ในวันที่ Cryptocurrency ใกล้พร้อมจะใช้แทนเงินมากยิ่งขึ้นด้วย Stable Coin
คนไทยนับว่าเป็นประชากรโลกที่โชคดี อยู่ในประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจที่ดี ประชาชนเข้าถึงระบบการเงินได้อย่างกว้างขวาง เงินเฟ้อไม่สูง แต่จริงๆ แล้ว ในโลกของเรานั้น มีเพียงไม่ถึง 2 ใน 3 ของประชากรโลกเท่านั้นที่โชคดีแบบเรา ดูอย่างประเทศซิมบับเว ที่ประสพปัญหาเงินเฟ้ออย่างรุนแรง เงินด้อยค่าอย่างมหาศาล ถึงขั้นต้องพิมพ์ธนบัตรใบละ 100 ล้านล้าน

หลังจากวิกฤติสินเชื่อซับไพรม์ตอนปี 2008 ระบบการเงินได้ถูกตั้งคำถามอย่างมากมาย ถึงความน่าเชื่อถือของระบบธนาคาร ที่ต้องคอยขอเงินให้กู้ยืมเพื่อกอบกู้กิจการ (Bail out) เป็นจำนวนมาก
ไม่รู้ว่าบังเอิญหรืออย่างไร ในปีถัดมา Bitcoin ก็ได้ถือกำเนิดขึ้นมาพร้อมกับข้อความที่ถูกเขียนลงใน Bitcoin Blockchain ชุดเริ่มต้น (Genesis Block) โดยมีข้อความว่า
The Times 03/Jan/2009 Chancellor on brink of second bailout for banks

โลกของเราตั้งแต่ยกเลิกการใช้ทองคำในการหนุนหลังค่าเงิน การใช้เงินตราทั้งเหรียญกษาปณ์หรือธนบัตรก็ได้เปลี่ยนไปเป็นเงินดิจิตอลอย่างมากมายมหาศาล หลายๆ คนยังไม่ทราบด้วยซ้ำว่า เงินที่หมุนเวียนในโลกเรานั้น มีเพียง 8% ที่เป็นเหรียญกษาปณ์หรือธนบัตร ที่เหลือนั้นเป็นตัวเลขดิจิตอลไปหมดแล้ว จนมาถึงวันที่ผู้คนต่างตั้งคำถามว่า จริงๆแล้วนั้น
เงินคืออะไรกันแน่
เงินที่เราใช้กันอยู่นั้นมีคุณสมบัติที่สำคัญอยู่ 4 ประการคือ
- ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน (Medium of Exchange)
- เป็นมาตรฐานในการใช้วัดมูลค่า (Standard of Value)
- เป็นมาตรฐานการชำระหนี้ภายภาคหน้า (Standard of deferred payments)
- เป็นเครื่องมือในการรักษามูลค่า (Store of value)
ใครสนใจลงลึกถึงประวัติศาสตร์ระบบการเงินที่ไม่ยาวนัก ผมแนะนำให้อ่านบทความนี้
Cryptocurrency ในปัจจุบันมีคุณสมบัติเกือบครบทั้งหมด จะขาดก็ตรงยังไม่เหมาะเป็นเครื่องมือในการรักษามูลค่า (Store of value) ฉะนั้น Cryptocurrency ที่จะสามารถนำไปใช้เพื่อจับจ่ายซื้อของนั้น คนทั่วไปจึงมองหาคุณสมบัติในข้อนี้ จึงเป็นที่มาของ Stable Coin
หลักการที่สำคัญของ Stable Coin ก็คือ เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการจัดการค่าเงินหรือเหรียญไม่ให้แกว่งตัวขึ้นลงหรือที่เรียกว่าการตรึงค่าเงิน(Peg) โดยปัจจุบันมีการพัฒนาไป 3 แนวทางคือ

