Behind the scene of UX Thailand

งาน UX Thailand ครั้งนี้ มันมี experience ของความอบอุ่นที่หาได้ยากในงานประชุมใหญ่ ๆ งานแบบนี้มักจะออกมาเป็นงานแข็ง ๆ เนื่องจากคนที่ทำงานจริงมักเป็นทีมที่มีตัวแทนจ้างมาอีกที การประสานงานและการจัดการจึงออกมาถึงจะเป็นมืออาชีพ แต่ก็ไม่อบอุ่นเท่าคนที่รักชุมชนนี้ทำงานกันเอง

เย็นแล้ว แต่คนก็ยังแน่นงาน

งานครั้งนี้เป็นปีแรกที่ตั้งชื่อหรูๆ ว่า UX Thailand เพราะว่าอยากต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง ต่างจากปีก่อน ๆ ที่ชื่อ UX Talk จึงเพิ่มความกดดันให้กับทีมงานมากๆ เราใช้เวลาเตรียมงานประมาณ 6 เดือน (จริง ๆ เราไม่ได้กล้าจัดงานเท่าไร) อยากรู้มั้ยว่าอะไร ทำให้งานนี้เกิดขึ้น ? 😅

งานเกิดมาได้อย่างไร

งานนี้เริ่มจากผมกับคุณพีทคุยกันว่าผมหาที่จัด Meetup ได้ ล่วงหน้าได้ประมาณ 4 ครั้งแล้ว และอยากจัด Conference ด้าน UX ด้วย เราอยากมีความรู้มากกว่านี้ เราอยากให้เพื่อน ๆ เราเข้าใจเรื่องนี้กันมากขึ้น แต่ถ้าจะจัดให้ดีมันต้องใช้งบเยอะและทีมงานจำนวนมาก 🤔 คุณพีทก็มีแนวคิดว่า “งั้นเราจัด Meetup เพื่อหาอาสาสมัคร และ Sponsor กัน” จัดไปหลาย ๆ ครั้งจนกว่าเราจะมี Sponsor และอาสามัครพอ

แล้วเราก็เริ่มวางแผนงานตัว Meetup โดยสร้างเป็น User Journey ตั้งแต่ก่อนที่ผู้ใช้จะรู้ว่ามีงานนี้ การเดินทางมาที่งาน หาห้องสัมมนา ทำกิจกรรมก่อนเริ่ม คนที่ไม่ได้ทานอะไรมาก่อนเข้างาน ระหว่างฟัง หลังจากฟังแล้วจะเกิดการ Networking ได้อย่างไร แล้วจะเก็บ Feedback, Sponsor และ อาสา ได้อย่างไร หลังจากวางแผนกันคร่าว ๆ บน PostIt แล้วเริ่มแบ่งงาน

งานครั้งแรกจัดที่ Pronto Marketing เรื่อง Persuasive Design ตัวงานออกมาสนุกกว่าที่คิดเอาไว้ คนมางานประทับใจ และมีหลายอย่างที่เราเรียนรู้เพิ่มเติม เช่นคนชอบส่วนของการ Networking พอ ๆ กับการฟังวิทยากร และการมีคนเก่ง ๆ มางาน แต่มีคนไปคุยด้วยน้อย เป็นเรื่องน่าเสียดาย 😢 ทำให้เราเริ่มเรียนรู้คนในชุมชนของเรามากขึ้นเรื่อย ๆ

หลังจากนั้นก็มีจัด Meetup อีกหลายครั้ง ที่ Ookbee, MAQE, Krungthai AXA แต่ละครั้งเรามีทั้งการลด/เพิ่ม หลายอย่าง ทดลองหลายอย่าง แต่ที่สำคัญที่สุดคือเราเริ่มจัด workshop กับทีมอาสา ให้เข้าใจ Process การวางแผน การทำ User Journey ทดลองลงรายละเอียด แบ่งงานวางแผน รวมถึงร่วมวิเคราะห์ความผิดพลาดของครั้งที่ผ่านมา ซึ่งวิธีการนี้เป็นแบบเดียวกับตอนที่เราออกแบบซอร์ฟแวร์ ทำให้ทีมงานได้เรียนรู้ Design Process ไปในตัว


