การเปรียบเทียบผลตอบแทนของการซื้อกองทุนหุ้นแบบ DCA กับการซื้อเมื่อตลาดหุ้นตกหนัก (Panic Buy)

ชีวิตมนุษย์เงินเดือนหลาย เสียภาษีเงินได้ ต้องหาวิธีลดหย่อนภาษีแน่นอนและหนึ่งในวิธีนั้นก็คือการซื้อกองทุน LTF และหนึ่งในเทคนิคที่ได้ยินกันมากก็คือการซื้อกองทุนในวันที่หุ้นตกหนักเพื่อให้ได้ราคาที่ดีกว่านั่นเอง เพราะนอกจากจะได้เงินลดหย่อนภาษีแล้วยังมีหวังว่าจะได้กำไรส่วนต่างของหุ้นอีกด้วย ผมจะตั้งซื้อวิธีนี้ว่า Panic Buy ละกัน แต่ยังมีเทคนิคอีกอย่างที่เป็นที่นิยมและรู้จักกันแพร่หลายก็คือการซื้อแบบเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ หรือ DCA นั่นเอง ผมเลยจะลองเทียบข้อมูลย้อนหลังให้ดูว่าวีธีการทั้งสองแบบนั้นได้ผลตอบแทนแตกต่างกันมากน้อยเพียงได้ โดยจะมีสมมุติฐานต่างๆ ดังนี้
- ซื้อตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนสิงหาคมปี 2018 เป็นเวลา 8 เดือน อาจจะดูน้อยหน่อยแต่ก็อยู่ในช่วงที่ตลาดเคลื่อนไหวในกรอบแคบๆ ไม่ผันผวนมากเกินไป
- การซื้อแบบ DCA จะซื้อทุกวันที่ 1 ของทุกเดือน เดือนละ 1,000 บาท (เพราะเงินเดือนมันหายไปเร็วเลยต้องหักไปก่อนที่จะใช้จ่าย) ถ้าวันนั้นยังไม่เปิดขายให้ซื้อวันที่เปิดขายวันแรกของเดือน
- การ Panic หรือในคำนิยามตลาดหุ้นตกหนักของผมก็คือ ดัชนีราคาหุ้นตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) ลงมากกว่าหรือเท่ากับ 1 % ในการปิดตลาดภาคเช้า ถ้ารอมันตกแรงเกินกว่านี้ก็จะไม่มีโอกาสได้ซื้อเลยและถ้ารอราคาตลาดปิดตอนเย็นจะไม่ได้ราคากองทุนในวันนั้นๆ
- ซื้อในกองทุนหุ้นที่ผมสนใจ 3 ตัวได้แก่ JB25 BTP และ KTEF ไม่ใช่กองทุน LTF เพราะไม่ต้องการให้ผลตอบแทนรวมกับการคืนภาษีมาเกี่ยวข้อง เพราะแต่ละคนเสียภาษีไม่เหมือนกัน
- ไม่ได้คิดค่าธรรมเนียมการซื้อขายและราคาซื้อขาย โดยจะใช้ราคาหน่วยลงทุนกลาง
ผลการซื้อแบบ DCA 1,000 บาททุกเดือน

มูลค่าเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2018 (บาท)
JB25 = 8,053.82
BTP = 7,760.11
KETF = 7,599.95
ผลการซื้อแบบ Panic Buy แผน A เฉลี่ยเท่ากันตามจำนวนครั้งที่ซื้อในวันที่ตลาดหุ้นตกหนักทุนเท่ากับ DCA
จะจำลองการลงทุนโดยใช้จำนวนเงินเท่ากันกับการซื้อแบบ DCA โดยจะเฉลี่ยตามจำนวนครั้งที่เกิด Panic เช่น เกิดขึ้น 10 ครั้ง DCA ผ่านไป 8 เดือนใช้เงิน 8,000 บาท ก็จะเท่ากับ Panic Buy ซื้อครั้งละ 800 บาท วิธีนี้จะทำให้เห็นภาพย้อนหลัง แต่ไม่สามารถนำไปใช้ได้จริงเพราะไม่สามารถรู้ได้ว่าในอนาคตจะเกิด Panic เมื่อไหร่กี่ครั้งตลอดเวลาที่ลงทุน

มูลค่าเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2018 (บาท)
JB25 = 8,411.31
BTP = 8,012.06
KETF = 8,094.39
ผลการซื้อแบบ Panic Buy แผน B ซื้อครั้งละ 1,000 เท่ากับ DCA แต่ซื้อเฉพาะวันที่ตลาดหุ้นตกหนัก
การซื้อแบบ Panic Buy แผน B จะซื้อครั้งละ 1,000 บาท เหมือนกันกับ DCA แต่ซื้อตอนเกิด Panic เท่านั้น แผนนี้จะนำไปใช้ได้จริง ถ้าใช้เงินเท่ากับ 8,000 บาทเท่า DCA ก็จะหยุดซื้อ และถ้าใช้เงินซื้อกองทุนไม่หมด เงินสดที่เหลือก็จะนับเป็นมูลค่าในพอร์ตเหมือนกัน

มูลค่าเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2018 (บาท)
JB25 = 8,308.48
BTP = 8,009.04
KETF = 8,070.79
สรุปผล
แผน Panic Buy A มูลค่ามากกว่า DCA เป็นเปอร์เซ็นต์ดังนี้
JB25 4.43 %
BTP 3.24 %
KTEF 6.50 %
เฉลี่ย 4.73 %
แผน Panic Buy B มูลค่ามากกว่า DCA เป็นเปอร์เซ็นต์ดังนี้
JB25 3.16
BTP 3.21
KTEF 6.20
เฉลี่ย 4.19 %
จากผลลัพธ์แสดงให้เห็นว่าการซื้อกองทุนหุ้น แบบ Panic Buy ในวันที่ตลาดหุ้นตกหนัก ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าการซื้อกองทุนแบบ DCA ในช่วงเวลาปี 2018 ที่ผ่านมา ในตลาดหุ้นที่ลงนิดหน่อย ถ้าถามผมว่าถ้าตลาดหุ้นลงหนักผมจะซื้อกองทุนไหมคงกดซื้อแน่นอนเพราะทำงานนั่งดูหุ้นอยู่ทุกวัน แต่คงยัง DCA ควบคู่กันไปเพราะไม่แน่ว่าเศรษฐกิจอาจจะดีขึ้นทุกวันโดยทำให้ไม่มีโอกาส Panic Buy เลย ผมก็จะไม่ตกรถแน่นอน
หมายเหตุ
บทความนี้ไม่ใช่การแนะนำการลงทุน การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาหาข้อมูลด้วยตัวเองก่อนตัดสินใจลงทุน
ลิงค์ Google Sheet ที่ใช้คำนวน
https://docs.google.com/spreadsheets/d/1VsdM3f6NWrCCZ8tC0264QNIzv4XMXHPxZ2V0jh1Pp44/edit?usp=sharing
ข้อมูลราคาปิดตอนเช้าย้อนหลังจากแอพ StockRadars และข้อมูลราคากองทุนย้อนหลังจากแอพ FundRadars
