a nerd-core article by ground up approach

https://en.wikipedia.org/wiki/Oath_of_the_Horatii#/media/File:Jacques-Louis_David,_Le_Serment_des_Horaces.jpg

บทความอาจฮาร์ดคอร์ไปนิด อาจไม่เหมาะกับคนที่เคยเจอครั้งแรก (มั้ง) take your own risk นะฮะ

ช่วงนี้รู้สึกสนใจภาษา clojure มันดูมีความน่าสนใจอยู่หลายๆอย่าง (แล้วก็เงินเดือนนี่สูงปรี้ดเลย [1][21] แค่นี้ก็จูงใจผมได้มากแล้ว) เป็นต้นว่า clojure เป็นภาษา functional ที่พัฒนาแนวคิดต่อมาจาก LISP [2] ฉะนั้นเราอาจเจอวงเล็บยั้วเยี้ย ซึ่งบางคนพอเจอวงเล็บแล้วก็รู้สึกไม่ดีเท่าไหร่ แต่จริงๆแล้วมันไม่ได้เป็นปัญหาขนาดนั้น พวกบรรดา text editor ก็ยังมีตัวช่วยให้เราเขียน clojure สะดวกขึ้นอย่างมากมาย เป็นต้นว่า อย่างผมที่เป็นสาวกของ atom มันก็มีตัวช่วยจัดการวงเล็บคือ package ชื่อ parinfer ความสามารถมันแบบประมาณว่ามันจะจัดการวงเล็บให้เราตาม indent แต่ถึงอย่างไรมันก็เกิดปัญหาได้ เพราะบางทีมันก็ฉลาดเกินไปจนไปจัดการวงเล็บที่เราไม่อยากให้ไปจัดการ หรือบางทีเราก็อยากเข้าไปสังคายนาตัวโค้ดในกลุ่มวงเล็บบางกลุ่ม ซึ่งก็มีตัวช่วยจัดการอีกเหมือนกันคือ lisp-paredit แค่นี้ก็ถือว่าจัดการปัญหาเรื่องวงเล็บไปมากแล้ว ซึ่งทำให้เราไม่ต้องพะวงกับการนับวงเล็บอะไรแบบนี้อีกต่อไป

นอกจากนั้นใน atom ยังมี proto-repl ที่เอาไว้ลอง experiment กับฟังก์ชันที่เพิ่งเขียนไป ทั้งนี้คำแนะนำคือให้ setup ตาม gist ลิ้งด้านล่างนี้ไปเลย ซึ่งครบถ้วนทั้งหมดทุกตัวที่กล่าวมา…


อะไรคือ universal racism กันแน่?

1. นั่งคิดว่ามันคืออะไร เขาจะหมายถึงการเหยียดที่กระทำเป็น uniform distribution แบบนั้นเหรอ หมายถึงเหยียดทุกกลุ่มทุกคนอย่างเท่าๆกันด้วยการกระจายเท่าๆกัน (หมายความว่าไม่ได้มีกลุ่มใดกลุ่มนึงโดนเหยียดเป็นพิเศษ) แต่ถ้าแบบนี้มันจะตอบยากเป็นพิเศษ เพราะเราไม่รู้ว่ามันต้องกระจายไปถึงเท่าไหร่หรือเปล่า? โอเคลองนึกภาพตาม สมมุติว่าเรามีเซตของกลุ่มที่จะต้องเหยียดเป็น {a, b, c, …, n} เมื่อ n คือกลุ่มที่จะเหยียดอันสุดท้าย ถ้างั้นหมายความว่าเราจำเป็นที่จะต้องเหยียด n กลุ่ม (และแน่นอนด้วยการกระจายแบบเท่าๆกัน — uniform distribution) คำถามคือ เราแน่ใจได้อย่างไรว่าเรา reach ไปถึง n กลุ่มแล้ว ? (แต่แน่นอนเพื่อความ ideal เราจะมาพูดถึงเรื่องนี้อีกรอบในภายหลัง) หรือเอาเข้าจริงคือ เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าเราจะเหยียดได้แบบ universal จริงๆ

