
Congratulations เรียนจบแล้วเอาไงต่อดี ?
เชื่อว่าหลายๆ คนที่เพิ่งเรียนจบคงรู้สึกเหมือนกันว่า “เรียนจบแล้ว เอาไงต่อดี” “ทำงานเลยดีไหม หรือพักไปก่อนสักระยะ” “เรียนต่อไหม”

เยอะแยะมากมาย วันนี้ผมมาแชร์ประสบการณ์ของตัวผมเองครับ ผมเองเป็นคนหนึ่งที่เอาตรงๆ เลยไม่รู้จะไปทางไหนดี ไม่ใช่ว่าผมไม่คิดหรือวางแผนอนาคตไว้นะครับ แต่พอมาถึงจุดๆ หนึ่งที่เราตั้งไว้แล้ว การจะก้าวไปยังจุดต่อไปเหมือนมันมีช่องว่างเล็กๆ ให้คิดว่าจะก้าวต่อไปยังจุดหมายเดิมหรือจะเปลี่ยนเส้นทางดี อาจจะเป็นเพราะตัวผมที่ยังมีเป้าหมายที่ไม่ชัดเจนด้วยครับ
ขอเกริ่นถึงตัวผมนิดนึงนะครับ ผมเรียนจบปริญญาตรี คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ พึ่งเรียนจบเมื่อ เดือนพฤษภาคม 2560 ที่ผ่านมานี่เองครับ ซึ่งอย่างที่บอกไว้ว่าเรียนจบแล้วก็ได้มานั่งพินิจ พิจารณาว่า เอาไงต่อดี สรุปผ่านไป 1–2 วัน ก็ยังคิดไม่ออกก็เลยติดสินใจ ไปสมัครงานไว้ก่อนล่ะกัน (อยากไปลองทำข้อสอบ, สอบสัมภาษณ์ ดูว่าความรู้ที่เรียนมาใช้ทำงานจริงได้ไหม เพราะส่วนใหญ่บริษัทจะรับเข้าทำงานก็เอาข้อสอบที่เกี่ยวกับงานหรืออาจจะเป็นงานจริงๆ ของบริษัทมาให้ทำ)
หลังจากส่งใบสมัครงานไปผ่านไป 3–4 วัน ยังไม่เรียกหรือมีการตอบกลับอะไรแต่อย่างใด ในใจคิดว่าหรือว่า resume เราไม่ผ่านเกณฑ์เขาหรือเปล่าน่ะ
ซึ่งในวันเดียวกันนี้ผมก็ได้ไปเจอกับเพื่อนที่จบเหมือนกัน (เจอกันที่มหาวิทยาลัยครับ จบได้ไม่ถึงอาทิตย์เลยยังไม่ได้ไปไหน ฮ่าๆ) เราก็ได้คุยกันเรื่องนี้แหละครับว่าจบแล้วทำไรกันดี ประจวบเหมาะ บังเอิญหรืออะไรก็แล้วแต่ วันนั้นเป็นวันที่เพื่อนจะส่งรายชื่อทีมเข้าแข่งขัน Startup Thailand 2017 แล้วทีมของเพื่อนคือ มีเขาคนเดียว และยังขาดคนที่จะพัฒนาในเรื่องของ iOS Application ซึ่งผมพอมีความสามารถในการทำ iOS Application เขาก็เลยได้ชวนผมเข้าร่วมทีมเพื่อไป Pitching กัน ผมคิดว่าว่างๆ ก็ไม่ได้ทำอะไรอยู่แล้วเลยตัดสินใจเข้าร่วมทีม

ซึ่งในรอบ Pitching มีเวลา 1 อาทิตย์นับจากวันที่ตัดสินใจร่วมทีมครับ เพื่อทำ Proposal ส่ง (ดูรายละเอียดได้ที่ Startup Thailand 2017)