เมื่อทีมอาสาเริ่มลงตัว รายชื่อ Sponsor ก็เยอะใช้ได้ เราจึงขอให้คุณภัคและน้องปุ๊ก ช่วยเป็นธุระติดต่อประสานงานขอสถานที่กับทาง SET รวมถึงเงื่อนไขต่าง ๆ ในการใช้งานด้วย ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ตั้งแต่กฎการขึ้นตึก เวลาในการขนของ การติดป้ายต่าง ๆ ห้ามทำตามใจ ต้องทำการ survey สถานที่หลายรอบ เรื่องแอร์ เรื่องเครื่องเสียง การถ่ายวีดีโอ การเก็บขยะ ติดต่อผู้ใหญ่ อธิบายคุณค่าของงานนี้ที่มีต่อ SET รวมถึงต้องขอใช้สถานที่เพื่อวางแผน เพื่อเตรียมงาน และอีกหลาย ๆ อย่าง 🙇‍♂️

ประชุมวางแผนกัน 4 รอบ + วันจัดสถานที่ด้วย

งาน logo และ Themes

เราคิดกันมาเยอะมากกว่า 30 แบบ ที่เอามาประกวด สุดท้ายมาได้แบบของน้องลัก ที่เราเห็นตอนนี้ แต่มันก็ไม่จบง่าย ๆ เพราะหลังจากที่เลือกแบบได้แล้วเราต้องแปลง Logo ไปเป็นแบบบรรทัดเดียว แบบเป็นคำย่อ แบบขาวดำบนพื้นขาว แบบขาวดำบนพื้นสี (อันนี้ได้น้องชาญมาช่วยอีกแรง) จนออกมาเป็น Logo ปัจจุบัน

ส่วน Theme ที่เห็นเป็นสีฟ้า ๆ ลวดลายสวย ๆ เป็น Pattern มาตรฐานแต่มีความหมายถึงการลองผิดลองถูก จนลงตัว แถมสุดท้ายมันออกมาเป็นไทย ๆ อย่างไม่น่าเชื่อ 😆 งานนี้ที่ทั้งงานออกมาเป็น Theme เดียวกันต้องขอบคุณน้องชาญมาก ๆ เพราะต้องเก็บงานแทบทุกชิ้น ตั้งแต่ Presentation, ป้ายห้อยคอ, กระเป๋าผ้า, ภาพขอบคุณ Sponsor, ภาพแนะนำ Speaker, Facebook Page, Event Page, Eventpop page, E-mail

ป้ายห้อยคอ

สิ่งที่ดูเหมือนน้อยแต่ผมคิดว่าเป็นตัวแปรสำคัญของงานนี้เลย นั่นก็คือป้ายห้อยคอ ใครมางานจะรู้ว่าป้ายนี้ไม่ได้ออกแบบมาง่าย ๆ แต่มันผ่านการทดลองและปรับแก้มาแล้วหลายรอบ (น้องชาญรับผิดชอบไปเต็ม ๆ ทำมาให้ดูหลายแบบมาก ทั้งแบบที่สำเร็จและล้มเหลว) มันเป็นป้ายที่ทำให้เราสื่อสารกับคนอื่นได้ง่ายขึ้น เป็นป้ายที่ทำให้คนไม่ต้องไปแย่งกันดูกำหนดการ ไม่แม้แต่จะต้องถอดออกมา เพราะป้ายมันกลับหัวให้อ่านได้ทั้ง ๆ ที่คล้องอยู่ รวมถึงการประสานงานกับทีมแจกเสื้อ ทีมส่งข้าว ทีมปิดงานที่มาทำ Time capsule กัน และติดต่อโรงพิมพ์ด้วย บอกเลยว่าน้องเท่มาก ๆ ครับ 😎 มีหลายคนเดินมาหาผมแล้วชมว่า “ป้ายคล้องคอของงานนี้ UX ดีมาก”

โรงงานป้ายห้อยคอ

งานที่ดีคนจะคิดว่ามันสร้างออกมาง่าย ๆ เพราะเค้ารู้สึกว่ามันง่าย แต่เบื้องหลังที่ทำให้รู้สึกแบบนั้นมันไม่ง่ายเลย ขอบคุณหนุ่มสาวโรงงานทุกคนนะครับ 🙇