2. ต่อมาเรามั่นใจได้อย่างไรว่าจะไม่มีใครถูกเหยียดเป็นพิเศษ? หมายถึงว่าจากข้อ 1. สมมุติว่า ในเมื่อเราไม่สามารถ reach ไปถึง n ได้เนื่องด้วยความไม่รู้ (ขีดจำกัดว่าด้วยความไม่รู้ว่ามีกลุ่มที่ตกหล่น) แสดงว่าถ้ามีการตกหล่น มันจะต้องมีกลุ่มใดกลุ่มนึงที่โดนเหยียดเป็นพิเศษใช่หรือไม่ (ต้องใช่สิ) หรือถ้าพูดกันแบบ real world problem เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่าถ้าเกิดคนถือ universal racism หรือเหยียดชาวบ้านอย่างเท่าๆกันแบบเต็มไปหมดแล้ว (หมายถึงแนวคิดนี้แพร่เป็นวงกว้างจนแทบจะ dominating สังคมแล้ว) จะไม่มีกลุ่มใดกลุ่มนึงที่โดนเหยียดเป็นพิเศษ และไม่มีสภาวะโครงสร้างใดๆที่เอื้อให้มีคนถูกเหยียดเป็นพิเศษ? และเราจะแน่ใจได้อย่างไรว่าแนวคิดนี้ไม่ได้สร้างปัญหาการกดทับที่รุนแรงยิ่งกว่าเดิมมหาศาล เนื่องด้วยมันทำให้ฝั่งที่มีพลวัตอำนาจแต่เดิมแล้วคุมเกมได้ยิ่งกว่าเดิม? (หมายความว่าหากประชากรส่วนใหญ่ไม่มีทางจะเหยียดแบบ reach ไปได้ n/2 ด้วยซ้ำ การเหยียดกลุ่ม a ไปถึงกลุ่ม n/2 จะยิ่งกว่าเป็นการเหยียดซ้ำไปซ้ำมาอย่างซ้ำซาก)

3. นั่นนำมาสู่ข้อเสนอจากข้าพเจ้าถึงการ จะไปสู่ universal racism ได้อย่างไร? ข้าพเจ้าขอเสนอว่า

3.1 ตกลงให้แบ่งกลุ่มจัด stereotype ให้ชัดเจนว่าจะมีจำนวน n กลุ่มขั้นต่ำที่จะต้องเหยียดให้ครบ

3.2 ให้กลุ่ม A เหยียดทุกกลุ่มในวัน α จากนั้นวันต่อมาให้กลุ่ม Β เหยียดทุกกลุ่มในวัน β ไปเรื่อยๆ…จนถึงกลุ่ม n ในวันที่ N จากนั้นก็วนเริ่มใหม่

หรือเขาจะหมายถึงแบบอื่นกัน ?


1.convention สำคัญ โดยเฉพาะอย่าง project ที่มีคน contribute หลายคน แต่เวลาเราพูดถึง convention บางทีการที่ dev ไม่ได้ทำตาม convention มันอาจจะมาจากตัว convention เองที่ไม่ชัดเจน หรือเป็น case ก้ำๆกึ่งๆ อันนี้ก็ต้องคุยกัน และพยายามปรับปรุงมันไปเรื่อยๆ (คือแม้แต่เรื่องที่ดูเหมือนจะ strict และ static มากๆ เราก็ไม่ควรให้มันอยู่นิ่ง เราควรทำให้มัน better ฉะนั้น convention จึงสมควรถูกพิจารณาว่าเป็นอะไรที่ dynamic ตั้งแต่แรก)

2.structure และ architecture ของตัว project สำคัญตั้งแต่แรกเริ่ม การวางแย่มาตั้งแต่ตอนแรกจะทำให้ตอนหลังมีปัญหาที่จะต้องรื้อตัว proj นั้นใหม่ แต่กระนั้นก็ไม่มีอะไรที่ดีตั้งแต่แรกหรือเราก็ไม่รู้ว่าตอนแรกที่คิดว่าดีจะกลายเป็นแย่ตอนท้ายหรือเปล่า แต่พิจารณาง่ายๆว่าตัวโครงสร้างมันเป็น modular พอหรือเปล่า มัน independent ขนาดไหน ก็คือควรพยายามทำให้มันเป็นตัวต่อ lego ถอดๆเสียบๆได้ ยิ่งในยุคที่เทคโนโลยีไปกันไวมาก การวางโครงสร้างไว้ให้ดีจึงเป็นอะไรที่สำคัญมาก นอกจากนั้นยังทำให้ง่ายต่อ developer ต่อการทำความเข้าใจภาพรวมของตัว software นั้นๆด้วย

