Self-driving car ไผเป็นไผ ?

เกริ่นชื่อเรื่องมาสไตล์อีสานอินดี้ แต่รับรองว่าเรื่องที่จะคุยระดับอินเตอร์เนชันแนลแน่นวล เพราะเรื่องที่หยิบยกมาเหลาให้กันฟังวันนี้คือเรื่อง Self-driving car หรือรถยนต์ขับเคลื่อนด้วยตนเอง แต่ก่อนที่จะไปต่อนั้น ขอใช้แชมพูคลินิคเพื่อเคลียร์คำศัพท์กันเสียก่อน

ระดับความอัตโนมัติตามการจัดกลุ่มของ SEA [1]

ภาพด้านบนแสดงให้เห็นการจัดระดับของ Autonomous car หรือบางทีก็เรียกว่า Autonomous vehicle (ชื่อย่อ AV แต่ค้นหาทีไรไม่เห็นมีรถโผล่มา) ระดับความเทพไล่ตั้งแต่ Lv.0 ที่ระบบทุกอย่างเป็นอัตโนมือ จนกระทั้งถึง Lv.5 ที่ทำได้เองทุกสิ่งอย่าง จริงๆแล้ว Lv.1 ขึ้นไปเราสามารถใช้คำว่า Self-driving car ได้แล้ว ระบบพวกนี้เช่น Adaptive Cruise Control หรือ Lane Keeping ดังนั้นถ้าจะให้เลีย เอ้ยเคลียร์เราจะใช้คำว่า Self-driving กับ Lv.1,2,3 และ Driverless กับรถที่เทพมากขับได้ด้วยตัวเอง Lv.4,5

การสอนประสาทเทียม [2]

หลักการขับมันก็ไม่ยากครับรับข้อมูลจากกล้องหรือเซ็นเซอร์อย่างตัวอย่างข้างบนก็จะรับจากกล้องตรงกลาง ซ้าย และขวา แล้วเอามาสอน Nueron Network ว่าข้อมูลที่ได้มาจากกล้อง แบบนี้คนขับหมุนพวงมาลัยแบบไหน พอสอนมันเยอะๆ หน่อยมันก็จะรู้แล้ว เช่นกล้องฝั่งขวาจับต้นไม้ได้ คนขับจะหันพวงมาลัยซ้ายเสมอ รอบต่อๆไปมันก็จะรู้แล้วถ้ามันขับไปเจอเองมันก็จะเลี้ยวซ้ายเหมือนกัน ยิ่งไปกว่านั้นคือมันสามารถจินตนาการไปด้วยขณะโดนเทรนได้ พอรอบต่อไปแทนที่จะเจอต้นไม้อยู่ขวามือ ถ้ามันเจอเสาไฟฟ้า มันก็สามารถเรียนรู้ได้ว่า “เฮ้ยๆๆ เสาไฟฟ้าอยู่ขวามือหวะ แต่รอบที่แล้วเห็นต้นไม้ตูก็หักหลบซ้ายนะ เดาฝั่งซ้ายแหละกัน” พอคนที่สอนมันหัดออกซ้ายจริงๆ มันก็จะบอกว่า “นั่นไง ตูว่าหล่ะ” จากนั้นเส้นความมั่นใจนี้ก็จะได้คะแนนสูงขึ้น ด้วยความมั่นใจแบบนี้ต่อให้ทางไปนา ที่ไม่มีเส้นทางชัดเจนมันก็สามารถขับพาเราไปได้ ในหลายๆงานวิจัยก็ใช้เกมในการสอน Nueron Network เพื่อลดค่าใช้จ่าย

Nvidia ทดลองรถไร้คนขับโดยที่ไม่ต้องรอให้ถนนลูกรังหมดจากประเทศ USA [2]

ต่อไปเราจะมาดูกันถึงความก้าวหน้าของแต่ละค่ายในการทำ AV กันบ้าง เริ่มที่พี่ใหญ่ไอที Google กันเลยหลังจากที่เปลี่ยนชื่อเป็น Waymo แล้วก็เหมือนจะมีปัญหาไม่หยุดไม่หย่อน เช่นโดน Otto ขโมยเทคโนโลยีแล้ว Otto ถูก Uber ซื้อต่ออีกรอบหนึ่ง ทำให้ทาง Waymo หัวเสียไม่น้อยและกำลังมีเรื่องกับ Uber