งานติดต่อประชาสัมพันธ์ บน facebook.com, eventpop.me และอีกมากมาย

งานนี้มีรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ เยอะมาก เพราะเรากำลังสื่อสารกับคนจำนวนมาก ไม่ใช่แค่คนที่มาร่วมงาน แต่รวมถึงคนที่อยากมา คนที่ไม่แน่ใจว่าจะมาดีหรือเปล่า คนที่สนใจอยากเป็น Sponsor คนที่เดินทางมาจากต่างประเทศ ทีมงานจำนวนมาก แถมเรามีการเปลี่ยนวิธีการรับสมัครกระทันหันด้วย แต่ผมสังเกตว่ามีคนบ่นถึงปัญหาน้อยมาก เพราะเค้าเข้าใจว่าเราเปลี่ยนเพราะอะไร เข้าใจเหตุผลต่าง ๆ ของทีมงาน และความเข้าใจนั้นก็เกิดมาจากการสื่อสารที่ดี ซึ่งหัวแรงหลักตรงนี้ก็คือน้องเนีย ทั้งการตอบ E-mail/FB Message/Line การชี้แจงบน page การสื่อสารผ่าน Group ซึ่งต้องเลือกใช้คำที่สื่อสารได้ตรงมากที่สุด และน้องทำออกมาได้ดีมาก ๆ 👏 👏 👏

ป้าย Backdrop และ Rollup

ป้ายที่ดูเหมือนง่าย แต่ไม่ได้ง่ายเลยครับ แนวคิดของมันคือตัวชื่องานต้องชัด แต่ก็ต้องทำให้ Sponsor มีความสุขด้วย และที่สำคัญคือมันต้องสวยและเรียบร้อย ไม่งั้นคนก็ไม่อยากมาถ่าย ต้องขอบคุณน้องเล็กที่ยอมปรับแก้ตามความเรื่องมากของงาน แล้วก็มีน้องพลอยที่เข้ามาช่วยเรื่องเสื้อ ทั้งเสื้อขอบคุณวิทยากร เสื้อทีมงาน เสื้อคนร่วมงาน Sticker แถมยังส่งไปพิมพ์มาเรียบร้อยด้วย (มีกระเป๋าสุดสวยที่น้องเนียไปช่วยจัดมาให้ด้วย) ฟังจากคนนอกจะเหมือนง่าย

แต่งานหาร้านหาผ้า เลือกวิธีพิมพ์ มันยากจริง ๆ นะ ถ้าทำไม่ดีคนจะรู้สึกได้ทันทีและจะเริ่มมีเสียงบ่น แต่นี่คนไม่บ่นเลยแถมชมด้วย เรียกว่าเยี่ยมมาก 👍 👍 ส่วนแบบเสื้อสวย ๆ จะมีน้องนิคคอนกับหมีมาช่วยดูให้ ถึงแม้แบบสุดท้ายจะไม่ใช่ลายที่สองคนนี้ออกแบบ แต่ก็มาช่วยจัดการวาง layout ให้สวยขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะการวาง Sponsor สวยขึ้นกว่าต้นฉบับไปมาก ขอบคุณนะครับ 🙇‍

น้องนิ้งคือตัวแปรสำคัญที่ทำให้คนมางานรู้สึกแบบนั้น!! น้องเป็นคนที่มีประสบการณ์จัดงานที่ SET มีประสบการณ์จัดงานกับ Developer เป็น Coaching ที่พยายามช่วยให้ทีมงานรู้สึกเป็นส่วนร่วมกับทีม ผมรู้สึกว่าน้องนิ้งคือคนที่ดูแล Experience ของทีมงาน ระหว่างที่ทีมงานดูแล Experience ของผู้ชม บทบาทของน้องนิ้งไม่ชัดเจน เพราะอะไรเป็นรูโหว่น้องนิ้งเข้าไปเติมหมด ของไม่มีก็ออกไปซื้อ ทีมงานอยู่ดึกก็มีขนมกิน ดำเนินการสั่งแผ่น Wireframe จากจีน แถมออกแบบให้ด้วย คอยบอกว่าต้องระวังอะไร ซึ่งช่วยให้เราไม่ตกหลุมเหล่านั้น และอีกมากมายครับ (ถ้าไม่มีน้องนิ้งตอนนี้ผมคงกลุ้มใจกับอะไรซักอย่างอยู่แน่ ๆ) ถือเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้งานราบรื่นจนคนนึกว่างานแบบนี้น่าจะจัดได้ง่าย ๆ


