รู้อะไร ไม่เท่ารู้จักแรงจูงใจในระบบเศรษฐกิจในแบบ Cryptocurrency

Chawansit
Chawansit
Sep 1, 2018 · 2 min read

Cryptocurrency เป็นสิ่งที่คนพูดถึงมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นคนรอบตัว เพื่อนๆ หนังสือพิมพ์ บทความทางอินเตอร์เน็ต ผู้เชี่ยวชาญต่างๆ แต่ส่วนมากมักจะให้ข้อมูลระดับผิวเผินมาก โดยมาแล้วมักจะพูดถึงว่า

Cryptocurrency คืออะไร
Blockchain คืออะไร

รวมๆ แล้ว มักจะอธิบายว่ามันคือ เงินดิจิตอล บ้างก็ว่าเงินที่ใช้ในเกมส์ ซ้ำร้ายยังถูกโยงหรือเอาไปใช้เป็นเครื่องมือทำแชร์ลูกโซ่อีกต่างหาก แต่ไม่ว่า Cryptocurrency จะคืออะไร ก็ได้เปลี่ยนแปลงโลกของเราไปเสียแล้ว

ย้อนเวลาไปหลังจาก Satoshi Nakamoto ได้เผยแพร่ White Paper ของ Bitcoin ออกมา พร้อมกับสร้าง Bitcoin ให้เกิดขึ้น โดย Block แรก ได้ถูกสร้างขึ้นในวันที่
3 มกราคม 2009 และเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่

ระบบการเงินถูกสร้างจากการร่วมมือของประชาชน ใช้งานโดยประชาชน และออกแบบมาเพื่อประชาชน

แนวคิดดังกล่าวได้แพร่กระจายออกไปอย่างกว้างขวาง ผู้คนมากมายเข้ามาศึกษา เรียนรู้ ใช้งาน และพัฒนา Bitcoin กันอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ Bitcion ได้นำพาสิ่งที่สำคัญ 3 อย่างมากับ Bitcoin ด้วยนั่นก็คือ

  1. Blockchain ที่เป็นระบบฐานข้อมูลที่ทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้พร้อมกันและใช้งานร่วมกัน โดยคนเหล่านี้ใช้ทรัพยากรของตัวเอง เช่นเครื่องคอมพ์พิวเตอร์มาทำการตรวจสอบข้อมูลเพื่อสร้างความปลอดภัยในระดับสูงมากๆ ให้กับระบบฐานข้อมูลที่มีเครื่องคอมพิวเตอร์ทำงานร่วมกันเกือบหมื่นเครื่องกระจายอยู่ทั่วโลก ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้การโจมตีระบบ Blockchain เป็นไปแทบจะไม่ได้เลย
  2. Bitcoin โปรแกรมแรกที่ถูกสร้างขึ้นจาก Blockchain เป็นเหรียญดิจิตอล ที่ถูกสร้างจาก Digital Signature ที่มอบอำนาจให้กับเจ้าของเหรียญดิจิตอล ในการควบคุมการใช้จ่ายได้อย่างอิสระ ซึ่งเป็นครั้งแรกของโลกที่การเคลื่อนย้ายข้อมูล(เหรียญดิจิตอล)จากที่นึงไปอีกที่นึง แล้วข้อมูล(เหรียญดิจิตอล)ต้นทางไม่สามารถใช้งานได้อีกต่อไป นึกถึงการใช้จ่ายเงินด้วยธนบัตร 100 บาทให้กับบุคคลอื่นแล้วเราก็ไม่ได้เป็นเจ้าธนบัตรนั้นอีกต่อไป ที่ผ่านมาเราใช้การทำสำเนาทางดิจิตอลเท่านั้น
  3. Economic Incentive ทุกคนๆ ที่เข้ามาในระบบเศรษฐกิจของ Bitcoin จะได้รับผลประโยชน์ในการใช้งาน ซึ่งจะแตกต่างจากจากการให้บริการทั่วไปบน Platform แบบ YouTube ซึ่งทรัพยากรในการให้บริการวีดีโอนั้น YouTube เป็นเจ้าของเอง แต่ในโลกของ Crypto ที่เป็นระบบเศรษฐกิจที่มีแรงจูงใจเป็นกำลังขับคลื่นนั้น ทุกๆ คนสามารถลงทุนเป็นผู้ให้บริการได้แล้วยังสามารถมีรายได้จากการให้บริการอีกด้วย

ถึงตรงนี้หลายๆ คน น่าจะเริ่มมองออกถึงความแตกต่างของการทำธุรกิจในระบบปกติกับ Crypto แล้ว ฉะนั้นผมจะนำทุกท่านไปสู่แนวความคิดที่สำคัญต่อไป นั่นก็คือ Fat Protocols

