รีวิวมือถือ Xiaomi Mi 5s 128GB

เนื่องจากไม่มีมือถือเป็นของตัวเองใช้มานานหลายเดือน รอ Note 7 ออก มันก็ดันระเบิด เลยต้องหามือถือมาแก้ขัดไปก่อนดูอยู่หลายรุ่นจนกระทั่ง Xiaomi ออก Mi Max ดูมีนวัตกรรมดีก็เลยอยากได้มือถือของ Xiaomi มาไว้ประดับบารมี จนมาเจอ Mi 5s นี่แหละที่ดูรวมๆ แล้วแล้วมีเสนห์เหลือเกิน ด้วยราคาแค่ 14,200 เลยซื้อจริงๆ จากร้านหิ้วแถวมาบุญคลอง

รูปร่างหน้าตาและการจับถือ ด้วยขนาดหน้าจอที่ไม่ใหญ่มากแค่ 5 นิ้วกว่าๆ เลยทำให้จับถนัดมือถือง่ายใช้มือเดียวได้สบายๆ ในขนาดมือผู้ชายนะ ด้วยความที่ชอบวางมือถือบนโต๊ะทำงานและจิ้มๆ กดการเอาที่สแกนลายนิ้วมือมาไว้ด้านหน้านี่ทำให้สะดวกมากๆ กับการใช้งานของผมเอง น้ำหนักค่อนข้างเบาเมื่อเทียบกับ S7 Edge ที่เคยใช้ก่อนหน้านี้ ด้วยบอดี้อลูมิเนียมเรียบๆ ก็ทำให้ลื่นได้ง่ายๆ เหมือนกัน ปุ่มพาวเวอร์กับปุ่มเพิ่มลดเสียงขอบก็ดูเหมือนจะคมๆ จับแล้วอาจบาดมือได้ ปุ่มโฮมที่ถึงกดไม่ได้ก็ทำงานได้ดี น่าติที่มีเส้นขอบสีดำสะดุดตาที่ขอบจอ โดยรวมแล้วถือว่าลอก Apple มาได้เนียนๆ และยังมีช่องเสียบหูฟังอยู่ด้วย

หน้าจอ ใช้จอ LED ธรรมดา ความละเอียด Full-HD ถ้าสังเกตแบบจ้องจับผิดเลยก็จะเห็นเป็นเม็ดๆ ได้ ข้อดีของมันก็คือมันคอนทราสต์สูงมากไล่สีมืดสุดไปสว่างสุดได้ดีไม่แพ้จอ Super-AMOLED ของ Samsung เลยทีเดียว แต่ถามว่าสีตรงไหมบองได้เลยว่าไม่ออกจะสดไปนิดหน่อยถ้าเทียบกับจอที่ผม Calibate แล้ว และจุดเด่นอีกจุดก็คือตัวระบบปฏิบัติการเองมีการปรับสภาพหน้าจอให้อ่านได้ดีได้ในทุกสภาพแสงเช่นตอนออกแดดก็จะมีการปรับส่วนสีที่มืดในหน้าจอให้สว่างขึ้น ทำให้อ่านง่ายขึ้น ตอนปรับแสงก็สมูทเรียบเนียน ไม่ปุบปับก็ปรับเลยให้เสียอรรถรสในการจ้องมือถือ อ่านกลางคืนก็สบายตา แถมรุ่นนี้แอบไส่ 3D touch ด้วยถ้ากดแรงๆ จะมี Menu ออกมาแต่ก็ไม่มีแอพไหนรองรับอยู่ดี

กล้อง กล้องหน้า 4MP รูรับแสงกว้าง f/2.0 องศาของเลนส์กว้างดีเลยที่เดียว มั้นใจได้เลยว่าจะเก็บหน้าบานๆ ได้ครบ จะ Selfie คนเดียวหรือกับเพื่อนก็ไม่ต้องเบียดมากนัก แอพกล้องที่ไส่มาให้ก็ทำหน้าเนียนให้แถววัดอายุให้แบบเรียวไทม์หามุมหน้าเด็กของตัวเองได้ง่ายๆ เลยทีเดียว ส่วนกล้องหลัง 12MP f/2.0 ที่อ้างว่าใช้เซนเซอร์ตัวเดียวกับ Google Pixel มือถือตัวเทพของ Google ก็ทำงานได้ดีพอสมควรแต่ยังให้ภาพที่ไม่ดีพอเพราะทั้งคุณภาพของเลนส์และไม่มีระบบกันสั่นทำให้บางจังหวะไม่ได้ภาพที่ดีอย่างที่หวังไว้แต่ถามว่าแย่ไหมคนบอกได้ว่านี่ก็ดีมากๆ แล้วกล้อง DSLR หลายตัวยังสู้ไม่ได้เลยด้วยซ้ำ

