Dead Poet Society กับจุดยืนของตนเอง (2015)

หลังจากที่ข้าพเจ้ารับชมภาพยนตร์เรื่อง “Dead Poet Society” หรือชื่อภาษาไทยว่า “ครูครับเราจะสู้เพื่อฝัน” ที่กล่าวถึงวิถีชีวิตของนักเรียนชายล้วนอย่างโรงเรียนเวลตันที่มีความอนุรักษ์นิยม เพื่อผลิตคนให้ตอบสนองตามความต้องการของระบบสังคมรูปแบบต่างๆ อาทิ กฏระเบียบ ค่านิยม ประเพณี ครอบครัว ฯลฯ มากกว่าตอบสนองความต้องการของตนเอง สะท้อนถึงความขัดแย้งระหว่างแนวคิดอนุรักษ์นิยมที่สังคมยึดถือในการปกครองคนให้อยู่ในระเบียบที่สังคมวางไว้ และแนวคิดเสรีนิยมที่ทุกคนสามารถแสดงออกความต้องการของตัวเองได้ แต่ต้องไม่ทำให้ใครเดือดร้อน
สำหรับแนวคิดอนุรักษ์นิยมถือเป็นสิ่งผู้ใหญ่ในสังคมมองว่าเป็นสิ่งที่ดีที่สุดจากประสบการณ์ของพวกเขา เพื่อเข้ามากำกับการกระทำของกลุ่มคนในสังคมให้เป็นไปตามที่สังคมต้องการรูปแบบต่างๆ ผ่านการอบรม สั่งสอน จากประสบการณ์ของผู้ใหญ่สู่ตัวผู้น้อย อาทิ สำนวนไทยอย่าง “อาบน้ำร้อนมาก่อน” หรือ “เดินตามหลังผู้ใหญ่หมาไม่กัด” ที่เข้ามากำกับวิถีการดำเนินชีวิตของบุคคลให้ดำเนินตามสิ่งที่ดีที่ผู้ใหญ่ต่างยึดถือกัน อย่างการเชื่อฟังผู้ใหญ่ หรือแม้แต่แสดงความเคารพต่อผู้ใหญ่ สำหรับข้าพเจ้ามองว่าแนวคิดอนุรักษ์นิยมถือเป็นสิ่งที่ดี ต่อการสร้างให้คนนั้นมีความอ่อนน้อม ถ่อมตน และรู้จักเคารพผู้ใหญ่ตามธรรมเนียมที่คนในสังคมต่างยึดถือกันมานานที่สามารถพบได้ในประเทศต่างๆ อาทิ จีน ญี่ปุ่น หรือแม้แต่ไทย แต่อย่างไรก็ตาม แนวคิดอนุรักษ์นิยมนั้นมีความขัดแย้งกับการแสดงศักยภาพของแต่ละบุคคลตามแนวคิดเสรีนิยมที่มุ่งให้ผู้คนทำความต้องการของตนเอง อาทิ “การแสดงออกทางความคิดเห็น” ที่ผู้น้อยมองว่าเป็นการอธิบายถึงความต้องการและเหตุผลของตนเองต่อผู้ใหญ่ แต่สำหรับผู้ใหญ่กลับมองว่าเป็นการเถียง หรือไม่เชื่อฟัง เพียงเพราะพวกเขานั้นมีจุดยืนที่แตกต่างจากที่พวกตนยึดถือสืบต่อกันมา

สำหรับตัวละครอย่าง “ครูคีทติง” เปรียบเสมือนกับครูในโลกอุดมคติตามแนวคิดเสรีนิยม ผู้จุดประกายแรงบันดาลใจ ความคิด และความฝันที่อยู่ภายในตัวของนักเรียนแต่ละคน มากกว่าปลูกฝังให้ทำตามที่สังคมต้องการ อาทิ หน้าที่ของนักเรียนก็ต้องเรียนภายในห้องเพียงอย่างเดียว? หรือแม้แต่หน้าที่ของลูกจะต้องเชื่อฟังพ่อแม่ห้ามแสดงออกความต้องการและเหตุผลของตนเองเท่านั้นหรือ? หากเปรียบเทียบกับการศึกษาไทยจะพบว่าครูส่วนมากจะสอนนักเรียนแต่ให้เชื่อจากตำรามากกว่ามีความคิดสร้างสรรค์เป็นของตัวเอง และต่อยอดไปสู่การค้นหาความฝันของตนเองในอนาคต ส่งผลให้นักเรียนหันไปสนใจการเรียนเพียงเพราะต้องการเกรดที่สูงเพื่อใช้สำหรับการสอบเข้ามหาวิทยาลัยในคณะที่ตนเองต้องการโดยที่พวกเขานั้นไม่มีโอกาสได้รับรู้ว่าพวกเขาจะชอบหรือไม่ เพียงเพราะเห็นว่าคณะนั้นมีชื่อเสียง มหาวิทยาลัยเป็นที่นิยม อาทิ จุฬา ธรรมศาสตร์ และอีกมากมาย ผลิตซ้ำค่านิยมทางสังคมรูปแบบต่างๆ อาทิ เอนท์ทราน แอดมิชชั่น และการเรียนกวดวิชา แทนที่จะให้พวกเขาได้ลองทำสิ่งใหม่ๆ เพื่อค้นหาว่าพวกเขาชอบหรือไม่ชอบทำกิจกรรมอะไรบ้าง อาทิ งานศิลปะ งานวรรณกรรม งานแสดง และอีกมากมาย อันเป็นประโยชน์ต่อการค้นหาตนเองของพวกเขา