ขนมและอาหาร

เรื่องอาหารเรามีน้องพลอยมาช่วยดูให้ และโชคดีที่มีพี่ยุ้ยจาก Startup Thailand เข้ามาช่วย พี่เค้าช่วยจัดการให้เราทุกอย่าง อาหารเลยออกมาดีมาก ๆ มีน้ำส้มอร่อย มีขนมที่ช่วยให้อิ่มไปทั้งงาน (ส่วน snack ทีมงานเอามาเสริมอีกที เพราะรู้ว่า persona ของเราชอบแบบนี้ 😄 ) ถือเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้คนในงานมีความสุข ตั้งใจฟังวิทยากรได้อย่างมีความสุข

ขนมเต็มรถ ตอนแรกคิดว่ามากไป แต่เอาจริง ๆ คือหมด

จริง ๆ อาหารไม่ได้มีแค่ในงานนะ 😋 อาหารหลังงานสำหรับทีมงานและ speaker มีน้องปุ๊กกับทีมปิดงานมาช่วยดูแลด้วย ทั้งหาร้าน สั่งอาหาร และพาทีมงานหิวโซไปที่ร้านด้วย


ประสานงาน Speaker

มีคนอีกกลุ่มนึงที่เราต้องคุม Experience ให้ดี นั่นก็คือ Speaker ของงาน ต้องขอบคุณน้องโม น้องเพื่อนที่ช่วยดูแล Speaker ตั้งแต่เรื่องใหญ่อย่างการเดินทาง จองตั๋วเครื่องบิน จองโรงแรม รวมถึงเรื่องเล็ก ๆ น้อย ส่ง e-mail ยืนยันวันเวลา กำหนดการ วิธีการเดินทาง แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว รูปแบบและ Ratio ของ slide เครื่องที่ใช้ในการนำเสนอ และอีกหลายอย่างจนทาง Speaker เอ่ยปากชม ว่าเราดูแลเค้าดีมาก ทั้ง ๆ ที่น้องไม่มีประสบการณ์เลย แต่กลับโดดเข้ามารับงานสำคัญมาก ๆ ได้ น่าชื่นชมครับ 👏 👏 👏


น้องเพื่อนฝากบอกว่า

สิ่งที่ได้มากที่สุดจากงานนี้คือการเชื่อใจคนที่เราทำงานด้วย ปกติหนูจะทำงานแบบมี Process ที่มีหัวหน้าคอยดูแลมาตรฐานและทิศทางให้เสมอ แต่เมื่อมารับผิดชอบตรงนี้ ทีแรกตกใจมากว่าทำไมไว้ใจให้เราที่เพิ่งมาใหม่ทำเรื่องยิ่งใหญ่เช่นติดต่อกับสปีคเกอร์ได้ รวมทั้งให้เราตัดสินใจหลายอย่างได้เอง แต่เวลาเราแก้ปัญหาไม่ได้ก็จะคอยตอบคำถาม ช่วยเสมอ จึงทำให้เราเรียนรู้กับคำว่ารับผิดชอบอย่างแท้จริง เราอยากทำมันให้ดีมากขึ้นอีกจากใจจริงๆ และความไว้ใจจากในทีมนี่เองที่ทำให้เราเกิดความกล้าแบบที่ไม่เคยได้ประสบการณ์จากที่ไหนเลยค่ะ

เปิดใจจากน้องโม

…จริงๆ แล้ว ความตั้งใจแรกของเรา คือ มาเอาตั๋วฟรี…
ในใจตอนนั้นคิดว่า เขารับมาเป็นอาสาสมัคร คงให้ทําหน้าที่แค่อะไรเบาๆ (เสิร์ฟน้ำ) 
วันแรกเดินเข้าไปแบบงงๆ แล้วพี่พีทก็โยนงานให้แบบงงๆ เราไปเสียบได้ตรงส่วนดูแล Speaker ต่างชาติ จําได้ว่าตอนนั้นยืนงงอยู่หน้าตารางงานที่พี่พีทจัดให้ ในใจคิดว่า “ฮ้า ! ต้องทําทั้งหมดนี่เลยเหรอ แล้วจะเริ่มอะไรก่อนล่ะนี่”
นี่มัน!! ไม่ใช่!! ความฟรีที่แท้ทรู!! หลังจากนั้นไปจวบจนวันงาน ชีวิตก็แอบวุ่นอยู่ช่วงหนึ่ง…
 