3.naming ขอพูดเรื่องนี้แยกจาก convention เรื่องนี้ดูเหมือนเล็ก แต่จริงๆแล้วใหญ่มาก การคิดระบบตั้งชื่อที่ดีตั้งแต่ตอนแรกช่วยให้เราสามารถทำงานได้เร็วขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ เพราะ 1. ไม่เกิดการสับสนระหว่างชื่อนั้นนี้ และป้องกันไม่ให้เกิดการตั้งชื่อซ้ำได้ 2. ชื่อที่ดีจะทำให้เราสามารถ focus และทำให้ code มัน readability สูงขึ้น คิดง่ายๆว่าถ้าตั้งชื่อ function ที่อ่านปุ๊บรู้เลยว่ามันเอาไว้ทำอะไร มันก็เพิ่ม flow มากๆแล้ว ปัญหาคือ แล้วถ้าเกิด function มันทำงานใกล้กันมากล่ะๆ อันนี้เป็นปัญหาจริงๆ มีหลายข้อเสนอ แต่สำหรับเรา ถ้ามัน refactor ไม่ได้ หรือยุบรวม function ไม่ได้ เราคิดว่าเรายอมตั้งชื่อ function ให้ยาวดีกว่า แล้วก็ comment เพิ่มไปอีกนิดหน่อย ซึ่งแน่นอนว่าวิธีนี้ก็มี cost ของมัน


แต่เดิมบทความนี้แยกเป็นสองส่วนและ publish ครั้งแรกใน https://cmmakerclub.com/ เพื่อความสะดวกภายหลังจึงขอนำมาเก็บในบล็อกส่วนตัวด้วย

เนื่องจากบทความนี้ใช้เครื่องมืออยู่สามเครื่องมือ จึงขออนุญาตแบ่งบทความออกเป็นสามท่อนตามแต่ละเครื่องมือ คือ

  1. Hapi.js
  2. Firebase
  3. Angular.js

ที่มาของบทความนี้เกิดจากว่าต้องการหาตัวจัดการกับ server ที่ดูง่ายๆ และทำงานกับ database ที่ไม่ยากเกินไปนัก ในระดับที่นั่งเขียนโค้ดกันไม่เกินชั่วโมงสองชั่วโมงก็ได้คร่าวๆแล้ว ตัว framework ที่เราเลือกผลจึงตกมาที่ Hapi เพราะดูจาก document แล้วอ่านไม่ยากเกินไป รวมทั้ง API ที่ดูเข้าใจง่าย (นอกจากนั้นอีกเหตุผลคือไม่เคยลอง แล้วอยากลอง) ในขณะเดียวกัน Firebase ก็ถือว่าเป็นทางเลือกที่ดีเนื่องจากเป็น realtime database ที่อยู่บน cloud เรียกใช้งานได้ง่าย มี gui รองรับ พูดง่ายๆว่าการมี firebase ทำให้ประหยัดเวลาในการจัดการกับพวก backend ไปได้มาก (เหมาะกับพวกชอบลองเทคโนโลยีนุ่นนี่เป็น hobbyist อย่างเรา) นอกจากนั้นยังสามารถทำพวก single-page application ได้อย่างง่ายอีกด้วย(เพราะเสมือนว่ามีคนทำ backend ให้คร่าวๆแล้ว — ถ้ายังจำได้เคยมีแข่งสร้าง web app โดยกำหนดให้ทำแค่ frontend only แนวแฮคคาธอนด้วยแหละ สนับสนุนโดย firebase, ฉลาดจริงๆ) ทั้งนี้ตัว front-end ที่เราเลือกมาจับโยงข้อมูลคือ AngularJS


