สรุป 5 ภาษารัก : 5 Love Languages: The Secret to love that lasts — Gary Chapman
สรุป 1 แบบบรรทัดเดียว : รักคือการให้ ให้ในสิ่งที่อีกฝ่ายต้องการ โดยลดความเห็นแก่ตัวลงบ้าง
สรุป 2 แบบพยายามไม่เกิน 8 บรรทัด : ในชีวิตคู่รัก มีหลายๆคู่ที่แสดงความรักออกมาให้กันและกันในแบบต่างๆแต่เจอบ่อยที่อีกฝ่ายยังรู้สึกไม่พอใจ เขายังไม่รู้สึกได้ถึงความรักที่เขาอยากจะได้ ยกตัวอย่างเช่นสามีคนนึงที่ทำงานหนักมักจะซื้อดอกไม้,ของขวัญและสิ่งอืนๆในชีวิตให้กับภรรยาของเขา แต่ฝ่ายภรรยาก็ยังไม่รู้สึกถึงความพอใจจากความรักที่สามีแสดงออกให้ ในกรณีตัวอย่างนี้เป็นไปได้ว่าภรรยาไม่ได้อยากได้ดอกไม้หรือของขวัญแต่อยากได้เวลาจากสามีมากกว่า อาจจะเป็นการช่วยงานบ้าน หรือ นั่งคุย หรือ กินอาหารค่ำด้วยกัน
และนั่นก็คือเรียกว่า “ภาษารัก (love languages)” แบ่งออกหลักๆได้ 5 หมวดหมู่ ซึ่งแต่หล่ะคนมีภาษารักหลักที่ต่างกัน
และปกติมากที่บางครั้งเราอาจจะต้องออกจาก comfort zone ของตัวเอง เราเพื่อทำบางอย่างให้อีกฝ่าย เราต้องลดความเห็นแก่ตัวลงและพร้อมที่จะลดความชอบส่วนตัวบ้างเพื่อแสดงความรักให้อีกฝ่าย
สรุปแบบเต็ม :
เหมือนกับภาษาที่เราพูดคุยกัน แต่หล่ะประเทศมีภาษาที่แตกต่างกัน เช่นเดียวกัน แต่หล่ะคนก็มีภาษารักที่ต่างกัน บางครั้งเรากำลังสื่อรักในแบบที่เราคิดว่าใช่แต่สำหรับอีกฝ่ายอาจจะไม่ใช่ น้อยครั้งที่คู่รักมีภาษารักแบบเดียวกัน และเช่นเดียวกันกับภาษาพูดเพื่อสื่อสารให้เข้าใจกันมากขึ้นเรามักจะเรียนอีกภาษาเพื่อสื่อสารกับคนอื่นให้เข้าใจ เช่นเดียวกันในชีวิตคู่เราก็ควรจะเรียนรู้ภาษารักอีกแบบที่แฟน/ภรรยาเราเข้าใจ คนเขียนจำแนกภาษารัก ออกหลักๆ เป็นทั้งหมด 5 แบบ
1. Words of affirmation : การชมเชย ขอบคุณ การให้กำลังใจ การพูดจา
2. Quality Times : เวลาแบบคุณภาพที่มีให้กัน
3. Receiving Gifts : การได้รับสิ่งของ
4. Act of Service : การช่วยเหลือหรือทำสิ่งดีๆให้กัน
5. Physical Touch : การสัมผัส หยอกล้อ และ sex
ทำความรู้จักกับช่วง In-love
ก่อนอื่นเรามาทำความเข้าใจกับสภาวะ In-Love กัน ช่วงเวลาตกหลุมรัก หรือเรียกกันว่าช่วงโปร ช่วงที่อะไรๆก็ดีไปหมด ว่ามันเป็นยังไง