แบตเตอรี่และการซาร์ทไฟ แบต 3100 mAh นั้นถือว่าเพียงพอสำหรับการใช้งานหนึ่งวันเต็ม ผมใช้งาน LINE กับ Tolon ตลอดทั้งวันเข้าแอพหลากหลายมีเล่นเกมบ้างฟังเพลงจาก Spotify แทบจะตลอดเวลาก็อยู่ได้ราว 12 ชั่วโมง ถ้าไม่ลงแอพ Facebook เลยก็ถึง 14 ชั่วโมงเลยทีเดียว และหัว Quick Charge 3.0 นั้นก็ซาร์ทไฟได้เร็วสมชื่อใช้เวลาซาร์ทราวหนึ่งชั่วโมงนิดๆ ก็เต็มถึงแม้ว่าจะหาสาย USB-C ใช้ร่วมกับคนอื่นยากไปหน่อยก็เถอะ และตอนซาร์ทไฟเครื่องก็ไม่ร้อนมากหยิบมาใช้ได้อย่างไม่เดือดร้อน

สแกนลายนิ้วมือ ใช้เทคโนโลยี Ultrasonic ทำให้สแกนได้รวดเร็วมากๆ อีกทั้งไม่ต้องปลุกเครื่องก่อนด้วยสะดวกมากมาย

CPU กับแรม ใช้ Qualcomm Snapdragon 821 2.15Ghz Quad Core แรงที่สุดเท่าที่จะหาได้ในตลาดตอนนี้แล้วใช้อันเดียวกับกับ Google Pixel เลย และแรม 4GB LPDDR4 1866MHz ที่ให้มาก็เร็วไปกันได้พอดี สเปคนี้เมื่อเทียบกับราคาแล้วถือว่าคุ้มสุดๆ

ROM OS Software MIUI 8 Android 6.0.1 ส่วนนี้น่าจะเป็นจุดอ่อนมากที่สุดของมือถือรุ่นนี้เพราะเครื่องที่ผมได้มันดันลงรอมเถื่อนมาให้ทำให้เจอมัลแวร์ที่ฝังมากับตัว OS เองเลยโดยพบอาการมีโฆษณาโผล่กลางจอโดยที่ยังไม่ได้เข้าแอพอะไรเลย และยังโหลดไฟล์ APK ของแอพเถื่อนๆ มาไว้ให้เราลงอีก ที่ร้ายแรงที่สุดคือเจอว่าสัมผัสที่ตรง Status Bar ไม่ได้ Factory Reset ก็ไม่หาย อาจเป็นเพราะร้านที่ขายลงรอมเถื่อนมาให้ก็ได้ เพราะเมื่อผมลองตรวจสอบเวอร์ชั่นของ OS จากเว็บของ MIUI เอวปรากฏว่ารอมที่ผมมีดันใหม่กว่าตัวที่เขาออก Stable อีกจนสุดท้ายต้องใช้ลงรอมจีนเวอร์ชั่นที่ออกมาจากเว็บไซต์อย่างเป็นทางการด้วยเครื่องมือของ MIUI Desktop ภาษาจีนล้วนๆ โชคยังดีที่รอมที่ลงเสร็จแล้วเปิดขึ้นมายังมีให้เลือกภาษา แต่การที่ไม่มี Google Play ก็ทำให้ชีวิตลำบากอย่างมากจนต้องดิ้นรนหา APK มาลงจนได้ ส่วน Launcher ของ MIUI8 ก็ลอก Apple มาได้เนียนสนิทอย่างน่าตกใจ น้อยๆ เรียบๆ นิ่งๆ เป็นที่น่าพอใจ แอพที่ลงแถมมาให้กับรอมก็ถอนทิ้งได้เกือบหมด เหลือแค่ที่จำเป็นต้องมีจริงๆ

สรุป Xiaomi Mi 5S 128GB เป็นมือถือที่แอนดรอยด์ที่ครบทั้งสเปค เทคโนโลยีใหม่ๆ และการใช้งานต่างๆ ที่ลงตัว ถ้าไม่นับเรื่องรอมที่มีมัลแวร์ก็เป็นมือถือที่คุ้มค่าที่จุดเท่าที่ผมเคยสัมผัสมาในชีวิตผมเลยก็ได้

ให้คะแนน 9.0/10

One clap, two clap, three clap, forty?

By clapping more or less, you can signal to us which stories really stand out.