เผื่อใครยังไม่ได้อ่านต้นฉบับ ผมแนะนำให้อ่านก่อนครับ

ผมว่า Bayesian’s lover’s dilemma มันมีปัญหาอย่างนึง คือเงื่อนไขมันต้องขยายเป็นเกม confess/silent + love/lose คือเราไม่สามารถบอกว่าคนที่ confess นั้นจะเป็นฝ่ายแพ้ได้จริงๆหากอีกฝ่าย silent เพราะมันก็มีโอกาสที่ฝ่าย silent จะบอกว่า “ค่ะ ชั้นรักคุณเช่นกัน” ถ้าเป็นเช่นนี้ก็ถือว่า win-win ทั้งคู่ เนื่องจากการที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง silent มันไม่ได้สะท้อนถึงว่ารักไม่รัก ในแง่นี้มันน่าจะสะท้อนเรื่องกล้าหรือไม่กล้าซึ่งเป็นผลโดยตรงมาจากความกลัวว่าผู้เล่นอีกคนคิดยังไงกับเรา นั่นนำมาสู่เกมใหม่(เสนอโดยข้าพเจ้าเอง) ชื่อว่าเกมเดาใจ

ก่อนอื่นคงต้องตั้งเงื่อนไขก่อน โดยคนที่ confess นั้นก็เป็นการบ่งบอกว่าชอบอีกฝ่าย (ในแง่นี้ให้เป็นแบบนั้น เราจะตัดกรณีที่การ confess เป็นไปเพื่อผลอื่นเช่น “เลิกยุ่งเราเหอะ เราไม่น่าไปได้ไกลเกินเพื่อนนะ” เป็นต้น) ซึงทำให้ confess จะถือเป็นการบอกรักเท่านั้น แต่ทีนี้ถ้ามาคิดต่อในโลกความเป็นจริง การที่จะ confess พร้อมกันทั้งคู่นี่มันแทบจะเป็นไปไม่ได้ (คือคงมี แต่ยาก) ลองนึกภาพชายหญิงที่จู่ๆสารภาพพร้อมกันสิ ยากมาก ฉะนั้นนี่เป็นแรร์เคสมากๆ เพื่อลดความซับซ้อนเราคิดว่าเราสามารถตัดส่วนนี้ออกได้ เพราะมันไม่น่าจะเกิดขึ้นจริง ทีนี้เราคิดว่าเราสามารถใช้หัวใจเป็น value ในเกมนี้ได้ กล่าวคือถ้าทั้งคู่รักกัน ก็จะ +1 ทั้งคู่ส่วนถ้าเกิดมีใครคนใดคนนึงไม่รัก คนที่สารภาพก็จะได้ -1 ส่วนคนที่ silent ให้ถือว่าเป็น -0.5 (เฉลี่ยจาก ความรู้สึกเฉยๆซึ่งเป็น 0 กับความรู้สึกเสียใจจากเหตุผลใดก็ตามจาก -1) ส่วนถ้าเป็นเคสที่ silent ทั้งคู่ ก็ให้เป็น 0 ทั้งคู่ เพราะต่างฝ่ายต่างก็ไม่รู้อะไรเลย

จากรูปจะเห็นว่าเกมมันค่อนข้างพิลึกพิลั่นพอสมควร แต่มันน่าจะทำให้เห็นภาพว่าทำไมอย่างน้อยประชากรกลุ่มนึงถึงเลือกจะ silent ทั้งคู่ เพราะการทำแบบนี้มันไม่ต้องเสี่ยงเจอสภาวะ -1 แต่ก็นั่นแหละถ้าเกิดว่าจะเสี่ยงสารภาพไป คุณก็ต้องรอดูว่าจะ +1 ทั้งคู่ไหม แต่แน่นอนว่าการที่ใครคนใดคนนึงยอมสารภาพระยะยาวแล้วมันย่อมดีกว่าล่ะนะ (อย่างน้อยก็ยังเหลือผลรวม 0.5 ซึ่งไอ่ตรงนี้ก็มองเอาว่าไปเจอคนใหม่ที่คู่กับตัวเองละกันครับ — ถึงแม้จะเป็น 0.5 ที่ได้จาก silent ก็ตาม)

“Whereof one cannot speak, thereof one must be silent.”
- Ludwig Wittgenstein

ปล.ผิดตรงไหนก็แย้งได้นะฮะ มือสมัครเล่นฮะ


(เล่มแปลของ WeLearn โดย วิญญู กิ่งหิรัญวัฒนา)