ในใจตอนนั้นก็คิดว่า นี่ตูมาทําทําไมฟระ ทําไมไม่ยอมเสียตังค์เข้างานดีๆ แบบคนอื่นเขา (ตอนแรกงานนี้เสียตัง) แต่กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็เผลอทํายันจบงานจนได้
อันที่จริงแล้วแอบกังวลและเกร็งนิดหน่อยว่า จะเราจะทำให้เค้ารำคาญมั้ยเพราะเราเป็นคนจุกจิก แต่พอมาเจอกันวันงาน รู้สึกสปีคเกอร์ทุกคนทั้งไทยและต่างชาติน่ารักมาก
หายเหนื่อยจังตอนที่ทุกคนเดินเข้ามาพร้อมกับบอกว่าขอบคุณนะที่ดูแลเรา บางคนก็กอด บางคนก็ยิ้มให้
โมเมนต์ตอนนั้นโคตรดี…ชอบฟีลลิ่ง ณ ตอนนั้น ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่ตอบคําถามได้หมดว่า นี่เราทําไป…ทําไม
สุดท้ายนี้เราว่าเหมือนจะทําไปมากกว่าราคาบัตรเข้างาน แต่ไม่ค่อยได้ฟังอะไรเท่าไหร่ เพราะมัวแต่ทํานู่นนี่นั่น (ดูเหมือนจะลืมจุดประสงค์แรกของตัวเองไปแล้ว คือ เราอยากมางานฟรี) แต่สิ่งที่ได้คืนมาก็คุ้มพอกัน
ขอบคุณเพื่อนๆ พี่ สตาฟ และสปีคเกอร์ที่ได้มาสร้างประสบการณ์มันส์ๆ ร่วมกัน
ขอบคุณพี่พีทที่ไว้ใจให้ทำอะไรก็ได้ ขอบคุณเพื่อนที่คอยซัพพอร์ตเสมอ
 
สุดท้ายนี้เราคิดว่า
“ถ้าอยากได้ความรู้ก็มาเป็น Attendee แต่ถ้าอยากได้ประสบการณ์ก็มาเป็นสตาฟ”
 
การได้มาที่นี่ ได้มาดูว่าเขาทำอะไรกัน คนอื่นเป็นยังไงกันบ้าง การได้ใช้เวลารวมกับกลุ่มคนที่เป็นมนุษย์พลัง ก็ถือว่าเป็นการเติมเชื้อไฟให้กับตัวเองเหมือนกัน

ทีมวันงาน

ขอบคุณพี่ก๊อกทีมวันงาน และคุณพินที่เป็นตัวละครลับเข้ามาช่วยพวกเราได้ทันท่วงที สองท่านนี้เป็นเบื้องหลังที่คอยประสานงานทุกคนให้ทำงานเป็นจังหวะเดียวกันในวันงาน เปรียบเหมือน conductor ในวงออร์เคสตร้าเลยครับ

แล้วก็มีทีมงานจาก Ahancer มาช่วยด้วย น้องนัท น้องนุ่น น้องนุช น้องพา ที่มาช่วยงานทุกอย่างแบบไม่เกี่ยงเลย ตรงไหนมีช่องก็เข้ามาช่วย โดยเฉพาะน้องนัทที่เข้ามารับเรื่องบัญชีไปเต็ม ๆ ไม่ใช่แค่ลงตัวเลข แต่รวมถึงการตาม Sponsor และการคุมยอดค่าใช้จ่ายด้วย ต้องขอบคุณจริง ๆ ครับ 🙏

