เป็น Agile Coach ช่วยทีมดับไฟได้มั้ย?

ภาพจาก http://www.sinerjiyangin.com/images/firemen.jpg

เร็วๆ นี้มีโอกาสได้เข้าไปช่วยดูทีมๆ หนึ่ง ซึ่งอยู่ในภาวะวิกฤติร้ายแร้ง โดนมรสุมรุมกระหน่ำทั้ง production issue, requirement ที่เพิ่งค้นพบ และงานที่ยังต้องส่งตามเวลาเดิม ทีมที่เข้าไปดูเป็นทีมขนาด 10 คน รับงานเล็กๆ ทั้งหมด 7 งาน วันเวลาก็นับถอยหลังลงเรื่อยๆ และก็ไม่มีทีท่าว่าจะมีเรื่องมหัศจรรย์อะไรที่ทำให้ทีมนี้สามารถปิดงานได้ คนที่เกี่ยวข้องทุกคนก็ปวดหัว เพราะต้องมานั่งจัด priority ของงานทั้ง 7 ตัวซึ่งมีลูกค้าคนละคนกัน แล้วก็แทบจะไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันเลย

ทัพใหญ่เคลื่อนที่ช้า ใส่ไข่ไว้ในตะกร้าใบเดียว ตะกร้าตกไข่ก็แตกทุกใบ

หลังจากคิดทบทวนกับตัวเอง และปรึกษาคนรอบข้าง ในที่สุดผมจึงตัดสินใจปิด sprint แบบที่เรียกว่าเป็น abnormal terminate คือปิดแบบไม่ปกติ ไม่มี sprint review ไม่มี retro มีแต่ replan โดยแบ่งทีมเฉพาะกิจ ออกเป็นสามทีม เพื่อให้แต่ละทีมได้โฟกัสกับงานของตัวเอง และให้ผู้ที่เกี่ยวข้องสามารถโฟกัสในส่วนของตัวเองได้ง่ายขึ้นเช่นเดียวกัน แยก planning แยก standup สื่อสารผู้เกี่ยวข้องชัดเจนว่าเป็นทีมชั่วคราวมีกำหนดสิ้นสุดแค่สองอาทิตย์

พอแบ่งแล้วทีมแรกก็ลอยลำไม่มีปัญหาเพราะความเสี่ยงต่ำ ทีมที่สอง scope งานชัดเจน แม้มีกำหนดส่งงานปักไว้แล้วก็ไม่มีปัญหา เพราะไม่ต้องวอกแวกกับงานของคนอื่นๆ ก็ถือว่าความเสี่ยงปานกลาง แต่ในที่สุดก็ปิดงานได้ สำหรับทีมสุดท้ายที่รับบทหนักที่สุดก็ยังต้องลุ้นกันต่อ แต่ก็น่าจะผ่านไปได้ในที่สุด

เราจำเป็นต้องทำทุกอย่างให้เสร็จตามความคาดหวังของทุกคนจริงหรือ?

อันนี้เป็น comment ที่มักจะได้ยินเวลาเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟัง คำตอบก็คือไม่จริง เพราะสิ่งแรกที่ทำเลยคือมองหาว่างานไหนที่เลื่อนออกได้ การใส่งานเข้าทีมเต็มกำลังการผลิต ก็เหมือนการเทน้ำลงในแก้วจะล้นปริ่ม เกิดอะไรขึ้นนิดเดียวก็ผิดพลาดแล้ว คงเพราะเป็นเรื่องที่เข้าใจจนบรรจุเข้าไขสันหลังไปแล้ว เวลาเล่าเรื่องนี้ทีไรก็มักจะเริ่มต้นด้วยแบ่งทีมสามทีมเสมอ ไม่ได้นึกถึงเรื่องนี้ว่าเป็นประเด็นสำคัญ … แต่จริงๆ แล้วเรื่องนี้สำคัญที่สุด และเป็นเรื่องแรกที่ผมขบคิด เพราะถ้ามันไม่เสร็จ ยิ่งเราพยายามขืน ก็ส่งผลกระทบด้านลบ ทั้งกับทีมเอง กับลูกค้า และกับตัวผมในฐานะโค้ชด้วย

สื่อสารชัดเจน ให้ผู้เกี่ยวข้องรู้ล่วงหน้า 1 ก้าวเสมอ

สิ่งที่เรียนรู้อีกอย่างคือ ความสัมพันธ์ที่สร้างไว้กับผู้คนที่เกี่ยวข้องนั้นช่วยได้มาก เมื่อเราบอกเล่าแผนเค้าก็ยินดีรับฟัง เมื่อเกิดคำถามแหลมคมที่เรานึกไม่ถึง คนเหล่านี้ก็ช่วยเราสื่อสารด้วย

สิ่งสุดท้ายที่รู้สึกสงสัยตัวเองนิดๆ ในเรื่องนี้คือ นี่มันหน้าที่โค้ชรึเปล่า มันหน้าที่หัวหน้าทีมชัดๆ แต่หลักใหญ่ใจความที่ผมยึดถือคือ ถ้าไฟยังไม่สงบ เราจะพัฒนาทีมได้อย่างไร ถ้าคนยังอยู่ไม่รอด ยังไม่รู้สึกปลอดภัย ทีมจะมีใจไปคิดเรื่องที่โค้ชแนะนำมั้ย มีปัญหาก็ต้องแก้ไข มีไฟข้างหน้าก็ต้องช่วยกันดับ ไฟดับแล้วจะมาทำแนวกันไฟ จะปลูกบ้านสร้างเรือนอะไรก็ค่อยว่ากัน คิดได้ดังนี้แล้วก็ทดลอง inspect and adapt กันต่อไป

Like what you read? Give Chatri Tung a round of applause.

From a quick cheer to a standing ovation, clap to show how much you enjoyed this story.