ในระหว่าง 1 อาทิตย์ ที่ทำ Proposal เตรียมพรีเซนต์โครงงาน อื่นๆ บริษัทที่ผมส่ง resume ไปก็ตอบกลับมาให้ผมไปสอบ (จะมาเล่าให้ฟัง Part ต่อไปนะครับ เรื่องการสอบ อิอิ) ซึ่งผมก็ได้ไปทำข้อสอบ และสอบสัมภาษณ์เป็นที่เรียบร้อย อ่อ ลืมบอกไปเลย ตำแหน่งที่ผมสมัครไปทำงานคือ iOS Developer ครับ ซึ่งหลังจากสอบเสร็จก็ประกาศผลเลย ผมผ่านและบริษัทยินดีรับผมเข้าทำงานครับ (เริ่มงาน คือ เดือนกรกฎาคม 2560) แต่ผมยังไม่ได้ให้คำตอบ ขอกลับไปคิดก่อนครับ
เอาล่ะสิ !!! เอาไงดี ซึ่งตอนนั้นผมก็กำลังอินกับการทำ Startup ก็เลยไปแข่งก็ดีกว่ายังไงก็ยังไม่ได้เริ่มงานเร็วนี้นิ 555+
ผ่านไปจนมาถึงวันที่ต้องไปแข่งขัน (ข้ามรายละเอียดไปเลยนะครับ) ทีมของผมผ่านเข้ารอบและได้รับเงิน 100,000 บาท กลับมาพัฒนาโครงงาน เพื่อไปแข่งในรอบถัดไป
หนักเข้าไปใหญ่ 555+ ตอนแรกที่ทำเห็นว่าว่างๆ ดันเข้ารอบ แถมยังบริษัทที่รับเข้าทำงานอีก เอาไงดี ??????
ก็มานั่งถามตัวเองว่า ไปต่อกับการทำ Startup ไหม หรือว่าจะไปทำงาน ผมตกผลึกความคิดหลักได้ว่า 1.การทำ Startup ผมจะยังไม่ได้เงินน่ะ ใช้เงินส่วนตัวเพื่อใช้จ่ายไปก่อน (เงิน 100,000 บาท ที่ได้เขาให้ใช้แค่ซื้ออุปกรณ์) ผมคงไม่ไหว โตแล้วไม่อยากขอเงินที่บ้าน 2.ประสบการณ์การเขียน Application ก็ยังน้อย
สรุปด้วยการตกผลึกความคิดที่ได้เลย ตัดสินใจไปทำงานก่อนครับ ส่วนเรื่อง Startup ก็พักไว้ก่อน ไม่ใช่ว่าไม่เอาแล้วนะครับ ซึ่งเรื่องนี้ผมได้คุยกับเพื่อนไว้แล้วว่า จะกลับมาทำอย่าแน่นอน ให้ผ่านการทำงานไปสักพักก่อน พอมีเวลาว่างก็จะมาทำ ส่วนเพื่อนของผมเขาเลือกที่จะทำ Startup ต่อไป พัฒนาในส่วนของที่เป็น Hardware ไปก่อน
ตกลงแล้วจบใหม่ควรไปทางไหนดี?
ที่เล่าให้ฟังมาทั้งหมดผมยังไม่ได้บอกเลยใช่ไหมครับว่าผมชอบอะไร หรือทำอะไรได้บ้าง หรืออยากทำอะไรจริงๆ
นั่นแหละคำหรือคำตอบของคำถาม ^^
ค้นหาที่ตัวเราเองก่อนครับว่าเราชอบหรืออยากทำอะไร ไม่จำเป็นต้องเก่งมากก็ได้ขอแค่เราชอบและอยากที่จะทำ ผมเชื่อว่าทุกคนจะทำมันอยากเต็มที่ ซึ่งสุดท้ายแล้วผลลัพธ์มันจะลงตัวด้วยตัวมันเองครับ ^^
นี่เป็นการเขียนและเล่าเรื่องราวครั้งแรกของ บอล อานนท์ หากผิดพลาดประการใด ต้องขอโทษด้วยนะครับ สัญญาว่าจะพัฒนาการเล่าเรื่องให้ดีขึ้นครับ
และใน Part ถัดๆ ไปจะมาเล่าประสบการณ์การทำงาน หรือประสบการณ์การไปแข่งขัน Startup หรือ อื่นๆ มากมายก่ายกอง ครับ ฝากติดตามด้วยนะครับ #คนอยากแชร์ #คนอยากเล่า #ประสบการณ์