Fat Protocols by Jeol Monegro

โดยแนวคิดนี้ได้รับการเปิดเผยโดย Joel Monegro ซึ่งได้ทำการเปรียบเทียบ Protocol ที่เราใช้กันอยู่ทุกๆ วัน เช่น SMTP Protocol ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่สำคัญในการรับส่ง email แต่เวลาที่รับส่ง email เราไม่ได้ใช้ SMTP Protocol โดยตรง แต่เราใช้งานผลิตภัณฑ์ที่บริษัทต่างๆ สร้างขึ้นมาทำงานบน SMTP Protocol เช่น Google สร้างโปรแกรม Gmail (Application) มาให้บริการบน SMTP Protocol ลูกค้าที่ใช้งานจ่ายเงินให้ Google แต่ Google ไม่ได้มีค่าใช้จ่ายในการใช้งาน SMTP Protocol เลย

กลับกัน Fat Protocol เช่น Bitcoin หรือ Ethereum นั้น เวลาที่บริษัทสร้างโปรแกรมหรือบริการไปขายให้ลูกค้าใช้งาน จะต้องจ่ายค่าบริการในการใช้งาน Bitcoin หรือ Ethereum เปรียบเสมือนการใช้ถนนสาธารณะที่ต้องจ่ายค่าบำรุงรักษาและค่าบริการ ก่อนที่เอารถมาวิ่งบนถนนได้ บริษัทต่างๆ ก็ผลิตรถออกไปขายให้ประชาชนเอาไว้ขับออกมาวิ่งบนถนนสาธารณะนี้ได้นั่นเอง

อ้าวแล้วแบบนี้แสดงว่า Blockchain มีค่าใช้จ่ายในการใช้งานหรือนี่ ใช่ครับ แต่ถ้าเทียบกับการใช้งานบริการผ่านการให้บริการของบริษัมีต่างๆ เช่น การเก็บข้อมูลบน Cloud ค่าบริการในการใช้งานการเก็บด้วย Blockchain ผ่าน Sia หรือ StorJ ก็จะถูกกว่ามาก แค่ประมาณ 10 เท่าเอง (เป็นการเอาพื้นที่ว่างบน harddisk ของเราไปให้คนอื่นมาเช่าใช้งาน ไม่ใช่การเอาข้อมูลเก็บลงไปใน Blockchain)

ผลิตภัณฑ์หรือบริการที่ถูกหล่อหลอมไปด้วยความเชื่อ เทคโนโลยี และที่สำคัญที่สุดคือ มีแรงจูงใจโดยธรรมชาติของมนุษย์(ความโลภและความกลัว) ถูกนำมาใช้ในการดึงดูด ผู้คน บริษัท รวมถึงรัฐบาล ให้เข้ามาสู่ระบบนี้อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น

  1. ผู้คนที่ไม่สามารถเข้าถึงบริการทางการเงินที่มีมากกว่า 1 ใน 3 ของโลก
  2. ผู้คนที่เห็นการเปลี่ยนแปลงและปริมาณการใช้งานของกลุ่มคนในกลุ่มแรก
  3. บริษัทต่างๆ ที่เริ่มเห็นความสำคัญเข้ามาพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการให้กับกลุ่มคน 2 กลุ่มแรก
  4. บริษัทที่เห็นกลุ่มบริษัทแรกเข้าไป แล้วอยากเข้าไปแข่งขันและมีส่วนแบ่งในตลาดด้วย
  5. หน่วยงานของรัฐ ที่มีหน้าที่ในการกำกับดูแล เข้ามาศึกษา ออกกฎเกณฑ์กำกับดูแล สร้างการรับรู้สู่วงกว้าง

วงจรเหล่านี้ หมุนวนไปอย่างต่อเนื่องเหมือนพลังแม่เหล็กที่แผ่ออกไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด โดยแต่ละรอบก็ช่วยสร้างระบบของ Cryptocurrency และระบบเศรษฐกิจใหม่ ให้ขยายออกไปมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม สิ่งที่สำคัญคือ พลังของประชาชนแบบไร้พรมแดน ที่ร่วมกันสร้างระบบการเงินระดับโลก ที่ให้ทุกคนมีส่วนแบ่งรายได้ มีทางเลือกในการควบคุม กำกับดูแล ความเป็นส่วนตัวกลับไปสู่ประชาชนที่สร้างด้วยประชาชนนั่นเอง

Welcome to a place where words matter. On Medium, smart voices and original ideas take center stage - with no ads in sight. Watch
Follow all the topics you care about, and we’ll deliver the best stories for you to your homepage and inbox. Explore
Get unlimited access to the best stories on Medium — and support writers while you’re at it. Just $5/month. Upgrade