เสื้อม่วงในรถคือสตีฟ หมาเห่า คนเดียวกับที่เคยนั่ง Google Self-driving ที่เป็น Prius สมัยแรกๆ

ถ้าใครที่กำลังรอใช้งานรถไร้คนขับจาก Waymo ตอนนี้ก็มีออกทดลองให้บริการแล้ว แต่ก็นั่นแหละครับท่านผู้ชม ตามสไตล์กูเกิลขายตรงแบบนี้ไม่ค่อยมีโปรดักซ์ที่ขายดีซักเท่าไหร่ แต่เราอาจจะได้ดูโฆษณาแทนค่าโดยสารก็ได้ (ฮาาาา)

บริษัทอื่นที่ขนออกมาก็ไม่น้อยหน้าแม้จะยังไม่ระบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบถึงขนาดถอดพวงมาลัยหรือแป้นเบรกออกเหมือน Waymo แต่ก็ถือว่าการทำงานนั้นสมบูรณ์มากๆแล้ว

AutoPilot 2.0 จาก Tesla
Cruise จากค่าย GM ใช้แอพเรียกรถได้เลย

ใน Youtube มีอีกหลายวิดีโอที่หากสนใจก็สามารถดูได้เพิ่มเติมครับผมคิดว่าไม่ค่อยมีอะไรน่าตื่นเต้นเท่าไหร่ เลยขอย้ายมาสร้างคาวมตื่นต้อนทางฝั่งพี่จีนบ้างด้วยการนำเสนอ BaiDu ที่มาพร้อมกับการ Open source SDK ที่ใช้ในการพัฒนาอย่าง Project Apollo [3] อย่าทำเป็นเล่นไปที่แลปเรายังนึกเล่นๆ ว่าจะเอามารันบนบอร์ด TK1 อยู่เลย

โปรเจก Apollo จากไป่ตู้

หรือถ้าจะเอาแบบบ้านๆ กว่านั้นก็ของ Hacker ชื่อ Geohotz หมอนี่เป็นคนแรกที่แฮกปลดล็อค iPhone ได้ตอนที่อายุ 17 ปี ตัวหน่วยประมวลผลของหมอนี่ในวิดีโอด้านล่างอาจจะเยอะนะ แต่จริงๆมันใช้ตัวเดียวแค่โทรศัพท์ Android เอาไป Flash software ใหม่ (ตามดูใน Youtube ได้มีคนลองติดตั้งใน Civic)

=========

ตอนนี้ก็ถึงเวลาเล่าแล้วว่าทำไมรถไร้คนขับถึงจำเป็น,

  • จากสถิติโลกมีคน 1.24 ล้านคนเสียชีวิตในแต่ละปี เกือบทั้งหมดมาจากความผิดพลาดของมนุษย์
  • รถยนต์ถูกปล่อยทิ้งไม่ได้ใช้ประโยชน์มากกว่า 96 %
  • ลดการสร้างถนน พื้นที่จอดรถได้
  • ให้บริการได้ 24 ชั่วโมง 7 วันต่อสัปดาห์
หนึ่งในหลังสือที่ผมอ่าน

ดีขนาดนี้แล้วทำไมยังไม่ใช้หล่ะ ?

ในช่วงแรกนั้นงานแข่งขันรถยนต์ไร้คนขับของ DARPA ปี 2004 นั้นผู้เข้าแข่งขันทำได้ดีสุดคือ 7 ไมล์ หรือราวๆ 11 กิโลเมตรเท่านั้นแม้จะเป็นการวิ่งข้ามทะเลทรายธรรมดาจนถึงทุกวันนี้ปัญหาด้านเทคนิคนั้นดูเหมือนจะไม่ใช่ปัญหาใหญ่ของรถไร้คนขับแล้ว และมันถูกพิสูจน์แล้วว่ามีความปลอดภัยสูงกว่ามนุษย์ทั่วไปขับ ถึงอย่างนั้นก็ตามมันยังคงมีประเด็นอยู่ ตอนนี้เราพอจะสรุปได้แล้วว่ารถไร้คนขับมาแน่ยิ่งกว่าแช่แป้ง แต่รูปแบบการขายนั้นทาง BigAutos บริษัทรถยนต์ยักษ์ใหญ่ทั้งหลายอยากขายรถ (ของมันแน่อยู่แล้ว) แต่ทีม Disruptive เช่น Google, Uber และผองเพื่อนอยากขาย Mobility คือขายการโดยสารไปถึงจุดหมายนั่นเอง ดราม่านั้นก็ซับซ้อนขึ้นระหว่าง Google (ชื่อใหม่ Waymo) และ Uber ที่ฟ้องร้องกันอยู่เพราะ Google เองก็ลงทุนใน Uber ไปหลายตังค์ แต่ Uber ดันไปซื้อบริษัทที่ Google บอกว่าขโมยเทคโนโลยีมาชื่บริษัท Otto