คนเรามักจะเข้าใจผิดว่าสถานการณ์ in-love จะอยุ่กับเราตลอดไป แต่จริงๆมันไม่ใช่ มีการวิจัยว่าสถานการณ์ in-love โดยเฉลี่ยแล้วจะอยุ่แค่ 2 ปี หรือน้อยกว่านั้น คนส่วนใหญ่เวลา in-love มักจะมองโลกในแง่ดีไปหมด เขาอยากจะทำทุกอย่างเพื่อให้อีกฝ่ายมีความสุขโดยไม่คิดถึงตัวเอง ซึ่งมันไม่ค่อยจะถูกต้องตามความเป็นจริง
คนเราแต่หล่ะคนจะมีสิ่งหนึ่งที่เรียกว่าถังความรัก “love tank” ถ้ามันเต็มเราก็จะรู้สึกรัก ถ้ามันว่าง ก็จะไม่รุ้สึกถึงความรัก ช่วง in-love กันใหม่ๆ ถังความรักเราจะเต็ม เต็มง่ายมาก เราจะทำสิ่งดีๆให้กันมากมาย สิ่งที่เราปกติไม่ได้ทำด้วยซ้ำ และได้สื่อถึงภาษารักหลักของกันแหละกันโดยที่ไม่รู้ตัว และเนื่องจากช่วงเวลา in-love มันจะอยุ่แค่ 2 ปีหรือน้อยกว่า ซักพักเราก็จะหยุดที่จะทำหลายๆอย่างที่เราเคยทำ นอกเหนือจากนิสัยปกติของเรา และทำให้ love tank ของอีกฝ่ายลดลงและว่างเปล่า และช่วงนี้แหละ ที่ทำให้เรารู้สึกว่าหมดรักได้ แต่ถ้าต่างฝ่ายได้เรียนรู้ภาษารักของกันแหละกันในช่วง inlove และปฏิบัติต่อเนื่องหลังหมดโปร ก็จะดีมาก
โดยธรรมชาติแล้วมนุษย์เราเป็นคนเห็นแก่ตัว แล้วพอช่วง in-love หมดในเวลา 2 ปี เรามักจะเริ่มพูดถึงความต้องการของตัวเองมากขึ้น และอีกฝ่ายบ่อยครั้งที่จะไม่เห็นด้วย และเป็นจุดเริ่มต้นของการขัดแย้งในความรัก บ่อยครั้งคนเราก็จะมองหาความรู้สึก in-love อีกครั้ง และจบด้วยการไปหาคนอื่นหรือหย่านั่นเอง
หลังจากที่หมดช่วงโปร in-love คนเราก็มักจะเลือกที่
- ทนอยุ่กันต่อไป
- ไปหาคนอื่น เพื่อค้นหาความรู้สึก in-love ใหม่
แต่จริงแล้วมันมีวิธี 3 ที่ดีกว่านั้นคือ ช่วงความรักที่แท้จริง ความรักที่แท้จริงจะรวมความมีเหตุผลและความรู้สึกไว้ด้วยกัน
ความรักที่แท้จริงต้องใช้ความพยายามและความตั้งใจ เวลาเรารักใครอย่างแท้จริง เราอยากทำสิ่งดีๆให้เขา แล้วเราก็จะรู้สึกดีไปด้วย ว่าเราได้รักเขา และความรักที่แท้จริง ไม่สามารถเริ่มได้ ถ้าช่วงโปร in-love ยังไม่หมดไป
เราไม่สามารถภูมิใจกับการกระทำของเราที่ทำให้อีกฝ่ายได้ในช่วง in-love เพราะมันมักจะเป็นการกระทำออกมาในแบบที่มันไม่ใช่ตัวเรา เราแค่เพ้อฝันอยากทำนี่นั่นให้คนอื่นโดยไม่มีเหตุผล แต่ถ้าหมดช่วง in-love ไปแล้ว แล้วเรายังเลือกทำสิ่งดีๆให้กับคนอื่นบนพื้นฐานของหลักเหตุผล นั่นแหละ คุณถึงจะสามารถภูมิใจในสิ่งนั้นได้
