a ground up approach — Introduction: ช่วงนี้รู้สึกสนใจภาษา clojure มันดูมีความน่าสนใจอยู่หลายๆอย่าง (แล้วก็เงินเดือนนี่สูงปรี้ดเลย [1][21] แค่นี้ก็จูงใจผมได้มากแล้ว) เป็นต้นว่า clojure เป็นภาษา functional ที่พัฒนาแนวคิดต่อมาจาก LISP [2] ฉะนั้นเราอาจเจอวงเล็บยั้วเยี้ย ซึ่งบางคนพอเจอวงเล็บแล้วก็รู้สึกไม่ดีเท่าไหร่ แต่จริงๆแล้วมันไม่ได้เป็นปัญหาขนาดนั้น พวกบรรดา text editor ก็ยังมีตัวช่วยให้เราเขียน clojure สะดวกขึ้นอย่างมากมาย เป็นต้นว่า อย่างผมที่เป็นสาวกของ atom มันก็มีตัวช่วยจัดการวงเล็บคือ package ชื่อ parinfer ความสามารถมันแบบประมาณว่ามันจะจัดการวงเล็บให้เราตาม indent แต่ถึงอย่างไรมันก็เกิดปัญหาได้ เพราะบางทีมันก็ฉลาดเกินไปจนไปจัดการวงเล็บที่เราไม่อยากให้ไปจัดการ หรือบางทีเราก็อยากเข้าไปสังคายนาตัวโค้ดในกลุ่มวงเล็บบางกลุ่ม ซึ่งก็มีตัวช่วยจัดการอีกเหมือนกันคือ lisp-paredit แค่นี้ก็ถือว่าจัดการปัญหาเรื่องวงเล็บไปมากแล้ว ซึ่งทำให้เราไม่ต้องพะวงกับการนับวงเล็บอะไรแบบนี้อีกต่อไป…

Clojure for Curious People(1): introduction, Clojure compilation and anatomy of Clojure’s syntax
Clojure for Curious People(1): introduction, Clojure compilation and anatomy of Clojure’s syntax

อะไรคือ universal racism กันแน่? 1. นั่งคิดว่ามันคืออะไร เขาจะหมายถึงการเหยียดที่กระทำเป็น uniform distribution แบบนั้นเหรอ หมายถึงเหยียดทุกกลุ่มทุกคนอย่างเท่าๆกันด้วยการกระจายเท่าๆกัน (หมายความว่าไม่ได้มีกลุ่มใดกลุ่มนึงโดนเหยียดเป็นพิเศษ) แต่ถ้าแบบนี้มันจะตอบยากเป็นพิเศษ เพราะเราไม่รู้ว่ามันต้องกระจายไปถึงเท่าไหร่หรือเปล่า? โอเคลองนึกภาพตาม สมมุติว่าเรามีเซตของกลุ่มที่จะต้องเหยียดเป็น {a, b, c, …, n} เมื่อ n คือกลุ่มที่จะเหยียดอันสุดท้าย ถ้างั้นหมายความว่าเราจำเป็นที่จะต้องเหยียด n กลุ่ม (และแน่นอนด้วยการกระจายแบบเท่าๆกัน — uniform distribution) คำถามคือ เราแน่ใจได้อย่างไรว่าเรา reach ไปถึง n กลุ่มแล้ว ? (แต่แน่นอนเพื่อความ ideal เราจะมาพูดถึงเรื่องนี้อีกรอบในภายหลัง) หรือเอาเข้าจริงคือ เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าเราจะเหยียดได้แบบ universal จริงๆ

แต่เดิมบทความนี้แยกเป็นสองส่วนและ publish ครั้งแรกใน https://cmmakerclub.com/ เพื่อความสะดวกภายหลังจึงขอนำมาเก็บในบล็อกส่วนตัวด้วย เนื่องจากบทความนี้ใช้เครื่องมืออยู่สามเครื่องมือ จึงขออนุญาตแบ่งบทความออกเป็นสามท่อนตามแต่ละเครื่องมือ คือ Hapi.js Firebase Angular.js Motivation ที่มาของบทความนี้เกิดจากว่าต้องการหาตัวจัดการกับ server ที่ดูง่ายๆ และทำงานกับ database ที่ไม่ยากเกินไปนัก ในระดับที่นั่งเขียนโค้ดกันไม่เกินชั่วโมงสองชั่วโมงก็ได้คร่าวๆแล้ว ตัว framework ที่เราเลือกผลจึงตกมาที่ Hapi เพราะดูจาก document แล้วอ่านไม่ยากเกินไป รวมทั้ง API ที่ดูเข้าใจง่าย (นอกจากนั้นอีกเหตุผลคือไม่เคยลอง แล้วอยากลอง) ในขณะเดียวกัน Firebase ก็ถือว่าเป็นทางเลือกที่ดีเนื่องจากเป็น realtime database ที่อยู่บน cloud เรียกใช้งานได้ง่าย มี gui รองรับ พูดง่ายๆว่าการมี firebase ทำให้ประหยัดเวลาในการจัดการกับพวก backend ไปได้มาก (เหมาะกับพวกชอบลองเทคโนโลยีนุ่นนี่เป็น hobbyist อย่างเรา) นอกจากนั้นยังสามารถทำพวก…