ข้อแตกต่างอีกอย่างของรถยนต์กับการขนส่งสาธารณะแบบอื่นคือคนทั่วไปสามารถซื้อรถได้ ทำถนนได้ แต่เราไม่สามารถสร้างทางรถไฟได้ (ก็แหง๋หล่ะ) ข้อดีนี้ดึงดูดเหล่านักลงทุนจากต่างชาติให้เข้ามาลงทุนทำ Taxi ไร้คนขับในไทยได้ไม่ยากนัก เพราะตามสถิติแล้วในปี 2016 มีผู้ได้รับอุบัติเหตุทางรถบาดเจ็บ 766,333 ทุพพลภาพ 1,504 เสียชีวิต 8,507 โดยเฉลี่ยมีคนได้รับอุบัติเหตุทางรถทุก 40 วินาที [4] คิดว่ารถไร้คนขับน่าจะช่วยลดสถิตินี้ลงไปได้มากๆ

สุดท้ายนี้ก็คงเป็นเรื่องเกี่ยวกับในประเทศไทยเราผมทราบข่าวว่าตอนนี้ในไทยเริ่มมีความเคลื่อนไหวที่ดีเกี่ยวกับรถยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าโดยรัฐบาลรถภาษีนำเข้าเหลือ 0% เก็บสรรสามิตลดลงครึ่งหนึ่ง [5] และหลายๆ หน่วยงานเริ่มศึกษากันแล้ว เท่าที่ผมทราบก็ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเองก็มีหน่วยวิจัย Smart Mobility Research Center [6]

ถือโอกาสช่วยประชาสัมพันธ์เลย [6]

ทาง ม.เทคโนโลยีสุรนารี ที่ผมเรียนอยู่เองก็ทราบว่าเริ่มมีการศึกษาแล้วเหมือนกัน ทั้งสองมหาวิทยาลัยมีความพร้อมกระทั้งสร้างรถของตัวเองได้ทั้งคันแล้ว แต่เท่าที่ผมทราบก็ยังขาดส่วนที่เป็นสมองคือส่วนควบคุมได้ เพราะไม่ใช่ว่าเราเอาเครื่องไม้เครื่องมือจากอเมริกามาเสียบปลั๊กแล้วใช้ได้ แต่ระบบมันยังต้องการเรียนรู้ในเรื่องการขับขี่ สัญลักษณ์ต่างๆ ใหม่อีกด้วย

ส่วนตัวผมเองก็ได้รับติดต่อจากบริษัทในไทยให้ร่วมพัฒนา ผมก็ไม่รู้ว่าผมจะสามารถทำได้ขนาดไหน มันเป็นงาน Take the moon shot หรือยิงจรวดอวกาศ ถ้ามีใครสักคนหนึ่งทำได้ดีพอ โลกนี้จะเปลี่ยนไปเลย ตอนนี้เรากำลังหาจุดมวลวิกฤต จุดที่ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นแล้ว มันจะเปลี่ยนแปลงอย่างมาก ่ผมขอบอกว่า จ้างผมเถอะ ผมอยากทำ ฮ่าๆๆๆ

References :
[1] http://www.businessinsider.com/what-are-the-different-levels-of-driverless-cars-2016-10
[2] https://arxiv.org/pdf/1604.07316v1.pdf
[3] https://github.com/ApolloAuto/apollo
[4] http://rvpreport.rvpeservice.com/viewrsc.aspx?report=0464&session=16
[5] https://www.thairath.co.th/content/669751
[6] https://www.facebook.com/CU-Smart-Mobility-Research-Center-156741527749722/