คนเรามักจะมีถังความรัก ( love tank ) อยุ่ในใจ ซึ่งสามารถเติมเต็มได้ และหมดจางหายไปได้ด้วยเช่นกัน คนเรามักจะโหยหาความรักนี้จากคนอื่นเพื่อมาเติมเต็มถังนี้ ถ้าถังเต็ม นอกจากเราจะมีความสุข เราก็จะประสบความสำเร็จในชีวิตด้วย (น่าจะหมายถึงรวมหน้าที่การงานด้วย ) และมอบสิ่งดีๆให้กับคู่รักของเราและคนรอบข้างกลับคืน แต่ถ้าขาดหายมากๆ ชีวิตก็อาจจะตกอับได้ ความคิดนี้ใช้กับเด็กก้าวร้าวได้เช่นกัน
5 ภาษารัก
ภาษารัก #1 : Words of Affirmation คำชื่นชมมีพลังอันมหาศาล
ความรักคือการแสดงออกเพื่อให้อีกฝ่ายรู้สึกดีขึ้น ถ้าเราทำให้อีกฝ่ายรู้สึกดีขึ้น ปกติมากที่อีกฝ่ายจะอยากทำให้คืน แต่มันต้องไม่ใช่แค่คำเยินยอจอมปลอมเพื่อให้ได้ในสิ่งที่เราต้องการ ต้องทำอย่างจริงใจ จงชื่นชมอีกฝ่าย เมื่อเห็นเขาทำสิ่งดีๆให้เรา
นอกจากคำชมเชย คำให้กำลังใจก็สำคัญ เป็นไปได้ว่าคู่รักของคุณมีความสามารถในทางใดทางนึงและกำลังรอการให้กำลังใจเพื่อเป็นแรงผลักดันเพื่อให้ทำในสิ่งนั้น แต่ก็ไม่ได้แปลว่าคุณจะกดดันเธอให้ทำในสิ่งที่คุณต้องการ แต่เป็นการให้กำลังใจในสิ่งที่เธอหรือเขามีความสนใจและมีความสามารถดีอยุ่แล้วต่างหาก และ
การที่เราจะให้กำลังใจได้ เราต้องรู่จักที่จะมองจากมุมมองของเขาก่อน รู้ว่าอะไรสำคัญต่อเขา
ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในอดีต เราไม่สามารถลบหรือกลับไปแก้ไขอดีตได้ แต่เราสามารถจะยอมรับมันว่ามันคืออดีตมันผ่านมาแล้ว และไม่ให้วันของปัจจุบันกระทบโดยอดีต การให้อภัยไม่ใช่ความรู้สึก แต่เป็นทางเลือกที่เราเลือกที่จะปฏิบัติเพื่อแสดงความรัก เรารักเราจึงเลือกที่จะให้อภัยแล้วปล่อยให้มันผ่านไป ถึงแม้บางครั้งเรารู้สึกไม่ดีจากการกระทำของอีกฝ่าย แต่เราก็เลือกที่จะให้อภัย มันไม่ใช่ความรู้สึกที่เกิดขึ้นมาณเวลานั้น แต่เราตั้งใจและเลือกที่จะทำแบบนั้นต่างหาก จงพูดดีต่อกัน (speak kind)
วิธีการพูดจาเพื่อแสดงความปรารถนาของเราก็สำคัญเช่นกัน ถ้าเราเลือกที่จะแสดงออกมาแบบความต้องการที่แบบแข็งกระด้าง เราอาจะได้รับการต่อต้านด้วยซ้ำ (ทั้งๆที่เขาอาจจะไม่ได้อยากจะต่อต้าน) แต่ถ้าเราแสดงความประรถนาในเชิงการร้องขอโอกาศที่จะเป็นไปได้ จะดีกว่ามาก จงใช้คำพูดแบบอ่อนน้อมถ่อมตน ไม่มีใครชอบการถูกสั่ง