อีกตัวแปรที่คนอาจจะไม่รู้ แต่มีส่วนอย่างมากคือเจ้ารถป๊อบคอน น้องจุ๊ยเป็นคนเอามาให้เราได้เล่นกัน ช่วยทำลายบรรยากาศจริงจังได้มาก ลดความตึงเครียด เวลาที่เรากำลังกินขนม หรือกินป๊อบคอน มันทำให้เราดูเป็นมนุษย์มากขึ้น คนอื่นก็กล้าคุยกับเรามากขึ้น นอกจากนั้นในงานน้องยังช่วยคุยเล่น เรียกแขกได้มากมาย พอมีเสียงหัวเราะงานก็มีหัวใจ 🌻 🌻 🌻


น้องชาญ มือ Graphic ของเรา มาเปิดใจนิดหน่อย

สำหรับงาน UXThailand 2017 ครั้งนี้ ถือเป็นความโชคดีอย่างยิ่งที่ได้เข้ามาร่วมทำในจุดนี้ ในด้านของการทำงานผมรับผิดชอบในการสร้างสรรค์ธีมขึ้นมา โพสออนไลน์ tote bag ป้ายชื่อคล้องคอของทุกท่าน เป็นหลัก และก็มีส่วนของอาร์ตเวิร์กต่างๆ ซึ่งก็ได้เข้าไปมีส่วนร่วม
หลังจากลบๆพิมพ์ๆอยู่พักนึง ทำให้ผมรู้ว่าส่วนที่ผมอยากเล่าอาจจะไม่ใช่พาร์ทการทำงานซะทีเดียวแน่นอนครับว่ามันท้าทายและสนุก ผมก็ขอหักพวงมาลัยเลี้ยวมาเล่าเรื่องความประทับใจและสเน่ห์ของทีม UXTH ดีกว่าครับ (55555)
บอกเลยครับว่าตื่นเต้นมากที่ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่ง ทุกคนดูเก่งและตั้งใจมาก การอัพเดทงานกันที่ฉับไว ยอมรับเลยครับว่าระหว่างวันนี่เคลื่อนไหวกันตลอดจนแรกๆผมก็สงสัยว่าคนพวกนี้มันไม่มีงานประจำกันรึไง… แต่พอไฟจากพวกเขาปลิวมาติดเท่านั้นแหละก็พลอยไฟลุกไปด้วยอีกคน(ตอนนี้ไม่สงสัยแล้วครับ)
ทุกครั้งที่เราได้เข้ามาประชุมพบหน้ากัน นอกจากการทำงานที่คืบหน้าไปอย่างน่าตื่นเต้นก็ได้วิชา ได้มุมมอง แนวคิด ได้ฟังประสบการณ์ทั้งจากการพูดคุยและ session ลับมีด ต้องบอกว่าสนุกจนลืมเวลา แถมด้วยเสียงหัวเราะตลอด 3 4 5 ชม. ที่ไม่เคยเงียบลง มาถึงจุดนี้ต้องขายเลยครับ ใครไม่เคยมาทำ มาเปิดตา ต้องลองครับ ยากมากๆที่จะเจออะไรแบบนี้ในชีวิต
ถ้าอ่านแล้วสงสัยหรืออยากลอง ลองติดตาม UX meetup ได้ครับ เรามีการ recruit กันเรื่อยๆ หวังว่าจะได้เจอ และได้สร้างสรรค์อะไรสนุกๆกัน และแน่นอนครับผมเชื่อว่าพวกเราคงไม่หยุดกันแค่2017แน่ๆ ปีหน้าคงเข้มข้นกว่านี้แน่นอนครับ
ท้ายนี้คงเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากขอบคุณทีมงานน้อยใหญ่ทุกท่าน ขอบคุณจริงๆที่มอบสิ่งต่างๆทั้งที่เล่าไปและเล่าไม่หมดมาให้ ถึงจะเข้ามาได้ไม่นาน แต่บอกเลยครับ รักทีมนี้มากๆ :)
ปล. อ่อ ลืมไปเลยครับ ความท้าท้ายสุดๆอย่างนึงที่อาจต้องใช้เวลาพิสูจน์ คือ time capsule ของปีนี้ หวังว่าคนที่มาหย่อน capsule ของตนไว้จะกลับมาร่วมเปิดด้วยกันในปีหน้าครับ จริงๆก็อยากเห็น process และ การเติบโตของพวกคุณและพวกเราในปีหน้าว่าจะเป็นอย่างไร 💊

