บางที…ล็อตเตอรี่ก็เป็นมากกว่าการเสี่ยงโชค

เมื่อคนสิ้นหวังคนหนึ่ง เริ่มอยากจะมีความหวังกับเค้าบ้าง

แต่ไหนแต่ไรมา ฉันได้ยินว่า “คนจนซื้อหวย คนรวยซื้อหุ้น” (แต่ญาติผู้ใหญ่ของฉันกลับจนลงเพราะซื้อหุ้น) และอีกสารพัดคำสอนเกี่ยวกับการใช้จ่ายที่พ่วงเรื่องการเสี่ยงโชคเอาไปในหัวข้อรายจ่ายฟุ่มเฟือยและสิ้นเปลือง มันไม่ใช่การลงทุนให้เงินงอกเงย แถมยังเป็นหนึ่งในการพนันระดับเริ่มต้นอีกด้วย

พ่อของฉันชอบซื้อล็อตเตอรี่มาก ซื้อทุกงวด งวดละสองสามใบ พอเลยงวดมาแล้วถึงหยิบมาให้ฉันเอาไปตรวจให้ แต่ก็นั่นแหละ มันไม่เคยถูก (หรือเคยก็แค่ครั้งเดียวเท่าที่จำได้) อาจารย์สอนคณิตศาสตร์ของฉันเล่าถึงเรื่องความน่าจะเป็นในการถูกรางวัลว่าโอกาสที่เราจะถูกรางวัลที่ 1 ก็คือ 1 ใน 1,000,000

ซึ่งคิดเป็น 0.0001 % เท่านั้น!

เมื่อเข้ามาสู่วัยทำงานก็พบว่าไอ้เจ้า 0.0001 % นั่นแหละที่ขับเคลื่อนคนรอบตัวของฉันหลายๆคนให้เดินไปด้อมๆมองๆหน้าแผงล็อตเตอรี่ 2 ครั้งต่อเดือน ฉันก็เคยลองซื้อบ้างตามกระแสแค่ครั้งสองครั้ง เผื่อว่าจะถูกรางวัลบ้าง แค่เลขท้าย 2 ตัวก็ยังพอให้ดีใจ ซึ่งไม่เคยถูกเลย และพอถึงวันออกรางวัล ตามโซเชียลมีเดียต่างๆก็จะเต็มไปด้วยสเตตัสหรือรูปภาพขำๆ (ขำปนเศร้า) เกี่ยวกับการถูกหวย(กิน) บ่งบอกว่าไม่ใช่แค่คนรอบตัวฉันเท่านั้นที่ยังเชื่อใน 0.0001 % อันน้อยนิด

ภาพนี้มาจาก FB เพจ : คิดว่าดีก็ทำต่อไป

ไม่นานมานี้ ฉันสำรวจพฤติกรรมการใช้เงินของตัวเองแล้วพบว่าอยู่ในระดับย่ำแย่ ด้วยการใช้จ่ายเกินตัวจนทำให้มีหนี้บัตรเครดิต 2 ใบ ซึ่งยอดจ่ายหนี้บัตรเครดิตรายเดือนก็เริ่มกระทบกับค่าใช้จ่ายประจำวัน ไม่มีเงินเหลือพอจะไปลงคอร์สเรียนที่สนใจ ไปจนถึงการไม่มีแม้เงินเก็บส่วนตัว ฉันจึงตัดสินใจที่จะไม่ใช้บัตเครดิตในการตามใจตัวเองง่ายๆอีก และตั้งใจว่าปิดหนี้ยอดเก่าให้หมดซะ เพื่อเริ่มชีวิตด้านการเงินใหม่อีกครั้ง(ซึ่งไม่รู้เหมือนกันว่านี่มันครั้งที่เท่าไรแล้ว)

ฉันพอจะมีความหวัง ที่จะทำมันได้สำเร็จไหม?