ตอนที่คุณแสดงความปรารถนาของคุณด้วยการร้องขอ แฟนของคุณก็จะได้ความรู้สึกมีคุณค่าในตัวเขาเองเหมือนกัน เขาจะรู้สึกถึงความสำคัญ และเมื่อคำร้องขอเราได้รับการตอบรับที่ดี เราก็จะรู้สึกถึงความรัก ว่าเขาแคร์เราเขาถึงทำให้ แต่ถ้าคำแสดงความปรารถนาของเราถุกแสดงออกเป็นคล้ายคำสั่ง ไม่ว่าเขาหรือเราก็จะไม่ได้ความรู้สึกนั้น
ถ้าคุณคิดว่าการใช้คำพูด พูดชมต่อหน้า ไม่ใช่เรื่องถนัดของคุณ ไม่รู้จะชมยังไง งั้นลองหาสมุดโน๊ต แล้วจดคำพูดดีๆที่คุณได้ยินคนอื่นพูดหรืออ่านเจอที่ใหน คุณควรจะลองชมแฟนของคุณลับหลังบ้าง เช่นเดียวกับคำนินทายังไงคำชมนั้นก็จะไปถึงแฟนของคุณ และบ้างครั้งมันมีคุณค่ามากกว่าชมให้กันต่อหน้าด้วยซ้ำ
##(อันนี้ดีและแปลกดีแหะ) เวลาเราได้คำชมจากแฟน เราไม่จำเป็นที่จะต้องชมตอบ แต่ให้ยอมรับและขอบคุณเท่านั้น คิดว่า ถ้าเราเอ่ยคำชมตอบทันที บางครั้งมันให้ความรู้สึกว่าเขาแค่ชมตอบเพราะเราชมเขาหรือเปล่า
ภาษารัก # 2 : Quality Times : เวลาแบบคุณภาพที่มีให้กัน
ให้เวลากันและกันแบบมีคุณภาพโดยไม่ได้สนใจเรื่องอื่น อาจจะเป็นการออกไปเดินเล่นด้วยกัน ไปกินข้าวด้วยกันโดยสนใจกันและกันและมีแต่การพูดคุย ถ้าคุณคิดว่าเราใช้เวลานั่งอยุ่ใกล้ด้วยกัน แต่ถ้าคุณเอาแต่นั่งเล่นมือถือ แล้ว อืมๆ ออๆ กับคำพูดของแฟนคุณก็ไม่ได้แปลว่าคุณได้ให้เวลากับแฟนคุณ คุณต้องร่วมทำกิจกรรมในสิ่งที่อีกฝ่ายชอบด้วยความตั้งใจ อีกประเด็นสำคัญคือเวลาเราใช้เวลาในแบบที่อีกฝ่ายชอบแล้วก็ตาม ถ้าเป็นไปได้อย่าบ่น ถ้าคุณมัวแต่บ่นเวลาที่คุณให้แทบจะไม่มีค่าเลย
Quality time ไม่ได้แปลว่าเราจะต้องใช้เวลาจ้องมองตากันตลอดเวลา แต่แปลว่าเวลาเราใช้เวลาทำไรร่วมกันจงตั้งใจทำในสิ่งนั้นด้วยกัน เวลาเราชมเชยให้กันเราจะให้ความสำคัญกับการพูดแต่การสนทนาแบบคุณภาพเราจะให้ความสำคัญกับการฟังโดยตั้งใจ
รู้จักที่จะแสดงความรู้สึกของตัวเอง ถ้าแฟนของคุณชอบการที่มึเวลาร่วมกัน ชอบการพูดคุย ก็แปลว่าเขาอยากจะใกล้ชิดกับคุณ อยากรู้จักคุณ และการที่จะใกล้ชิดได้ต้องพูดคุยกันอย่างเปิดใจ ถ้าคุณไม่แสดงความรู้สึกของคุณ อีกฝ่ายก็จะรู้สึกห่างเหินได้
ถาม: แล้ว quality time เอามาจากใหนถ้าเราใช้เวลาหยุดส่วนใหญ่นอกบ้าน?
