งดูสีสวยดี เป็นผู้หญิงผิวดำยืนใส่ชุดแปลกๆ ถามลุงว่านี่ใคร ลุงตอบว่า “นั่นเป็นหุ่นขี้ผึ้งจากเรื่อง Ghostbusters ปกติพวกล่าผีนี่จะต้องเป็นผู้ชายใช่ไหม งวดนี้คนเล่นเป็นผู้หญิงหมดเลย แปลกดีนะ” แล้วลุงก็เล่าให้ฟังว่ารูปอื่นๆ นั้นเป็นใครอะไรอย่างไรบ้างอย่างฉะฉานอย่างคนมีความรู้และความจำที่ดี และมีความสนใจในคนอื่น แววตาของลุงเต็มไปด้วยชีวิตชีวายามได้เล่าถึงรูปถ่ายแต่ละใบ

พอเลือกรูปหุ่นขี้ผึ้ง Ghostbusters ลุงก็เซ็นข้างหลังให้ พร้อมลงวันที่ ลุงบอกว่าลุงพกรูปพวกนี้ไว้แล้วก็แจกจ่ายให้คนนั้นคนนี้ไปเรื่อย แม่แอมเบอร์ก็เพิ่งเคยเห็นนี่แหละคนที่พกรูปไว้ปึกนึงเพื่อสร้างบทสนทนากับคนแปลกหน้า แปลกดีจัง ลุงขอบคุณแล้วขอบคุณอีก ท่าทางคงดีใจที่มีเพื่อนคุย แม่แอมเบอร์เดาเอาเองว่าลุงอาจจะเบื่อๆ หรือเหงาเลยหอบงานและเครื่องไม้เครื่องมือเต็มพิกัดมานั่งทำงานที่ร้านกาแฟแบบนี้กระมัง ถ้าไม่ใช่ร้านกาแฟที่คนนั่งทำงานกันเงียบๆ อาจจะได้คุยเรื่องชีวิตลุงแทน คราวหน้าถ้ามีโอกาสคล้ายๆ แบบนี้ อาจจะขอให้เขาเล่าประสบการณ์ชีวิตให้ฟังบ้างก็คงน่าสนใจไม่น้อย ใครสักคนเคยพูดว่าเราสามารถเรียนลัดได้จากการได้ยินได้ฟังประสบการณ์ชีวิตคนอื่นที่เขาเรียนรู้มา ชีวิตคนมีอะไรแตกต่างกันออกไป มีเรื่องราวน่าสนใจเยอะแยะ

“ผมว่าผมประสบความสำเร็จนะ เพราะคุณยิ้ม”​ ลุงบอกยิ้มๆ แม่แอมเบอร์รู้สึกขอบคุณความเป็นมิตรของลุงที่ทำให้วันนี้เป็นวันที่แตกต่างออกไป และเป็นวันดีๆ

One clap, two clap, three clap, forty?

By clapping more or less, you can signal to us which stories really stand out.