อนาคตของ Ethereum ที่ฝากความหวังไว้กับ Proof of Stake

Chawansit
Casper The Friendly Finality Gadget

เมื่อวานผมมีโอกาสได้ดู Korean Ethereum Meetup ทาง Youtube ที่จัดขึ้นที่เกาหลีใต้ ทำให้ได้รู้ข้อมูลดีๆ มากมาย ก็เหมือนเดิมครับ เลยอยากจะมาสรุปให้เพื่อนๆ ได้อ่านกันครับ

ปัจจุบัน Ethereum ที่เราใช้อยู่นั้น เป็นเวอร์ชั่นที่ 2 มี code name ว่า Homestead ซึ่งก็ยังทำงานอยู่บนพื้นฐาน Proof of Work (PoW) ซึ่งก็จะยังพึ่งพาเครื่องขุด(Mining) ในการทำงาน ถ้าใครศึกษา Blockchain สาย PoW มาบ้าง ก็จะรู้ว่ากว่าที่จะยืนยัน Block นึง ได้นั้นใช้เวลาและพลังในการประมวลผลขนาดไหน

การประมวลผล 1 ธุรกรรมของ Ethereum ใช้พลังงานอยู่ที่ 39 KWh หรือเท่ากับการใช้ไฟ้ฟ้าทั้งประเทศ Modova เลยทีเดียว

แล้วการพลังในการประมวลผลมาเกี่ยวอะไรกับ PoW ที่ Ethereum ใช้งานอยู่ โดยภาพรวมแล้ว POW จะต้องการพลังในการประมวลผลเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามค่าความยาก (Difficulty) ในการทำรายการลงไปในของระบบ Ethereum ซึ่งทุกอย่างที่เพิ่มขึ้นก็นำพาความต้องการที่จะใช้พลังงานที่เหมือนจะไม่มีที่สิ้นสุดมาด้วย

นอกเหลือไปจากความต้องการพลังงานในการประมวลแล้ว สิ่งที่สำคัญกว่าในการที่จะทำให้ Ethereum สามารถถูกนำไปใช้ได้อย่างแพร่หลายก็คือ ความสามารถในการขยายตัวของระบบ (Scaling Ability) ปัจจุบันระบบสามารถรองรับการทำรายการได้เพียง 6 รายการต่อวินาที ด้วยการออกแบบระบบของ Blockchain ที่เป็นแบบ Decentralized ทำให้ไม่ว่า network จะมี Node มากแค่ไหนก็ตาม Node แต่ละ Node ก็ต้องประมวลผลรายการทั้งหมดเหมือนกัน เลยทำให้ความเร็วสูงสุดที่ระบบจะทำได้ก็จะไม่เกินความสามารถของแค่ Node เดียวเท่านั้น

ถามว่าเราจะอยู่กับระบบแบบนี้ไปได้นานแค่ไหน ทางออกในการแก้ปัญหาที่ทางทีมพัฒนา Ethereum เลือกใช้เป็นการทำงานแบบใหม่ที่เรียกว่า Proof of Stake (PoS) เจ้า PoS ก็ยังเป็นการตรวจสอบความถูกต้องของรายการ (Validation) เหมือนกับ PoW แต่จะไม่ได้ ฺBlock Reward เหมือนเดิม แต่เปลี่ยนเป็นค่าธรรมเนียมการตรวจสอบรายการแทน โดยการที่จะเป็นผู้ตรวจสอบ (Validator) ได้นั้น จะต้องครอบครอง Token ETH แล้วฝาก Token เข้าไปที่ Casper Smart Contact เพื่อใช้เป็นหลักประกัน ในการเป็นผู้ตรวจอสอบ หลังจากการตรวจสอบรายการเสร็จสิ้น ก็จะได้ค่าธรรมเนียมกลับไป

กลับมาที่ Casper นั้น คาดว่าจะเข้ามามีบทบาทหลังจาก Upgrade Metropolis การใช้งานก็จะคู่ขนานไปกับ PoW เดิม (Hybrid) โดยแผนการตัดถ่ายระบบจาก PoW ไปสู่ PoS ก็จะคร่าวๆ ประมาณนี้ อันนี้อ้างอิงจาก slide ที่ Karl Floersch ที่เป็นนักวิจัยของ Ethereum Foundation ใน Meetup รอบนี้ โดยหลักๆ แล้ว ทาง Karl ได้เล่าให้ฟังว่า การใช้ Hybrid Casper จะได้ประโยชน์ดังนี้

  1. แก้ปัญหาการทำ Reversion ถ้าเกิดว่าอยู่ดีมีคนที่มีเครื่องที่สามารถประมวลผลได้เร็วมากเข้ามาก็จะสามารถกลับไปแก้ข้อมูลได้
  2. Finality ที่จะสามารถรับประกันว่าจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงข้อมูลในอดีตบน Chain ได้
  3. ป้องกันการโจมตี 51%
  4. ลดการใช้พลังงาน

โดยรวมแล้ว Hybrid Casper จะมีทำงานในลักษณะนี้

  1. ใครก็ตามที่ถือครอง Ethereum ก็สามารถเป็น PoS Validator ได้
  2. PoS Chain จะทำงานบน PoW Chain
  3. ทุกๆ 100 Block PoW จะถูกเรียกว่า Checkpoint
  4. Validator จะพยายามทำการตรวจสอบทุกๆ Checkpoint แต่ไม่ใช่ทำงานทุกๆ Block
  5. การตรวจสอบจะสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อ 2 ใน 3 ของผู้ตรวจสอบยืนยัน Block
  6. ในกรณีที่มีการพยายามจะยืนยัน 2 Checkpoint เกิดขึ้น ตัว Token ที่ฝากเข้ามาเป็นหลักค้ำประกันจะโดนทำลาย (Slash)ไป 1 ใน 3 เพื่อป้องกันการ Reversion นั่นเอง
  7. ถามว่าแล้ว Block อื่นๆ ใครจะทำ ก็จะเป็นนักขุด PoW ก็ยังการขุดกันต่อไป โดยที่ PoS Validator จะเข้ามาทำที่ทุกๆ 100 Block

จาก Meetup ของ Ethereum ที่เกาหลีใต้ รอบนี้ก็เป็นที่แน่ชัดแล้วจะว่า Ethereum จะพุ่งเป้าไปสู่ Proof of Stake อย่างรวดเร็ว สรุปอีกครั้ง ประโยชน์ของ Casper

  1. ลดการสูญเสียพลังงาน
  2. จ่ายน้อยกว่า แต่ได้ความปลอดภัยที่สูงขึ้น
  3. รับประกันได้ว่าจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงข้อมูลในอดีตบน Chain ได้
  4. ต้านทานการการรวมอำนาจของนักขุดที่มีกำลังขุดมากๆ ได้

สุดท้ายผมคาดว่า ถ้า PoS เริ่มใช้งานเมื่อไหร่ ปริมาณการไหลเวียนของ ETH ในระบบจะลดลงอย่างมาก ซึ่งก็แน่นอน Supply ลดลง แต่มี Demad เพิ่มขึ้น ราคาก็น่าจะเพิ่มขึ้นในระยะยาว

Chawansit

Written by

Chawansit

IT Technologist and Investor who has passion for blockchain.

Welcome to a place where words matter. On Medium, smart voices and original ideas take center stage - with no ads in sight. Watch
Follow all the topics you care about, and we’ll deliver the best stories for you to your homepage and inbox. Explore
Get unlimited access to the best stories on Medium — and support writers while you’re at it. Just $5/month. Upgrade