ตอบ: เราต้องสร้างนเวลานั้นขึ้นมา
ถาม: เพื่อ?
ตอบ: เพราะมันจำเป็นต่อชีวิตคู่ เช่นเดียวกับอาหารที่เรากินแต่หล่ะวัน
ถาม: มันยากที่จะหาเวลาให้กันน่ะ?
ตอบ: ใช่ ต้องใช้ความพยายาม
ถาม: แปลว่าเราอาจจะต้องสละเวลาส่วนตัวของเรา?
ตอบ: อาจจะเป็นได้
ถาม: แปลว่าเราอาจจะต้องทำในสิ่งที่เราไม่รู้สึกสนุกด้วย?
ตอบ: ใช่แน่นอน
ถาม: มันคุ้มค่าไหม?
ตอบ: แน่นอนสิ
ถาม: แล้วฉันได้อะไรจากสิ่งนี้?
ตอบ: ได้ความสุขที่ได้อยุ่กับคู่รักของเราที่กำลังมีความสุขจากการกระทำของเรา และคู่รักเราได้รู้ว่าเราได้รู้จักภาษารักของเขาแล้ว พออีกฝ่ายมีความสุขจากการกระทำของเรา เขาก็จะมอบความรักคืนมาให้กับเราในแบบที่เราต้องการ
ภาษารัก # 3. Receiving Gifts : การได้รับสิ่งของ
ตอนเราแต่งงาน เราเริ่มต้นด้วยแหวนแต่งงาน ซึ่งมีคุณค่าทางจิตใจที่ต่างกันในแต่หล่ะคน บางคนเลือกที่จะไม่ใส่บ้างเพราะสำหรับเขาสิ่งของ/ของขวัญไม่ใช่ภาษารักหลัก แต่สำหรับบางคนเขาจะใส่ตลอดและไม่ถอดมันเลย ของขวัญ สิ่งของ แสดงถึงความรักที่จับต้องได้ สามารถหยิบมาดูมาชมแล้วนึกถึงเหตุการบางอย่างได้ สำหรับคนที่มีภาษารักหลักเป็นสิ่งของ เขาจะไม่ยึดติดกับราคาของสิ่งนั้น มันอาจจะแพงหรือฟรี เขาไม่ถือ แต่แน่นอนว่าในกรีณีรวยเป็นล้านแต่ของขวัญทุกชิ้นที่ให้ไม่เกิน 100 บาท ก็อาจจะทำให้คิดผิดได้ 55555+
ของที่มอบให้กันไม่จำเป็นต้องแพง
ถ้าคุณจะบอกว่าคุณให้ของขวัญไม่เป็น ลองคิดใหม่ครับ เพราะการให้ของขวัญเป็นภาษารักที่ง่ายที่สุดแล้วในการแสดงความรักต่อกัน แค่สังเกตุว่าอีกฝ่ายชอบอะไร ตื่นเต้นกับอะไร
แน่นอนว่าการให้ของขวัญจะต้องมีเรื่องเงินมาเกี่ยวข้อง คนเรามี 2 ประเภท
- มีความสุขกับการได้ใช้เงิน
- มีความสุขกับการได้ออมเงิน
ถ้าหากคุณเป็นคนประเภทที่ 1 การให้ขวัญก็จะเป็นเรื่องง่าย แต่สำหรับคนชอบออมจะยากหน่อย คนแบบนี้ไม่ซื้อของให้ตัวเองด้วยซ้ำแล้วมันไม่ยิ่งยากกว่าหรอที่ต้องมาซื้อของให้คนอื่น แต่ถ้าคุณลองคิดดู คุณออมเงินเพื่อความสุขของคุณ เพื่อความมั่นคงในชีวิต แต่ถ้าคู่ชีวิตของคุณมีภาษารักเป็นการได้ของขวัญ แล้วคุณไม่สามารถทำได้ คู่ชีวิตคุณก็อาจจะรู้สึกไม่ได้ความรักจากคุณมากพอ แล้วคุณจะความสุขไหม ถ้าอีกฝ่ายไม่มีความสุข คุณลองคิดสิ่งนี้ในเชิงเป็นการลงทุนดู ถ้าเขามีความสุข แน่นอนที่เขาก็จะพยายามจะให้ความสุขกลับคืนกับคุณในภาษารักของคุณ