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจคำว่ากลยุทธ์ของ Cynthia ก่อนครับ ผมจะยกข้อความในหนังสือเพื่อปูทางคร่าวๆสำหรับแนวคิดเบื้องต้นของ Cynthia “บางคนก็บอกว่าก่อนหน้านั้นพวกเขามองกลยุทธ์คือโจทย์ชุดหนึ่งที่ต้องหาทางแก้ให้ได้ ซึ่งเป้นมุมมองที่แพร่หลายทั้งในแวดวงวิชาการและในโลกธุรกิจ แต่ตอนนี้พวกเขามองว่ากลยุทธ์คือวิถีชีวิตของผู้นำ เป็นชุดคำถามที่พวกเขาต้องใช้ชีวิตอยู่กับมัน”

หนังเปิดเรื่องมาด้วยการตบหน้าฉาดใหญ่ถึงความมั่นอกมั่นใจแบบผิดๆของผู้บริหาร โดยเฉพาะแนวคิดที่ว่า ผู้บริหารที่มากความสามารถจะประสบความสำเร็จได้ทุกสถานการณ์ (ซึ่งแนวคิดนี้โดนโจมตีอย่างตรงไปตรงมาว่า “เป็นความหลงผิดคิดว่าตนไร้เทียมทามในหมู่ผู้บริหารชาวอเมิรกัน) ซึ่ง Cynthia ยกเคสของริชาร์ด แมนูเจียน CEO ของ แมสโคคอเปอเรชัน (Masco) บริษัทผลิตก็อกน้ำผู้สร้างนวัตกรรมจากก๊อกน้ำท่อเดียวจนสามารถเติบโตอย่างมากได้ (ใช่แล้วเขามีกลยุทธ์สร้างความแตกต่างในด้านนี้) Cynthia ตั้งคำถามกับผู้อ่านว่า ถ้าคุณเป็นริชาร์ด คุณจะกระโดดเข้าไปในธุรกิจอย่างเฟอร์นิเจอร์หรือไม่ สำหรับริชาร์ดคำตอบคือใช่ และนี่คือหายนะอย่างใหญ่หลวง เรื่องราวต่อจากนี้หาอ่านได้หนังสือ จะไม่ขอยกมาเพราะคงจะยาวไปสำหรับรีวิว

แน่นอนการเริ่มต้นมาด้วยการตบหน้าฉาดใหญ่ มันมักตามมาด้วยการลูบหลัง หรือเอาจริงๆแล้วการตบหน้าเป็นการปลุกหให้ตื่นจากภวังค์หรือความหลงผิดก็ย่อมได้ (ถ้าไม่เกิดอคติอย่างใหญ่หลวงซะก่อน) Cynthia นำผู้อ่านเข้าสู่บทเรียนในขั้นต่อไปด้วยการยกเคสของ IKEA ขึ้่นมา ใช่แล้ว IKEA เป็นบริษัทเกี่ยวกับเฟอร์นิเจอร์ที่ประสบความสำเร็จอย่างมหาศาล ผู้เขียนยก IKEA ขึ้นมาเพื่อจะบอกว่ามีอะไรที่ริชาร์ดพลาดไปสำหรับอุตสาหกรรมนี้ (ซึ่ง อุตสาหกรรมเฟอร์นินเจอร์นั้นมีปัจจัยภายนอกมากมายที่ทำให้ธุรกิจนั้นเติบโตได้ยาก Cynthia เน้นย้ำถึงความหลงผิดของผู้นำอยู่บ่อยๆที่คิดว่าธุรกิจเฟอร์นินเจอร์นั้นสามารถจัดการได้ด้วยการบริหารจัดการที่ดี และความสามารถของผู้นำ ซึ่งจริงๆแล้วก็ไม่ถูกซะทีเดียว ถ้าคุณไม่มีกลยุทธ์ที่ดี นั้นนำมาซึ่งหายนะเป็นแน่) และปัจจัยอะไรที่ทำให้ IKEA เติบโตมาได้ขนาดนี้ โดยผู้เขียนเสนอว่าสิ่งที่จำเป็นมากๆในจุดนี้คือการตั้งเป้าหมายและกำหนด vision บริษัทให้ชัดเจน โดยคุณต้องบอกได้ว่าบริษัทเป็นอะไร จะทำอะไร แตกต่างกับเจ้าอื่นๆอย่างไร (และแน่นอนของพวกนี้ต้องชัดเจนในระดับที่คนอื่นอ่านสามารถซึมซับและเข้าใจได้ทันที)

