เตรียมตัวอย่างไรเมื่อต้องสัมภาษณ์พนักงาน

ปกติเป็นฝ่ายโดนสัมภาษณ์ เมื่อวัยวุฒิหรือคุณวุฒิมาถึง คุณเองก็อาจจะต้องเป็นฝ่ายสัมภาษณ์คนอื่นบ้าง นี่คือ check list ง่ายๆ สำหรับมือใหม่หัดสัมภาษณ์พนักงาน

เริ่มต้นด้วยบทสนทนาง่ายๆ

ลองให้ candidate แนะนำตัวเอง เล่าความเป็นมาต่างๆ บทสนทนาง่ายๆ ผู้สัมภาษณ์จะมีเวลาในการอ่านใบสมัครอีกครั้ง ระหว่างนี้ก็สังเกต body language ต่างๆ ได้สบายๆ Eye contact เป็นอย่างไร เก็บรายละเอียดกันไปได้จนถึงเสื้อผ้า หน้า ผม กรณีที่ตำแหน่งนี้เป็นตำแหน่งที่ต้องไปพบปะลูกค้า เราสามารถดูได้ว่า candidate เลือกแต่งตัวได้เหมาะสมกับกาลเทศะหรือเปล่า

ลงลึกในเนื้องานของบริษัทที่ผ่านมา

เรามักจะให้ candidate เล่าเรื่องต่างๆ นับจากที่ทำงานแรก ไล่มาเรื่อยๆ จนที่ทำงานปัจจุบัน สำหรับ candidate ที่ไม่มีประสบการณ์มาก่อนเพิ่งจบใหม่ ก็จะให้เล่าว่าระหว่างเรียนทำกิจกรรมอะไรมาบ้าง ฝึกงานที่ไหนมา วิชาที่ชอบเรียน ทุกอย่างจะนำมาปะติดปะต่อกันได้ว่า candidate มี style การทำงานอย่างไร ชอบงานท้าทาย หรือชอบงาน routine หรือเหมาะกับงานที่ต้องลงรายละเอียด

ยกตัวอย่างปัญหาจริงที่เราเจอปัจจุบัน แล้วฟังความเห็นของ candidate

ข้อนี้จะได้รู้วิธีการแก้ปัญหา ว่ามี tone หรือแนวทางใกล้เคียงกับทีมปัจจุบันหรือไม่ บางครั้ง candidate อาจเสนอวิธีแก้ปัญหาแตกต่างจากที่เราทำไปแล้ว บางครั้ง candidate ตีปัญหาได้อีกรูปแบบ ถือเป็นการดู skill การวิเคราะห์แก้ไขปัญหา พร้อมๆ กับการดู style การทำงานว่าเข้ากันได้หรือไม่

เมื่อบรรยากาศผ่อนคลาย เราจะได้เห็นตัวตนที่แท้จริง

บางที่ชอบจะกดดัน candidate ให้มากที่สุด อาจมีการสร้างสถานการณ์จำลองก็เคยได้ยิน แต่ style ของเราชอบจะให้ candidate ผ่อนคลายที่สุด แล้วเราจะได้ค้นพบตัวจริงของเค้า คำตอบแบบ pattern ที่เตรียมมาบางครั้งก็อาจจะลืมไปได้ แล้วเปิดใจตอบกับเราได้มากกว่า candidate บางคนหลุดมึงมาพาโวยด้วยความสนุกสนาน บางคนสัมภาษณ์ไปน้ำตาคลอก็มี

Life Style บอกอะไรเราได้บ้าง

เวลาว่างคุณทำอะไรบ้าง เหมือนจะเป็นคำถามง่ายๆ แต่บอกอะไรเราได้เยอะ บางคนตอบง่ายๆ ว่านอน เราอาจจะถามซ้ำ นอนทั้งวันเลยเหรอ ไม่ทำอย่างอื่นบ้าง บางคนตอบทางการมาก อ่านหนังสือเข้าเว็บหาความรู้ พยายามสบตา candidate ในคำถามนี้ดีๆ ถ้าตอบแล้วตาเป็นประกายส่วนใหญ่จะตอบเรื่องจริง คือแค่คิดก็มีความสุขแล้ว ข้อนี้จะทำให้เรารู้ว่านอกเหนือจากเรื่องงานแล้ว Candidate คนนี้จะมีกิจกรรมอะไรที่พูดคุยกับเพื่อนร่วมงานได้อีก หลายคนมาเจอเพื่อนซี้กันที่ทำงานก็ด้วย Life Style ที่ใกล้เคียงกันนี่เอง