บางครั้งของขวัญก็ไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งของเสมอไป การได้อยุ่ตรงนั้นเวลาที่เขาต้องการก็เป็นของขวัญอีกชนิดนึง แต่อีกฝ่ายบางครั้งก็อาจจะต้องบอกออกมาตรงๆว่าเราต้องการให้คุณอยุ่กับฉันเวลานี้ๆๆๆน่ะ อย่ามัวแต่คิดว่าเขาจะอ่านใจคุณออก
Gift ของขวัญ ไม่ได้หมายถึงต้อเป็นของขวัญชิ้นโต แต่อาจจะเป็นกับข้าว อาหาร หรือ ดอกไม้ 1 ดอก แค่นั้นก็ได้
ภาษารัก # 4. Act of Service : การช่วยเหลือหรือทำสิ่งดีๆให้กัน
ไม่จำเป็นต้องเป็นงานที่ใช้เวลา แต่แค่สิ่งเล็กๆก็ได้ มันจะให้ความรู้สึกว่าเหมือนเราได้ถูกคิดถึง
มีการกระทำเยอะแยะที่คุณคิดว่าไม่จำเป็น แต่ถ้าคุณทำ มันจะเป็นการกระทำเพื่อแสดงออกถึงความรักให้อีกฝ่าย
แต่บางครั้งการทำอะไรให้กันก็ไม่ได้ผลซะทีเดียวเพราะเราทำผิดที่ เช่นเราอาจจะเลือกล้างรถ ตัดหญ้า จ่ายบิล ทิ้งขยะ และอื่นๆอีกมากมาย แต่แฟนของคุณอาจจะยังไม่ได้รู้สึกถึงความรัก บางครั้งเธออาจะชอบให้คุณล้างจาน และ ช่วยเก็บผ้าหลังตากแล้วแห้งแล้ว แค่ 2 อย่าง ก็อาจจะทำให้เธอรู้สึกถึงความรักก็เป็นได้
การเขียนโน๊ต list รายการ ให้กันแหละกัน ในแต่หล่ะเดือนช่วยได้ แต่ต้องไม่เยอะเกินไป เราไม่ควรจะเพิ่มมากกว่า 1 รายการ ในแต่หล่ะเดือน
ถ้าบางครั้งเราดูไม่ออกว่าอีกฝ่ายอยากให้เราช่วยทำอะไร งั้นลองสังเกตุตอนที่เขาบ่นหรือแสดงความไม่พอใจดู ถ้าเราเอาคำพวกนั้นมาคิดดู นั่นอาจจะเป็นสิ่งที่อีกฝ่ายคาดหวังจากเรามากที่สุดก็ได้ หรือเราอาจจะถามอย่างใจเย็นไปตรงๆก็ได้ ว่าทำไมสิ่งนั้นทำให้คุณหงุดหงิด
ลองสามารถถามแฟนให้เขียน list แบบจัดอันดับ 1–10 ว่าอยากให้ทำไรมากที่สุดก็ได้
ภาษารัก # 5. Physical Touch : การสัมผัส หยอกล้อ และ sex
ยกตัวอย่าง สำหรับเด็กที่ให้ความสำคัญถึงความรักผ่านการสัมผัส การโดนตบหัวอาจจะทำให้เขารู้สึกเสียใจและน้อยใจมาก แต่สำหรับเด็กบางคนอาจจะเฉยๆกับสิ่งนี้และปล่อยผ่านไป