เคสต่อมาที่ Cythia ยกมาพูดถึง เป็นกรณีของกุชชีตั้งแต่จุดเริ่มต้นของการก่อตั้งบริษัท ยุครุ่งเรือง ยุคตกต่ำ และกลยุทธ์ของเด โซเล ในการแก้สถาณการณ์ บทนี้อ่านสนุกมากกว่าบทอื่นเป็นพิเศษ เพราะเรื่องราวของกุชชีที่เป็นบริษัทที่ดำเนินธุรกิจแบบครอบครัว มีความแตกแยกแตกหักไปจนถึงคราวที่บริษัทเกือบล่มสลาย ในบทนี้ Cynthia จะอธิบายวิธีที่เด โซเล แก้เกม และวิธีการสร้างระบบคุณค่าให้บริษัทกุชชีจนสามารถย้อนคืนสู่ความรุ่งเรืองได้ โดยบทนี้ Cynthia จะบอกว่าแค่จุดมุ่งหมายที่ชัดเจนของบริษัทยังไม่เพียงพอ มันยังมีอย่างอื่นให้นักกลยุทธ์ได้ขบคิดอีก

ต่อจากเคสนี้ Cynthia จึงพูดถึงวิธีการเขียนแผนกลยุทธ์รวมทั้ง key ที่สำคัญ โดยจะเน้นไปที่ระบบการสร้างคุณค่า และการเขียนวงล้อกลยุทธ์ โดยเรามีความรู้สึกว่า Cynthia จะชอบพูดถึงความ practical ของข้อมูลและให้น้ำหนักกับข้อมูลในการวางกลยุทธ์มากกว่าจะมาจากแรงบันดาลใจหรือความเชื่อส่วนตัว เช่นตอนที่เด โซเลกอบกู้กุชชี เด โซเล ก็ใช้ข้อมูลว่ากุชชีขายอะไรได้ และเจาะไปที่จุดนั้นมากกว่าจะให้เป็นเรื่องของแค่การตลาดและแรงศรัทธา

จากนั้นก็มาถึงบทที่สนุกมากของหนังสือเล่มนี้คือเรื่องของจ็อบและแอปเปิล โดยหนังสือเล่าตั้งแต่จ็อบก่อตั้ง ยันทำลายบริษัทตัวเอง ไปจนถึงวิธีการที่เขากอบกู้แอปเปิลขึ้นมาจากเรือที่ใกล้จะอัปปางเป็นเรือใหม่ (ตรงนี้มีการเล่าถึง the logic of growth ด้วย เก๋มาก)

โดยสรุปเป็นหนังสือที่พูดถึงกลยุทธ์ในน่าสนใจ มีเคสตัวอย่างที่ชัดเจน และเรื่องเล่าที่อ่านได้เพลิน แต่มันอาจสั้นไปหน่อย และดูไม่ practical เท่าที่คิดไว้ แต่ถ้าถามว่าเป็นหนังสือที่นักกลยุทธ์ควรอ่านไหม ตอบว่าใช่ ควรอ่าน


: This is Thiel’s masterpiece

zero to one เป็นหนังสือว่าด้วยการสร้างธุรกิจจาก 0 เป็น 1 เล่มนี้ของ Thiel ต่างจากงานเขียนในประเภทนี้ทั่วไปในแง่ที่ว่า มันไม่ใช่หนังสือแนว business ที่ให้กำลังใจอะไรเลยสักนิด แถมยังสับความคิดในการก่อตั้งธุรกิจของคุณแตกออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ความมั่นใจในการท้าทายต่อโลกของคุณ จะถูกท้าทายด้วยแนวคิดของ Thiel ซึ่ง Thiel คาดว่าหลังจากความคิดคุณถูกสับแล้ว คุณจะสามารถประกอบมันขึ้นมาใหม่ได้ดีกว่าเดิม

ความน่าสนใจของ zero to one นั้นมีหลายประการ

อย่างแรกมันมาจากประสบการณ์โดยตรงของ CEO บริษัทจ่ายเงินผ่านอีเมลชื่อดัง PayPal, ด้วยความที่ Thiel คลุกคลีอยู่ในวงการมานาน นั่นทำให้เขามีความสามารถและประสบการณ์สูง (เราอาจยกตัวอย่างที่เขาไปลงทุนใน Facebook นี่เป้นความสามารถในการมองที่ข้าพเจ้าอยากได้)