เสื้อ และ ถุงผ้า

เสื้อไม่แน่ใจว่ามีใครทำบ้าง เพราะหลังจากที่เราคุยเรื่องแบบเสื้อกัน และ vote แล้วน้องพลอยก็โซโลเลย ทั้งติดต่อเพื่อน ๆ เรื่องแบบ ติดต่อเนียเพื่อนับจำนวน ติดต่อร้าน เอาผ้ามาให้ลองจับ ติดต่อนัทเพื่อจ่ายเงิน ขนเสื้อมาวันงาน แบ่งส่วนให้ทีมงาน คนร่วมงาน และ Speaker ขอบคุณสำหรับความตั้งใจอย่างล้นเหลือนะครับ

ส่วนถุงผ้ามันมาตอนจบเพราะเราไม่รู้ว่ามีเงินพอทำหรือเปล่า แต่พอรู้ว่าพอน้องเนียก็ช่วยเสกมาให้เลย ✨ ลุยตั้งแต่แบบจนมีถุงผ้าสวย ๆ มาให้พวกเราในวันงาน 😃


อีกทีมที่ไม่ขอบคุณไม่ได้คือทีม GuCode นำโดยคุณปอน และเสี่ยเป้ ที่ช่วยประสานงานเรื่อง Live ได้อย่างราบรื่นจนแทบไม่ต้องคุยด้วยเลย สบายใจสุด ๆ แถมงานนี้ได้ทีมของ course square มาช่วยอัด Video ด้วย ใครพลาดงานนี้อยากให้รอดูครับหลังจากเค้าตัดต่อเสร็จ เราก็ย้อนมาเสพความรู้กันได้อีกที 📹

ขอบคุณทีมตากล้องวันงาน 📷 น้องเนป น้องเนีย และทีมเนื้อหาวันงานที่คอยทำรูปขึ้น Facebook และกำลังทำสรุป Talk เตรียมอ่านกันได้เลยครับ

ขอบคุณน้องโทนี่กับสา ที่จัดการสั่งสติกเกอร์และขนส่งมาวันงาน และขอบคุณน้องปาล์มที่รับไปตัดคนเดียวเลย

ขอบคุณ น้องมด น้องบี น้องหน่อง น้องตั้ว น้องออย อาจารย์มุก น้องเพ้นท์ น้องกับตัน ที่ทำได้ทุกอย่างโดยไม่ต้องบอกว่าให้ทำอะไร

ขอบคุณพี่พีท ที่มาเป็นพ่องานในครั้งนี้ครับ การรีดพลังของอาสาสมัครมากมายขนาดนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ส่วนมากคนอื่น ๆ ก็ใช้วิธี Top-down คือสั่งการเอา แต่งานนี้ไม่เป็นแบบนั้น พวกเรายังรู้สึกเป็นเจ้าของงาน ทีมได้ตัดสินใจเลือกสิ่งที่อยากทำเอง มันเป็นขุมพลังที่ทำให้งานอบอุ่น และทำให้ทีมงานใส่ใจในรายละเอียดเล็ก ๆ ได้มากมาย นอกจากนั้นเค้ายังคอยย้ำกับทีมงานว่างานนี้ทีมงานต้องรู้สึกคุ้มค่าด้วย ไม่ใช่เฉพาะคนที่เข้างาน พวกเราได้เรียนรู้อะไรมากมายทีเดียว