Getting started with Hapi + Firebase + AngularJS
Getting started with Hapi + Firebase + AngularJS

เผื่อใครยังไม่ได้อ่านต้นฉบับ ผมแนะนำให้อ่านก่อนครับ เรื่องเกือบสั้น สำหรับ วันวาเลนไทน์... - Suraporn Menn Koetsawang | Facebook เรื่องเกือบสั้น สำหรับ วันวาเลนไทน์ ----Bayesian's Lovers' Dilemma------------ ในร้านกาแฟ "ขอ Ice Tall Latte ค่ะ" "ข…www.facebook.com ผมว่า Bayesian’s lover’s dilemma มันมีปัญหาอย่างนึง คือเงื่อนไขมันต้องขยายเป็นเกม confess/silent + love/lose คือเราไม่สามารถบอกว่าคนที่ confess นั้นจะเป็นฝ่ายแพ้ได้จริงๆหากอีกฝ่าย silent เพราะมันก็มีโอกาสที่ฝ่าย silent จะบอกว่า “ค่ะ ชั้นรักคุณเช่นกัน” ถ้าเป็นเช่นนี้ก็ถือว่า win-win ทั้งคู่ เนื่องจากการที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง silent มันไม่ได้สะท้อนถึงว่ารักไม่รัก ในแง่นี้มันน่าจะสะท้อนเรื่องกล้าหรือไม่กล้าซึ่งเป็นผลโดยตรงมาจากความกลัวว่าผู้เล่นอีกคนคิดยังไงกับเรา นั่นนำมาสู่เกมใหม่(เสนอโดยข้าพเจ้าเอง) ชื่อว่าเกมเดาใจ

เขียนตอบโต้ Bayesian’s Lovers’ Dilemma ของคุณ Suraporn
เขียนตอบโต้ Bayesian’s Lovers’ Dilemma ของคุณ Suraporn

ถ้อยคำที่เป็นมนตรา  — “โอมเพี้ยง เดี๋ยวแผลก็หายแล้วนะลูก” ผมจำไม่ได้ว่าเคยได้ยินประโยคทำนองนี้ครั้งแรกตอนกี่ขวบ คำปลอบใจนี้ยายผมมักกล่าวขึ้นเวลาเมื่อผมเล่นซนจนหกล้ม เลือดออก ฟกช้ำ หรือเมื่อใดก็ตามที่เกิดการบาดเจ็บ แกจะทำท่าเป่าแถวๆแผล ผมจำไม่ได้ว่าตอนครั้งแรกที่ได้ยินนั้น ตัวเองเชื่อหรือเปล่าว่าแผลมันจะหายจริงๆ เมื่อผมโตขึ้นมาอีกหน่อย ผมได้รู้จักโลกกว้างขึ้น แต่มุมมองของผมก็คงไม่ได้กว้างตามขึ้นเลย เมื่อผมได้ยินประโยคทำนองนี้อีกครั้ง ผมกลับรู้สึกต่อต้าน และเมื่อได้ยินยายกล่าวครั้งใด ผมก็มักจะสวนกลับไปทำนองว่า “โถ่ยาย ทำแบบนั้นมันไม่หายหรอกน่า”

Ghost in modernity — จริงๆเรื่องนี้ปิ๊งไอเดียหัวข้อมาได้จากการไปนั่งเรียนวิชา Localism and Globalization (ซึ่งดูเหมือนเกรดจะได้มาอย่างยากเย็น) และมานั่งเล่นเฟสเจอ อาจารย์ เจษฎาพูดเรื่องบั้งไฟพญานาคพอดี ผมคิดว่าความเชื่อเรื่องผีสางในโลกสมัยใหม่ ได้ถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นอย่างอื่น เป็นสิ่งอื่น กล่าวคือมันไม่ได้ทำหน้าที่ความเชื่อผีดั้งเดิมเสียแล้ว(ที่คอยกำหนดและสร้างความกลัวเพื่อควบคุมสังคม — อันนี้ในความเห็นข้าพเจ้าเอง) โดยเฉพาะสังคมเมืองที่ ปัจจุบันจะเห็นได้ว่าความเชื่อเรื่องผีสางมักถูกนำไปใช้ประโยชน์ในแง่เชิงพาณิชย์(ก็นี่มันโลกทุนนิยมนี่นะ) ยกตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ รายการจำพวกวาไรตี้ผีๆต่างๆอย่าง คน(นม)อวดผี รายการฝรั่งอย่าง Destination truth หรือภาพยนตร์ผีๆต่างๆเป็นต้น จะเห็นได้ว่า ผี ได้กลายเป็นเครื่องบันเทิงรูปแบบหนึ่งไปแล้ว

ตัวตนของผีในโลกสมัยใหม่
ตัวตนของผีในโลกสมัยใหม่