สำหรับ “การผลิตซ้ำ” ค่านิยมทางสังคมที่เราสามารถพบได้ในสังคมปัจจุบัน อาทิ การแข่งขันสอบเข้ามหาวิทยาลัย การแข่งขันกันเรียน และค่านิยมเรียนดีเกรดสูง ที่เขามากำกับการกระทำของคนในสังคมให้เป็นไปตามที่ต้องการ ตั้งแต่การมาเรียนหนังสือ กลับบ้านหรือหอพักเพื่อทำการบ้าน และรวมไปถึงการสอบให้ผ่านพ้นไปในแต่ละปี จนบางครั้งเราลืมไปว่าเราตั้งใจเรียนอย่างไร้จุดหมายไปทำไม เพื่อเกรดที่ดี? คณะและมหาวิทยาลัยยอดนิยม? ความต้องการของผู้ใหญ่? หรือความต้องการของพวกเขา?ภายใต้ระบบสังคมอย่างสถาบันการศึกษา หากลองนำสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งในภาพยนตร์อย่างโรงเรียนเวลตัน และปัญหาการศึกษาที่เกิดขึ้นกับสังคมไทยในปัจจุบัน ตามความคิดเห็นของข้าพเจ้าจะพบว่า การศึกษาภายใต้ระบบของโรงเรียนนั้นครูเป็นศูนย์กลางในการชี้นำการสอนให้เชื่อตามตำรา และทัศนคติการมองโลกของครู มากกว่าผู้เรียนเป็นศูนย์กลางในการเรียนรู้จากแรงจูงใจของพวกเขาเอง ถือเป็นการดึงศักยภาพของผู้เรียนที่นอกเหนือจากการสอนผ่านตำรา อาทิ การแสดงความคิดเห็น
การถกเถียง หรือแม้แต่การแสดงความสามารถที่มีอยู่ในตัวของแต่ละบุคคล ขณะที่ครูจะเป็นผู้ชี้แนวทางและที่ปรึกษาที่สำคัญต่อตัวผู้เรียน
สำหรับปัญหาที่เกิดขึ้นภายใต้ระบบการศึกษาไทยจากประสบการณ์และความคิดเห็นของข้าพเจ้ามองว่า สังคมไทยเป็นสังคมอนุรักษ์นิยมที่ยึดถือระดับชั้นทางสังคม อาทิ วุฒิ อายุ ฐานะ และยศถาบรรดาศักดิ์ ประกอบกับค่านิยมทางสังคมอย่างสำนวน “ผู้ใหญ่อาบน้ำร้อนมาก่อน” หรือ “เดินตามหลังผู้ใหญ่หมาไม่กัด” ที่เข้ามาควบคุมการกระทำของคนในสังคม ทำให้คนไม่กล้าแสดงออกทางความคิดเห็น เพราะผู้ใหญ่ในสังคมมองว่าการแสดงความคิดเห็นนั้น เท่ากับว่าคุณกำลังเถียงในสิ่งที่พวกเขาเชื่อมั่นว่าเป็นสิ่งที่ดี เปรียบเสมือนกับการตอบคำถามในชั้นเรียนแล้วอาจารย์มองว่าคำตอบนั้นผิด ส่งผลให้คนๆหนึ่งถูกมองว่าแปลกแยกจากสังคม และได้รับบทลงโทษทางสังคมรูปแบบต่างๆจากเพื่อนร่วมชั้นเรียน อาทิ การหัวเราะเยาะ การล้อเลียน การซ้ำเติม และรวมไปถึงการกลั่นแกล้งต่างๆ ซึ่งขัดกับหลักเสรีนิยมที่ส่งเสริมให้ปัจเจกบุคคลแสดงศักยภาพของตนเองได้อย่างเสรีตามที่พวกเขาต้องการ

