
การเลือกซื้อกองทุนเพื่อความมั่งคั่ง
การลงทุนในกองทุนนั้นออกแบบให้มีความง่ายและไม่ซับซ้อนอะไรมาก แต่การที่จะประสบความสำเร็จในการลงทุนในกองทุนนั้นก็มีอะไรที่ต้องเหมือนกันดังนี้
- เลือกซื้อกองทุนใหม่ ที่จัดตั้งโดยโดยบริษัทจัดการกองทุนที่มีประสบการณ์อย่างน้อยๆ ก็สัก 5 ปีให้พอเห็นฝีไม้ลายมือบ้าง เพราะจะกองทุนใหม่นั้นยังมีขนาดเล็กเงินน้อยบริหารง่ายกว่า แล้วยังมีแนวโน้มที่จะเติบโตได้เรื่อยๆ ด้วย
- เลือกกองทุนที่มีผลตอบแทนสม่ำเสมอ ไม่แกว่งมาก เช่นให้ผลตอบแทนประมาณ 5-7% ต่อปีทุกๆ ปี จะได้กองทุนที่เติบโตอย่างมั่นคงในอนาคตอย่างแน่นอน
- เลือกกองทุนที่มีค่าธรรมเนียมจัดการต่ำกว่า 1.3% เพราะเงินส่วนนี้เป็นต้นทุนที่เราต้องจ่ายถ้าผลตอบแทนได้น้อยกว่าค่าธรรมเนียมนี้ก็ถือว่าเราขาดทุน แต่ก็ขึ้นอยู่กับประเภทของกองทุนด้วยถ้าเป็นกองแบบ Active Fund นั้นก็อาจหยวนๆ ได้ถึง 2% เพราะให้ผลตอบแทนดีกว่ามาก(ค่าเสี่ยงมากขึ้นด้วย)
- เลือกกองทุนที่ผลตอบแทนดีกว่าค่าเฉลี่ยของผลตอบแทนในกองทุนที่มีนโยบายการลงทุนแบบเดียวกัน เพราะบางทีอาจจะเจอกองทุนที่ให้ผลตอบแทนมากจนเราพอใจเช่นเราเลือกกองทุนทองที่มีผลตอบแทนถึง 50% มากกว่ากองทุนอื่นหลายๆ ตัวแต่ค่าเฉลี่ยของกองทุนทองในปีนั้นอาจจะสูงถึง 60% การเอาไปเทียบกับกองที่มีนโยบายการลงทุนอื่นแบบตราสารหนี้ยอมไม่ถูกต้อง และการเลือกกองที่มีผลตอบแทนดีกว่าค่าเฉลี่ยนั้นยอมดีกว่าอย่างแน่นอน
- ซื้อกองทุนหลายๆ กอง โดยสินทรัพย์ที่กองลงทุนนั้นต้องไม่ทับซ้อนกัน ไม่ให้มี ซื้อหุ้นตัวเดียวกัน ประเภทเดียวกัน ตราสารหนี้ประเทศเดียวกัน หรือแม้แต่ผู้จัดการกองทุนเดียวกัน เพื่อลดความเสี่ยงในพอร์ตของเราเอง
- ไม่ต้องสนใจว่ากองจะจ่ายปันผลหรือเปล่า เพราะเงินปันผลเราต้องเอาไปเสียภาษีเงินได้ด้วย ตรงข้ามกับกองที่ไม่จ่ายเงินก็จะทบลงไปในกองนั้นเรื่อยๆ ภาษีก็ไม่ต้องจ่ายอยากได้เงินค่อยขายคืน กองที่จ่ายปันผลมีดีแค่สำหรับคนที่ต้องการกระแสเงินสดเอามาแดกเรื่อยๆ เท่านั้น
- เลือกซื้อกองดัชนี เอาไว้ไม่กว่าจะเป็น SET50 SET100 NASDAQ กองพวกนี้จะทำตัวเลียนแบบดัชนี้ต่างๆ อย่างกับแกะ ดูเวลาเขาง่ายเวลาตลาดหุ้นตกมันก็ตกเราก็ซื้อเวลาตลาดหุ้นขึ้นเราก็ขาย อีกทั้งจากประวัติศาสตร์ในอดีตแล้วดัชนี้หุ้นต่างๆ ในเวลานานๆ เข้ามีแต่ขึ้นกับขึ้น ซื้อๆ เก็บไว้รอจนหลานบวชรับรองไม่ผิดหวัง
- วางแผนทางการเงินก่อนเสมอ เพราะชีวิตไม่แน่นอน เราไม่รู้หรอกว่าเราจะเจออะไรในอนาคต จะเปลี่ยนรัฐบาลกี่ชุด ฉีกรัฐธรรมนูนกี่ครั้ง แต่ที่แน่ๆ ไม่มีเงินนี่ลำบาก ไหนจะ แต่งงาน มีลูก พ่อแม่ป่วย ตัวเองตกงาน เราควรรู้ว่าเราจะใช้เงินเมื่อไหร่แล้วออมเงินเอาไว้ให้พอ รู้ว่าตัวเองรับความเสี่ยงได้แค่ไหน แล้ววางแผนแล้วทำตามแผนนั้นๆ ว่าแล้วก็ขายประกันดีกว่า(ถูย……….)