- Fiat-Collateralized — ออก Token มาผูกกับค่าเงินแบบ 1:1 โดยมีเงินสกุลต่างๆ เค้าประกัน เช่น ดอลล่า ปัจจุบันมี Tether ทำในส่วนนี้อยู่ สิ่งที่น่ากังวลของการผูกค่าเงินแบบนี้คือ เราไม่มีทางรู้เลยว่า Tether จะมียูเอสดอลล่าร์หนุนหลังเหรียญ Tether อยู่ครบตามจำนวนจริงๆ หรือไม่
- Crypto-Collateralized — การออกเหรียญมา โดยมีการค้ำประกัน ด้วย Cryptocurrency ปัจจุบันมี Maker DAO พัฒนาเหรียญแบบนี้ เพื่อให้เข้าใจง่ายๆ ผมขออธิบายแบบสรุปแบบนี้
เทียบกับตัวอย่างการกู้เงินกับระบบธนาคาร เวลาเราเอาบ้านไปเป็นหลักค้ำประกันเพื่อกู้เงิน ธนาคารก็ให้เงินเรามาตามมูลค่าของบ้านที่ประเมิน ในกรณีที่มูลค่าบ้านลดลงอย่างรวดเร็ว ธนาคารก็เรียกเงินส่วนเกินของมูลค่าบ้านที่ประเมินคืน ถ้าเราไม่มีให้ธนาคารก็ยึดบ้านขายทอดตลาดในกรณีการกู้ในฝั่ง Crypto ให้เปรียบเทียบแบบนี้
บ้าน = Ethereum
ธนาคาร = Smart Contract
เงินกู้ = DAIเรามี Ethereum อยู่ ก็เอา Ethereum ไปผูกกับ Smart Contract หลังนั้น Maker ก็จะให้เหรียญ DAI กับเราเหมือนเป็นเงินกู้ ทีนี้ถ้า Ethereum ที่เราเอาไปค้ำประกันไว้เกิดราคาลดลงไป ก็จะเหมือนกันในกรณีของธนาคาร เราก็ต้องเอา DAI มาคืนหรือไม่ก็ตัว Smart Contract ก็เอา Ethereum เราไปขายทอดตลาดนั่นเอง
การทำงานของ DAI นั้นค่อนข้างโปร่งใส่ สามารถตรวจสอบได้เพราะอยู่บน Blockchain แต่สิ่งที่ต้องระวังของการทำ Crypto-Collateralized ก็คือเวลาราคาของเหรียญที่ค้ำประกันไว้ลดลงอย่างรวดเร็ว อาจจะถูกบังคับขายเหรียญที่ค้ำประกัน
3. Non-Collateralized — เป็นการควมคุมปริมาณเงินแบบธนาคารกลาง โดยการซื้อขาย Fiscal Debt เพื่อควบคุมกำลังซื้อ(Purchasing Power) โดย BASIS จะจัดการกับอุปทาน (Supply) ของเหรียญ
ถ้ามีความต้องการใช้ Basis มากขึ้น ระบบจะทำการเพิ่มอุปทาน (Supply)โดยการสร้าง Basis เพิ่มเข้าไปในระบบ เพื่อทำให้ราคาของ Basis ลดลงถ้าความต้องการใช้ Basis น้อยลง ระบบจะทำการลดอุปทาน (Supply) โดยทำการซื้อ Basis คืน เพื่อทำให้ราคาของ Basis เพิ่มขึ้น
Concept ของ BASIS นับว่าน่าสนใจที่จะถูกนำมาใช้ในโลกของ Crytocurrency เพราะเป็นนำวิธีการของธนาคารกลางสหรัฐมาใช้นั่นเอง ทั้งที่จริงๆ แล้ว Cryptocurrency ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อสร้างระบบการเงินใหม่แบบคู่ขนานที่ไม่ได้อิงอยู่กับการรวมอำนาจอยู่ที่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งแบบระบบธนาคารกลาง
แนวคิดที่อยู่เบื้องหลังของ BASIS นั้นจะอาศัยการผลักดันให้เกิดการใช้งานในวงกว้าง ที่นี้เมื่อมีการใช้งานเยอะขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงจุดที่คนใช้กันอย่างแพร่หลายแล้ว คนที่ยังไม่ได้ใช้ก็จะนำเอาไปใช้อย่างโดยที่ไม่ได้รู้สึกอะไร ทั้งที่จริงๆ แล้ว เหรียญ BASIS ไม่มีอะไรหนุนหลังอยู่เลยด้วยซ้ำ เหตุการณ์แบบนี้เราจะเรียกว่า Nash equilibrium อธิบายง่ายๆ คือปรากฎการณ์ที่ใครๆ เค้าก็ใช้กันนั่นเอง ที่น่าสนใจอีกอย่างของ BASIS คือ
Stan Druckenmiller ที่เป็นมือขวาของจอร์จ โซรอสที่ได้ทำการถล่มค่าเงินปอนด์ของอังกฤษตอนปี 1992 เป็นนักลงทุนในเหรียญ BASISนี้ด้วย
บทความนี้ผมก็ได้นำทุกท่านมารู้จักกับ Stable Coin ที่กำลังเข้ามามีบทบาทที่สำคัญในการทำชำระเงินข้ามสกุลเงิน(Cross Currency Payment) และการปล่อยกู้ของโลก Crytocurrency นอกเหนือไปจากการทำที่หน้าเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการจัดการค่าเงินหรือเหรียญไม่ให้แกว่งตัวขึ้นลง
สำหรับบทความหน้า ผมจะพาท่านเข้าไปสู่การทำ Micro และ Streaming Payment แบบข้ามสกุลเงินโดยไม่มีข้อจำกัดด้านพรมแดนอีกต่อไป ลองนึกว่าถ้าเราสามารถเอา eWallet ของบริษัทในไทยไปสแกนจ่าย QR code ที่จีนแบบไม่ต้องแปลงค่าเงินเลยจะทำให้เกิดธุรกิจต่างๆ ขึ้นมาอีกมากมายแค่ไหน