การสัมผัสในแต่หล่ะจุดไม่เหมือนกัน และในแต่หล่ะคนก็ไม่เหมือนกันด้วย บางคนอาจจะรู้สึกถึงรักถ้าได้โอบเอว บางคนอาจจะชอบให้ลูบหัว ลูบหลัง แต่อาจจะไม่ชอบให้เล่นหัว การวางมือบนไหล่
และแน่นอนภาษารักนี้นับรวมถึง sex และ การจูบ
บางครั้งการได้แค่แตะไหล่ หยอกล้อ ตอนที่เดินผ่านกันในแต่หล่ะวันเป็นเวลาแค่ 1–2 วินาทีก็สื่อถึงรักได้ทุกวันนี้ โลกค่อนข้างเปิดกว้างเรื่อง sex, มีบางคู่ไม่คิดมากถ้าแต่หล่ะฝ่ายไปมี sex กับคนอื่นด้วยซ้ำแต่ก็มีอีกหลายคู่ที่ถึงต้องพบกับจิตแพทย์ถ้าจับได้ว่าแฟนนอกใจเขา
ยกอีกตัวอย่างในกรณีที่อีกฝ่ายรู้สึกเสียใจมาก(ไม่ใช่จากคุณ) เขาอาจจะอยากให้คุณนั่งอยุ่ด้วยตรงนั้นจับมือหรือกอด เขาอาจจะไม่ได้อยากได้คำปลอบใจด้วยซ้ำ
จบนั่นคือ 5 ภาษารัก
จงหาภาษารักหลักของตัวเองให้เจอ
หาภาษารัก”หลัก” ของตัวเองให้เจอ ทุกคนมี ยกตัวอย่างผู้ชายหลายคนอาจจะ บอกว่ามันไม่มีอันใหนเป็นหลัก ชอบการชมและการสัมผัสเท่าๆกัน เพราะชอบการถูกยอมรับและปติเสทไม่ได้ว่าผู้ชายต้องการ sex แต่ถ้าเราคิดดีๆ หลังจาก sex คุณยังมีอารมณ์ต้องการอยุ่ไหม คุณยังชอบการที่จะถูกสัมผัสอยุ่ไหม หรือมันเป็นแค่อารมณ์ประเดี๋ยวประด๋าว หรือ ถ้าแฟนคุณเลือกที่จะไม่ชมแต่วันๆเอาแต่บ่นและทำให้คุณขายหน้าอยุ่ตลอดต่อหน้าคนอื่น คุณยังอยากจะมี sex กับเขาไหม? คุณคิดว่าระหว่าง sex แต่ไม่มีคำชม กับคำชมแต่ไม่มี sex คุณเลือกอะไร? ส่วนในกรณีของผู้หญิง ก็มักจะสับสนว่าอันใหนคือภาษาหลักของเรา ระหว่าง การช่วยงาน กับ การให้เวลาที่ดีต่อกัน
อีกหนึ่งวิธีการหา เช่นอะไรที่คุณไม่ชอบที่สุดในอีกฝ่าย เช่นแฟนของคุณชอบใช้เวลานอกบ้านกับเพื่อนมากกว่าคุณ แบบนี้ อาจจะแปลว่าคุณชอบการมีเวลาอยุ่ด้วยกัน
หรืออีกวิธีคือ อะไรที่คุณขอให้แฟนคุณทำให้
หรืออีกวิธีคือ คุณพยายามทำอะไรบางอย่างให้อีกฝ่าย ซึ่งมันอาจจะแปลว่าคุณชอบสิ่งนั้นอยากให้ถูกกระทำกับตัวเอง และมันอาจจะเป็นภาษารักของคุณ
( ในหนังสือมีตัวอย่าง และ วิธีหาอีกหลายแบบ )
การแสดงถึงความรักคือสิ่งที่เราเลือกที่จะปฏิบัติได้
