การเปรียบเทียบผลตอบแทนของการซื้อกองทุนหุ้นแบบ DCA กับการซื้อเมื่อตลาดหุ้นตกหนัก (Panic Buy)

ARTIYA
ARTIYA
Sep 2, 2018 · 2 min read

ชีวิตมนุษย์เงินเดือนหลาย เสียภาษีเงินได้ ต้องหาวิธีลดหย่อนภาษีแน่นอนและหนึ่งในวิธีนั้นก็คือการซื้อกองทุน LTF และหนึ่งในเทคนิคที่ได้ยินกันมากก็คือการซื้อกองทุนในวันที่หุ้นตกหนักเพื่อให้ได้ราคาที่ดีกว่านั่นเอง เพราะนอกจากจะได้เงินลดหย่อนภาษีแล้วยังมีหวังว่าจะได้กำไรส่วนต่างของหุ้นอีกด้วย ผมจะตั้งซื้อวิธีนี้ว่า Panic Buy ละกัน แต่ยังมีเทคนิคอีกอย่างที่เป็นที่นิยมและรู้จักกันแพร่หลายก็คือการซื้อแบบเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ หรือ DCA นั่นเอง ผมเลยจะลองเทียบข้อมูลย้อนหลังให้ดูว่าวีธีการทั้งสองแบบนั้นได้ผลตอบแทนแตกต่างกันมากน้อยเพียงได้ โดยจะมีสมมุติฐานต่างๆ ดังนี้

  1. ซื้อตั้งแต่เดือน​มกราคมถึงเดือนสิงหาคมปี 2018 เป็นเวลา 8 เดือน อาจจะดูน้อยหน่อยแต่ก็อยู่ในช่วงที่ตลาดเคลื่อนไหวในกรอบแคบๆ ไม่ผันผวนมากเกินไป
  2. การซื้อแบบ DCA จะซื้อทุกวันที่ 1 ของทุกเดือน เดือนละ 1,000 บาท (เพราะเงินเดือนมันหายไปเร็วเลยต้องหักไปก่อนที่จะใช้จ่าย) ถ้าวันนั้นยังไม่เปิดขายให้ซื้อวันที่เปิดขายวันแรกของเดือน
  3. การ Panic หรือในคำนิยามตลาดหุ้นตกหนักของผมก็คือ ดัชนีราคาหุ้นตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) ลงมากกว่าหรือเท่ากับ 1 % ในการปิดตลาดภาคเช้า ถ้ารอมันตกแรงเกินกว่านี้ก็จะไม่มีโอกาสได้ซื้อเลยและถ้ารอราคาตลาดปิดตอนเย็นจะไม่ได้ราคากองทุนในวันนั้นๆ
  4. ซื้อในกองทุนหุ้นที่ผมสนใจ 3 ตัวได้แก่ JB25 BTP และ KTEF ไม่ใช่กองทุน LTF เพราะไม่ต้องการให้ผลตอบแทนรวมกับการคืนภาษีมาเกี่ยวข้อง เพราะแต่ละคนเสียภาษีไม่เหมือนกัน
  5. ไม่ได้คิดค่าธรรมเนียมการซื้อขายและราคาซื้อขาย โดยจะใช้ราคาหน่วยลงทุนกลาง

ผลการซื้อแบบ DCA 1,000 บาททุกเดือน

มูลค่าเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2018 (บาท)
JB25 = 8,053.82
BTP = 7,760.11
KETF = 7,599.95

ผลการซื้อแบบ Panic Buy แผน A เฉลี่ยเท่ากันตามจำนวนครั้งที่ซื้อในวันที่ตลาดหุ้นตกหนักทุนเท่ากับ DCA

จะจำลองการลงทุนโดยใช้จำนวนเงินเท่ากันกับการซื้อแบบ DCA โดยจะเฉลี่ยตามจำนวนครั้งที่เกิด Panic เช่น เกิดขึ้น 10 ครั้ง DCA ผ่านไป 8 เดือนใช้เงิน 8,000 บาท ก็จะเท่ากับ Panic Buy ซื้อครั้งละ 800 บาท วิธีนี้จะทำให้เห็นภาพย้อนหลัง แต่ไม่สามารถนำไปใช้ได้จริงเพราะไม่สามารถรู้ได้ว่าในอนาคตจะเกิด Panic เมื่อไหร่กี่ครั้งตลอดเวลาที่ลงทุน

มูลค่าเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2018 (บาท)
JB25 = 8,411.31
BTP = 8,012.06
KETF = 8,094.39

ผลการซื้อแบบ Panic Buy แผน B ซื้อครั้งละ 1,000 เท่ากับ DCA แต่ซื้อเฉพาะวันที่ตลาดหุ้นตกหนัก

การซื้อแบบ Panic Buy แผน B จะซื้อครั้งละ 1,000 บาท เหมือนกันกับ DCA แต่ซื้อตอนเกิด Panic เท่านั้น แผนนี้จะนำไปใช้ได้จริง ถ้าใช้เงินเท่ากับ 8,000 บาทเท่า DCA ก็จะหยุดซื้อ และถ้าใช้เงินซื้อกองทุนไม่หมด เงินสดที่เหลือก็จะนับเป็นมูลค่าในพอร์ตเหมือนกัน

มูลค่าเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2018 (บาท)
JB25 = 8,308.48
BTP = 8,009.04
KETF = 8,070.79

สรุปผล
แผน Panic Buy A มูลค่ามากกว่า DCA เป็นเปอร์เซ็นต์ดังนี้
JB25 4.43 %
BTP 3.24 %
KTEF 6.50 %
เฉลี่ย 4.73 %

แผน Panic Buy B มูลค่ามากกว่า DCA เป็นเป​อร์เซ็นต์​ดังนี้
JB25 3.16
BTP 3.21
KTEF 6.20
เฉลี่ย 4.19 %

จากผลลัพธ์แสดงให้เห็นว่าการซื้อกองทุนหุ้น แบบ Panic Buy ในวันที่ตลาดหุ้นตกหนัก ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าการซื้อกองทุนแบบ DCA ในช่วงเวลาปี 2018 ที่ผ่านมา ในตลาดหุ้นที่ลงนิดหน่อย ถ้าถามผมว่าถ้าตลาดหุ้นลงหนักผมจะซื้อกองทุนไหมคงกดซื้อแน่นอนเพราะทำงานนั่งดูหุ้นอยู่ทุกวัน แต่คงยัง DCA ควบคู่กันไปเพราะไม่แน่ว่าเศรษฐกิจอาจจะดีขึ้นทุกวันโดยทำให้ไม่มีโอกาส Panic Buy เลย ผมก็จะไม่ตกรถแน่นอน

หมายเหตุ
บทความนี้ไม่ใช่การแนะนำการลงทุน การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาหาข้อมูลด้วยตัวเองก่อนตัดสินใจลงทุน

ลิงค์ Google Sheet ที่ใช้คำนวน
https://docs.google.com/spreadsheets/d/1VsdM3f6NWrCCZ8tC0264QNIzv4XMXHPxZ2V0jh1Pp44/edit?usp=sharing

ข้อมูลราคาปิดตอนเช้าย้อนหลังจากแอพ StockRadars และข้อมูลราคากองทุนย้อนหลังจากแอพ FundRadars

Welcome to a place where words matter. On Medium, smart voices and original ideas take center stage - with no ads in sight. Watch
Follow all the topics you care about, and we’ll deliver the best stories for you to your homepage and inbox. Explore
Get unlimited access to the best stories on Medium — and support writers while you’re at it. Just $5/month. Upgrade