อย่างที่สอง เนื้อเรื่องไม่ได้มีความเกรงใจใดๆทั้งสิ้น Thiel ปล่อยหมัดโจมตีแนวคิดธุรกิจต่างๆได้อย่างมองเห็นภาพ และโจมตีมันตรงๆเช่น เรื่องที่ว่า กูเกิลนั้นจริงๆแล้วเป็นบริษัทผูกขาดที่ทำตัวไม่ผูกขาด ด้วยการบอกว่าตัวเองเป็นบริษัทที่ทำธุรกิจด้านเทคโนโลยี (ซึ่งทำให้ภาพของบริษัทดูเป็นส่วนเล็กในตลาดอันกว้างใหญ่ แทนที่จะบอกว่าตัวเองเป็นเสิร์ชเอนจิ้นที่กินตลาดนี้ไปเกือบหมดแล้ว) หรืออย่างการกัด Yahoo! ที่ Thiel ตั้งคำถามว่าตกลงแล้ว Yahoo! จะขายอะไรกันแน่…


ถ้อยคำที่เป็นมนตรา 

“โอมเพี้ยง เดี๋ยวแผลก็หายแล้วนะลูก” ผมจำไม่ได้ว่าเคยได้ยินประโยคทำนองนี้ครั้งแรกตอนกี่ขวบ คำปลอบใจนี้ยายผมมักกล่าวขึ้นเวลาเมื่อผมเล่นซนจนหกล้ม เลือดออก ฟกช้ำ หรือเมื่อใดก็ตามที่เกิดการบาดเจ็บ แกจะทำท่าเป่าแถวๆแผล ผมจำไม่ได้ว่าตอนครั้งแรกที่ได้ยินนั้น ตัวเองเชื่อหรือเปล่าว่าแผลมันจะหายจริงๆ

เมื่อผมโตขึ้นมาอีกหน่อย ผมได้รู้จักโลกกว้างขึ้น แต่มุมมองของผมก็คงไม่ได้กว้างตามขึ้นเลย เมื่อผมได้ยินประโยคทำนองนี้อีกครั้ง ผมกลับรู้สึกต่อต้าน และเมื่อได้ยินยายกล่าวครั้งใด ผมก็มักจะสวนกลับไปทำนองว่า “โถ่ยาย ทำแบบนั้นมันไม่หายหรอกน่า”

เมื่อไม่นานมานี้ มีอะไรสักอย่างสะกิดใจให้ผมนึกถึงคำพูดนี้ขึ้นมาอีกครั้ง ผมได้ตั้งคำถามกับตัวเองว่า มันถูกต้องแล้วหรือ ที่เถียงกลับยายไป ผมว่าท่านรู้การทำเหมือนสวดคาถาโอมเพี้ยง แผลมันก็คงไม่หายหรอก อันที่จริงแล้วดูเหมือนว่าการที่แผลหายกับการสวดคาถา มันก็ไม่เกี่ยวข้องกันเสียด้วยซ้ำ แต่ที่ท่านกล่าว ก็อาจเป็นเพราะท่านเพียงแค่อยากให้เรารู้สึกดี รู้สึกว่าจะมีสิ่งดีๆมาช่วยให้เราหายเจ็บหรือลืมมันไปสักพัก หรืออะไรก็ตามแต่ ผมคิดว่าประโยคทำนองนี้ มันทำหน้าที่ได้แค่คำปลอบใจเสียมากกว่า และมันก็คงจะไม่มากไปกว่านั้น ผมว่าคงไม่มีใครคิดจริงๆจังๆหรอกว่า ไอ่การทำแบบนี้มันจะรักษาแผลทางกายภาพได้ แต่ไม่แน่แผลทางใจอาจได้รับการเยียวยาขึ้นมาสักนิด