ข้อดีข้อเสียของคุณคืออะไร

ข้อนี้เรามักจะถามหลังจากที่ candidate เริ่มผ่อนคลายแล้ว เราจะได้คำตอบที่ใกล้เคียงกับสิ่งที่เค้าเป็นมากที่สุด candidate หลายคนไม่กล้าตอบข้อเสียจริงๆ ของตัวเอง candidate บางคนท่องมาจากบ้าน candidate บางคนเปิดใจมาก ตอบไปจะร้องไห้ก็เคยเจอมาแล้ว ข้อนี้จะมีประโยชน์สูงสุดเมื่อเราต่อยอดคำถามไปอีกว่า “แล้วคิดว่าเราจะปรับปรุงข้อเสียนี้อย่างไร” นั่นคือทัศนคติการพัฒนาตัวเอง

เป้าหมายในอนาคต บอกความคิดอ่าน ณ ปัจจุบันได้

ข้อนี้ทำให้เราเห็นได้ว่า candidate อยู่ใน stage ไหนของชีวิต ชีวิตของแต่ละคนเริ่มไม่เท่ากัน บางคนเพิ่งหาตัวเองเจอตอนอายุ 34 บางคนอายุ 25 ก็คิดแล้วว่าอยากมีกิจการเป็นของตัวเอง ข้อนี้สามารถดูได้ว่า candidate มองหาความก้าวหน้า หรือความท้าทายระดับไหน ตำแหน่งที่เค้าสมัครมามี challenge เหมาะสมหรือไม่

อย่าลืมเล่ารายละเอียดของบริษัทเรา บอก career path, สวัสดิการ, ความก้าวหน้า อธิบายให้ชัดเจน

ถือเป็นความแฟร์ซึ่งกันและกัน เรารู้จักคุณ คุณรู้จักเรา บอกความก้าวหน้าที่เป็นจริง บอกการวัดประสิทธิภาพต่างๆ culture ขององค์กร ทีมที่มีอยู่เป็นอย่างไร เค้าจะได้ทำงานร่วมกับใครบ้าง สวัสดิการมีน้อยมีมากก็ต้องเคลียร์ให้ชัด ไม่ต้องมาสงสัยหรือตกใจเมื่อเริ่มทำงานแล้ว บอกให้ละเอียดถึงระยะการทดลองงาน อะไรคือเกณฑ์ของการพิจารณาผ่านงาน รวมไปถึง confirm ผลตอบแทนที่ต้องการให้ชัดเจน

ช่วงทดลองงานและหลังจากบรรจุแล้ว มีความแตกต่างอย่างไร ซึ่งรายละเอียดเหล่านี้จะถูกบรรจุในสัญญาพนักงานโดยละเอียดอีกครั้ง

ทิ้งจังหวะให้สอบถาม

ถึงจังหวะนี้ candidate บางคนนึกไม่ออกจริงๆ เราอาจจะให้โอกาสเค้าโทรกลับมาถามได้แต่ควรบอกให้ชัดเจนว่านานแค่ไหน เช่น 1–2 วันหลังจากการสัมภาษณ์งาน และติดต่อสอบถามจากคนไหน แต่ส่วนใหญ่แล้วจากสถิติ candidate มักจะไม่ได้โทรกลับมาสอบถาม จะถามอีกทีก็ตอนที่เราโทรไปแจ้งผลว่ารับแล้ว

มีหลายเรื่องให้ชวนคุยแตกประเด็นไปได้อีก แต่นี่คือคำถามเบื้องต้น ถือเป็นด่านแรกที่เราจะได้รู้จัก candidate ว่าที่พนักงานคนใหม่ของเราได้ค่อนข้างครบถ้วน ส่วนคำถามอื่นๆ เพิ่มเติม ควรมีให้เหมาะตามตำแหน่งงานนั้นๆ แต่สุดท้ายแล้ว เราเชื่อว่า ไม่ว่าจะสัมภาษณ์กันนานแค่ไหน สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือช่วงเวลาที่ได้จะได้ลงมือและร่วมทีมกันจริงๆ ซึ่งก็จะเข้าสู่กระบวนการทดลองงาน และประเมินพนักงานเป็นลำดับต่อๆไป

One clap, two clap, three clap, forty?

By clapping more or less, you can signal to us which stories really stand out.