ณ ช่วงเวลาแบบนี้ฉันเลยเริ่มคิดถึง 0.0001 % อันน้อยนิด นั้นขึ้นมา

สังเกตดูดีๆแล้ว คนรอบตัวฉันหลายๆคนฝากความหวังชีวิตไว้ที่มัน หวังว่ามันจะมาปลดหนี้ก้อนโต หวังว่าแม้สักช่วงนึงก็ยังดีที่จะได้กินอาหารหรูๆบ้าง หวังว่ามันจะเป็นค่าเรียนพิเศษของลูก หวังว่าจะได้ให้เป็นของขวัญพ่อแม่ หวังว่าจะเป็นโอกาสในการเริ่มต้นชีวิตใหม่ หวังว่าจะได้เอาไปรักษาอาการป่วยของตัวเอง และอีกหลายความหวัง

แล้วฉันล่ะ มีความหวังกับอะไร … ไม่มีเลยสักอย่าง

3–4 ปีของชีวิตงานประจำ ฉันใช้ชีวิตไปกับการ “อ่าน” หนังสือฮาวทูความสำเร็จต่างๆ(แค่อ่านจริงๆ) ใช้ชีวิตไปกับการอิจฉาคนที่ได้เรียนตามสายที่ชอบ นั่งมองรูปถ่ายท่องเที่ยวต่างประเทศของเพื่อนในโซเชียลด้วยใจห่อเหี่ยว ปลอบใจตัวเองโดยการรูดบัตรเครดิตซื้อของเล็กๆน้อยๆต่อยอดเจ้าความสุขเล็กๆน้อยๆ ที่ฉันเชื่อว่าคู่ควรกับมันแล้ว แต่ไม่เคยจะมุ่งมั่นไปในทางที่ตัวเองฝันเลย ปลอบใจตัวเองว่าเรามันก็มีความสุขได้แค่นี้ จนกระทั่งยอดใช้จ่ายเล็กๆรวมตัวกันเป็นก้อนใหญ่ขึ้นในเวลาไม่ถึง 6 เดือน!

มองย้อนกลับไปแล้ว เห็นเลยว่าที่ผ่านมาตัวเองช่าง “สิ้นหวัง” ฉันไม่หวังถึงชีวิตดีๆในวันหน้า ไม่หวังถึงการทำตามความฝัน ฉันไม่คิดว่าจะต้องมีฐานะที่ดีขึ้นเพื่อมาดูแลครอบครัว ไม่ใช่เพราะไม่ต้องการ แต่เพราะฉันไม่เคยเชื่อว่าฉันจะทำได้เลยต่างหาก

ฉันกลัวเกินไป ฉันไม่กล้าหวัง เพราะฉันกลัวการผิดหวัง

เรื่องของ “ล็อตเตอรี่” ก็เป็นเหมือนแสงเล็กๆที่ย้ำเตือนความจำของฉันว่าจริงๆแล้วชีวิตยังมีความหวัง ใครหลายๆคน (เช่น พ่อ) ก็ต่างมีชีวิตอยู่กับความหวัง ถึงจะน้อยนิดแต่ก็เรียกว่าความหวัง และถึงแม้มันจะถูกนิยามให้เป็นเพียงรายจ่ายฟุ่มเฟือยหรือเป็นการพนันระดับเริ่มต้นก็ตาม ณ ตอนนี้ฉันว่ามันคงไม่ฟุ่มเฟือยเท่าหนี้บัตรเครดิตของฉันแน่ๆ เพราะอย่างน้อยมันก็ซื้อ “ความหวัง” ได้

ฉันเริ่มเข้าใจว่า ถ้าฉันมีความหวังสักนิด ฉันอาจจะกล้าพอที่จะเชื่อในตัวเอง กล้าพอที่จะมีทิศทางหรือจุดหมายในการใช้ชีวิต กล้าที่จะลงมือทำตามเสียงหัวใจและความฝันของตัวเอง หรือในอีกมุมคือความกล้าอาจจะมาก่อน ถ้าเรากลัวน้อยลง กล้ามากขึ้น เราอาจจะเชื่อในความหวังมากขึ้นก็ได้

ไม่ว่าอะไรจะมาก่อนมาหลังก็ตาม ฉันว่ามันคงจะทำให้ฉันใช้ชีวิตอย่างมีสติ ไม่เหมือนกับที่ผ่านมา

“ฉันต้องอยู่อย่างมีความหวัง” ฉันจึงบอกกับตัวเองอย่างนั้น แม้ว่ามันจะเป็นเพียง 0.0001% ก็ตาม