เปิดใจจากพี่พีท

ทำไปทำไม ทำแล้วเหนื่อย… งานก็ไม่ใช่ ทำฟรีอีก…
ผมอยากเก่งขึ้นครับ สามารถทำของดีๆ ที่คนใช้จริงๆ แบบระดับโลกได้ ผมอยากคุยกับคนที่รู้สึกเหมือนกัน
คุยกับพี่แบงค์หลายรอบ ลองลับมีด ลอง podcast ลองขึ้นเวทียากๆ ลองเปิดสอน ลองอะไรหลายๆ อย่าง แต่ที่อัพเลเวลสุดยอด ต้องยกให้ UX Thailand และทีมครับ
ทุกครั้งที่ทีมมาเจอกัน นั่นคือเขาสละเวลาอันมีค่ามาช่วย เขาเชื่อในวงการ UX เมืองไทย เราต้องตอบแทนทีม เป้าหมายของผมตลอดมาคือ “ทีมต้องคุ้ม” ต้องได้งาน ได้ community ได้ความรู้ ได้ความสนุก ได้ความเป็นทีม
มันบังคับให้ผมอ่านหนังสือเพิ่ม ถาม experts เพิ่ม เรียนเพิ่ม หาอะไรใหม่ๆ มาเพื่อปรับปรุง “ความคุ้ม” ตลอดเวลา
ตอนที่เปิดเรียก volunteer ครั้งแรก มีคนบอกจะมา 30 กว่าคน มีเวลา 2 ชั่วโมง บอกตรงๆ เลยครับ ว่าผมเตรียมตัวเป็นอาทิตย์ เตรียมตัวนานกว่าขึ้นไปคุยกับทีม CEO อีก…
ทำไปทำไม ทำแล้วเหนื่อย…
เพราะทำแล้วกลับไม่เหนื่อย ทำแล้วผมได้พลัง… ทีมให้พลังกันเอง แล้วมันกระเด็นมาโดน มาเติมพลังผมเต็มๆ
ขอบคุณมากๆ ครับผม!
ภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของทีมงานนี้

น่าจะมีอีกหลายคนที่ผมไม่ได้กล่าวถึงในหน้านี้ งานนี้สำเร็จได้เพราะมีคนช่วยเยอะจริง ๆ ไม่ใช่แค่ในงานครั้งนี้แต่ตั้งแต่ Meetup ครั้งแรกเลย ผมอยากขอบคุณทุกคนจริง ๆ ครับ ขอบคุณยาวไปถึงผู้ที่มาร่วมงานทุกคนที่ไม่เทกัน แถมยังอยู่กันจนวินาทีสุดท้าย ทีมงานดีใจมาก ๆ ขอบคุณ Sponsor ทุกคนที่สนับสนุนกิจกรรมแบบนี้

ขอบันทึกเป็นความทรงจำ และเป็นความรู้สำหรับงานครั้งถัดไปไว้ประมาณนี้ หวังว่าปีหน้าเราจะได้ร่วมสร้าง Experience ดี ๆ แบบนี้อีกนะครับ ✨


ขอบันทึกชื่อทุกคนเอาไว้ด้วย เผื่อแมวมองมา Google จะได้รู้ว่าเราเป็น Staff งานนี้

นิ้ง (Pornpat Pimjaroen) พี่ก๊อก (Jatuporn Tansirimas) มีน (Pongpipat kawlert) พี่บี (Banyat Boonkaew) ปุ๊ก (Nutchaya Leelasupakul) พลอย(Nanthicha Tanamai) เป้ (Sathaporn Thissarak) Near (Chayaporn Tantisukarom) ชาญ (Chanon Patarajierapun) นัท (Natt Penjati) นุ่น (Thapanee Srisawat) จุ้ย (Vilawan Layanun) หน่อง (Anuchit Prasertsang) โม (Natcha Janha) เพื่อน (Kodchakarn Kumpairoj) เตย (Kanrayanin Poonsin) ภัค (Pornpak Janpha) นิคอน (Krittaya Ketkaewsuwan) เล็ก (Soraya Thangkidpithakpon) เนป (Thepachai Pancharoen) ตั้ว (Sorocha sothornprapakorn) ออย (Witinthon Charoenmi) มุก (Thippaya Chintakovid) เพ้นท์ (Ampol Jongtaweesuk) กับตัน (Chanasit Thanasatianwich) ปาล์ม (Kasemsak Choeithong) โทนี่ (Banlung Sirijampa) สา (Chalisa Thammachai) ลูกหมี (Sarawuth Chinbenjapol) ทอย (Supanat Techasothon) ลัก (Nawaporn Upariboon)


ทีมเขียน post นี้มีสามคน แบงค์ นิ้ง นัท ตอนแรกก็คิดว่าจะเรียบเรียงให้เรียบร้อยที่สุดก่อน แต่เนื่องจากมันยาวมาก และไม่อยากปล่อยให้นานกว่านี้แล้ว ขอใช้พลังทีมงานมาช่วยตรวจอีกทีละกัน 😅 ถ้าใครเห็นอะไรที่น่าจะแก้ไข/เพิ่มเติม ฝากบอกได้เลยนะครับ 🙇