ฉะนั้นเวลาคุณเจอเพื่อนที่กำลังอกหัก รักร้าว คุณอาจกล่าวกับเขาด้วยประโยคทำนองนี้ “เฮ้ย ไม่เป็นไรนะเว้ย เดี๋ยวก็หาย เพี้ยง!” เพราะเพื่อนของคุณไม่แน่ว่าอาจจะอาการดีขึ้นด้วยเวทย์มนต์แห่งถ้อยคำเหล่านี้ก็เป็นได้


http://linkleak.se/sites/linkleak/files/screens/conjuring-vodrip-x264-ac3-fookasscreen_0.png

Ghost in modernity

จริงๆเรื่องนี้ปิ๊งไอเดียหัวข้อมาได้จากการไปนั่งเรียนวิชา Localism and Globalization (ซึ่งดูเหมือนเกรดจะได้มาอย่างยากเย็น) และมานั่งเล่นเฟสเจอ อาจารย์ เจษฎาพูดเรื่องบั้งไฟพญานาคพอดี

ผมคิดว่าความเชื่อเรื่องผีสางในโลกสมัยใหม่ ได้ถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นอย่างอื่น เป็นสิ่งอื่น กล่าวคือมันไม่ได้ทำหน้าที่ความเชื่อผีดั้งเดิมเสียแล้ว(ที่คอยกำหนดและสร้างความกลัวเพื่อควบคุมสังคม — อันนี้ในความเห็นข้าพเจ้าเอง) โดยเฉพาะสังคมเมืองที่ ปัจจุบันจะเห็นได้ว่าความเชื่อเรื่องผีสางมักถูกนำไปใช้ประโยชน์ในแง่เชิงพาณิชย์(ก็นี่มันโลกทุนนิยมนี่นะ) ยกตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ รายการจำพวกวาไรตี้ผีๆต่างๆอย่าง คน(นม)อวดผี รายการฝรั่งอย่าง Destination truth หรือภาพยนตร์ผีๆต่างๆเป็นต้น จะเห็นได้ว่า ผี ได้กลายเป็นเครื่องบันเทิงรูปแบบหนึ่งไปแล้ว

ทุกวันนี้ด้วยความสามารถของวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ทำให้สามารถ ลดอำนาจของ ผี ที่ในอดีตเป็นเรื่องลึกลับและเป็นเรื่องของประสบการณ์ส่วนบุคคลลงไปได้ ดังที่ผู้กำกับ the conjuring เจมส์วานส์ เคยบอกไว้ประมาณว่า หนังผีของยุคนี้เนื้อเรื่องต้องย้อนอดีตไปสักหน่อย ไม่งั้นหากเป็นปัจจุบัน ใครเจอผีก็ถ่ายรูปแล้วอัพลง Instragram ทำให้ผีได้หมดความขลังลงไปเสียแล้ว ฉะนั้นผีจึงถูกลดทอนให้กลายเป็นเพียงเครื่องมือด้านอุตสาหกรรมเพื่อรับใช้ความบันเทิงและทุน ในโลกปัจจุบันนี้

แต่ถ้าเราพูดถึงชนบทจริงๆที่ห่างไกลจากเทคโนโลยีต่างๆ ผีจะยังคงสถิตอยู่ที่นั่น เพราะผีเป็นความเชื่อที่แข็งแกร่งซึ่งตกทอดมายังรุ่นต่อรุ่น และตราบใดที่ความเป็นสมัยใหม่(ทุนนิยม เทคโนโลยี เครือข่ายการเชื่อมต่อ ฯลฯ) ยังไม่เข้าครอบงำท้องถิ่นนั้น ผีก็จะยังคงสิงสถิตและคงความขลังของมันไว้ตราบนานเท่านาน

ปล.เนื้อหานี้ค่อนข้างมั่วๆหน่อยน่ะครับ notes น้อย Ref ก็น้อย ส่วนใหญ่เป็นความเห็นส่วนตัวมากกว่า
ปล.2 พยายามใช้สำนวนให้มันคล้ายหนังสือที่มันอ่านยากๆหน่อย แฮ่!

Note: ความเป็นสมัยใหม่คืออะไร?
http://vorachai-juntip.blogspot.com/2011/06/postmodernism-post-modern-postmodern.html

W.S.Kiang

multi-discipline, auto-didacticism, software developer, consultant, pretentious.

Get the Medium app

A button that says 'Download on the App Store', and if clicked it will lead you to the iOS App store
A button that says 'Get it on, Google Play', and if clicked it will lead you to the Google Play store