จากประสบการณ์ของข้าพเจ้าต่อปัญหาที่เกิดขึ้นภายใต้ระบบการศึกษาไทย ข้าพเจ้ามองว่าสังคมไทยนั้นวัดศักยภาพทางด้านการเรียนรู้ของแต่ละบุคคลผ่านการประเมินมากกว่าการนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยมองว่าคนที่สามารถทำคะแนนสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ในระดับสูงจะถูกมองว่าเป็นผู้ที่มีศักยภาพที่เหมาะสมสำหรับคณะและมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงที่พวกเข้าต้องการเข้าไปเรียนให้ได้ อาทิ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และอีกมากมาย ตามความต้องการของแต่ละบุคคลที่ถูกกำหนดโดยค่านิยมทางสังคม
ถ้าหากเปรียบเทียบจากภาพยนตร์เราจะพบว่าทางโรงเรียนต้องการให้คนคิดแบบเดียวกันกับที่สังคมต้องการ แต่สำหรับครูคีทติ้งกลับมองว่าการประเมินศักยภาพของคนจากการให้คะแนนของอาจารย์ในแต่ละวิชาที่พวกเขาได้เรียนเป็นสิ่งที่ไร้สาระ จากฉากที่ครูคีทติ้งกำลังสนับสนุนให้นักเรียนฉีกหนังสือเรียน เพราะไม่อยากให้นักเรียนยึดติดอยู่กับกรอบทางสังคมอย่างโรงเรียนว่าคุณมีหน้าที่ต้องเรียนหนังสือเท่านั้นหรือปฏิบัติตามสิ่งที่สังคมกำหนดไว้ให้เสมอไป แต่เขากลับต้องการให้นักเรียนแต่ละคนเพื่อให้พวกเขาได้ค้นพบมุมมองที่หลากหลาย และปลดปล่อยศักยภาพของพวกเขารูปแบบต่างๆ อย่างสร้างสรรค์ อาทิ การแสดงออกความคิดเห็น ความรู้สึก หรือแม้แต่ความสามารถต่างๆ ที่ซ่อนอยู่ในตัวของพวกเขา เพื่อนำไปสู่การค้นหาตัวตนที่แท้จริงของตนเองต่อไปในอนาคต

สำหรับสังคมไทยที่เน้นการประเมินความสามารถของนักเรียนจากระดับเกรดเฉลี่ยมากกว่าการนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง หากเกรดสูงพวกเขาก็ย่อมมีโอกาสที่สูงกว่าคนเกรดต่ำ แต่ข้าพเจ้ามองว่าเกรดนั้นเป็นเพียงแค่การประเมินความรับผิดชอบของตัวนักเรียนจากปัจจัยต่างๆ อาทิ แบบฝึกหัด การบ้าน รายงาน การมีส่วนร่วมในชั้นเรียนและรวมไปถึงคะแนนสอบ ส่งผลให้นักเรียนนั้นเข้าใจผิดไปเองว่าพวกเขานั้นมีความสามารถ เพียงเพราะคะแนนที่สูง แต่ความจริงแล้วไม่เป็นอย่างที่พวกเขาคิด อาทิ แม้ว่าคุณจะเรียนภาษาอังกฤษได้เกรด A แต่ถ้าคุณไม่กล้าพูดภาษาอังกฤษกับใครมันจะมีประโยชน์อะไร? อาจเพราะว่าสังคมไทยนั้นเป็นสังคมที่ไม่สามารถยอมรับของตัวบุคคลได้ ไม่ว่าจะเป็น ความรู้ ความสามารถ หรือแม้แต่ทัศนคติ ส่งผลให้คนที่มีมุมมองที่แตกต่างออกไปนั้นถูกมองว่าเป็นคนที่ไม่ดีหรือแปลกแยกสำหรับค่านิยมในสังคมนั่นเอง

ข้าพเจ้าหวังว่า ถ้าหากคนในสังคมส่วนใหญ่เป็นแบบครูคีทติ้งที่มีทัศนคติที่เปิดกว้างและสามารถยอมรับต่อความแตกต่างของแต่ละบุคคล ไม่ว่าพวกเขาจะมีความแตกต่างจากคนในสังคมอย่างไรก็ตาม ไม่ว่า เพศ ช่วงอายุ ความสามารถ ทัศนคติ หรือแม้แต่ฐานะทางสังคม ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจากความเหลื่อมล้ำทางสังคมรูปแบบต่างๆ อาทิ คสช หรือแม้แต่การประท้วงของแรงงาน ก็ย่อมลง เพราะคนในสังคมต่างมีเคารพต่อสิทธิและเสรีภาพจากการแสดงออกของแต่ละบุคคลรูปแบบต่างๆ แม้ว่าพวกเขาจะมีมุมมองเหมือนกับที่คุณคิดไว้หรือไม่ก็ตาม
Bonazst
X.X.2015