การแสดงถึงความรักคือสิ่งที่เราเลือกที่จะทำได้ ถ้าคุณบอกว่าคุณหมดรักเพราะหมดความรู้สึก มันไม่จริงซะทีเดียว เราเลือกที่จะรักได้ คนเราแต่หล่ะคนจะมีสิ่งหนึ่งที่เรียกว่าถังความรัก “love tank” ถ้ามันเต็มเราก็จะรู้สึกรัก ถ้ามันว่าง ก็จะไม่รุ้สึกถึงความรัก ช่วง in-love กันใหม่ๆ ถังความรักเราจะเต็ม เต็มง่ายมาก เราจะทำสิ่งดีๆให้กันมากมาย สิ่งที่เราปกติไม่ได้ทำด้วยซ้ำ และได้สื่อถึงภาษารักหลักของกันแหละกันโดยที่ไม่รู้ตัว และเนื่องจากช่วงเวลา inlove มันจะอยุ่แค่ 2 ปีหรือน้อยกว่า ซักพักเราก็จะหยุดที่จะทำหลายๆอย่างที่เราเคยทำ นอกเหนือจากนิสัยปกติของเรา และทำให้ love tank ของอีกฝ่ายลดลงและว่างเปล่า และช่วงนี้แหละ ที่ทำให้เรารู้สึกว่าหมดรักได้ แต่ถ้าต่างฝ่ายได้เรียนรู้ภาษารักของกันแหละกันในช่วง inlove และปฏิบัติต่อเนื่องหลังหมดโปร ก็จะดีมาก
เพราะเหตุนี้ความรักคือสิ่งที่เราเลือก ไม่ได้เป็นความรู้สึกทั้งหมด เราเลือกที่จะทำในสิ่งที่อีกฝ่ายชอบได้เพื่อเติมเต็ม love tank. และถ้า love tank ของอีกฝ่ายเต็มเขาก็จะรู้สึกถึงรักและถ้าเขารู้ภาษารักของเรา เขาก็จะแสดงออกมาให้เรารู้สึกดีเช่นกัน แล้วก็จะอยุ่กันอย่าง happy ending xD
ความรักที่ยืนยาวนั้นเราเลือกที่จะรักษาไว้ได้ ไม่เหมือนช่วงเวลา in-love ที่ส่วนใหญ่ก่อขึ้นมาจากความรู้สึก
ถึงแม้การแสดงออกถึงความรักบางอย่างมันไม่ง่าย แต่เราก็ควรจะพยายามทำ เราฝืนตื่นเช้าเพื่อไปทำงานได้ เราจะแสดงความรักกับคู่ชีวิตเราไม่ได้หรอ?
ถ้าเราอยากแสดงความรักกับคนที่เราเกลียดต้องทำไง
ความรักสามารถแสดงได้ทางความรู้สึกกับการกระทำ บางครั้งถ้าเราอยากแสดงความรักกับคนที่เราไม่ได้รู้สึกดีจริง หรือคนทีเราเกลียด เพื่อหวังว่าเขาจะรู้สึกดีขึ้นกับเราแล้วจะแสดงควาทรักคืนมั่ง เราสามารถแสดงความรักแบบการกระทำแทนได้ ซึ่งมันง่ายกว่า การแสดงความรักแบบการกระทำคือทำในสิ่งที่อีกฝ่ายจะได้ประโยชน์ เราอาจจะไม่ได้ต้องพูดคุยกับเขาก็ได้ แต่การกระทำของเราที่ทำให้เขาได้ประโยชน์ มันจะทำให้เขารู้สึกขึ้นมาเอง ไม่ช้าก็เร็ว