Chasing Sheep: Day 05

Rob Roy Glacier: From one scene to another

#newzealand #ccchasingsheep

ร็อบรอยกลาเซียร์ ทางยังไม่สุด อย่าหยุดเดิน

Chawin X Chawit Rochanakit

จากคำบอกของพี่ชายตอนก่อนนอนเมื่อคืน ว่าวันนี้จะเป็นวันที่ไม่ซับซ้อน แค่ขับรถออกนอก Wanaka ไปทางซ้าย ไปยังจุดหมายของพวกเราคืออุทยานแห่งชาติ Mount Aspiring เดินตามแทร็ก “นิดหน่อย” เพื่อไปดู Rob Roy Glacier แล้วก็กลับ เท่านี้ก็พอที่จะทำให้เราอุ่นใจขึ้น หลังจากเพิ่งผ่านวันมั่ว ๆ เหนื่อย ๆ ที่ Cadrona

ชวินเอง

แหนะ สงสัยกันใช่ไหมว่าภาษามันแปลก ๆ ไป ไม่ต้องแปลกใจหรอกครับ เพราะ Chasing Sheep ตอนนี้ถูก takeover ไปโดยชวิน น้องชายและเพื่อนร่วมทริปหนึ่งเดียวของไอ้แชมป์นั่นแหละ

ขอเล่าให้ฟังสั้น ๆ ก่อนว่าการที่ได้มา New Zealand ครั้งนี้ เป็นบุญของเรามาก เพราะพี่ชายเป็นคนจัดการแทบจะทุกเรื่องตั้งแต่อยู่ไทย จนกระทั่งมาถึงที่นี่ เรามีหน้าที่หลัก ๆ แค่ไปเป็นเพื่อนมัน บางครั้งก็รู้สึกผิดนิด ๆ เหมือนกันนะ แต่ยังไงก็ยังไว้ใจให้มันจัดการทริปมากกว่าอยู่ดี ฮ่า ๆ สรุปว่าต้องขอบคุณมันมากจริง ๆ ที่พาเรามาเปิดโลก

โอเค ต่อจากนี้จะกลับเข้าสู่วันที่ 5 แล้วนะ


เช้าตรู่ 05.40 น. เสียงนาฬิกาปลุกดังลั่นห้องพักที่ Wanaka Bakpaka ประชาชนชั้นสองอย่างชวิน (นอนเตียงชั้นบน) งัวเงียตื่นขึ้นมารับอุณหภูมิอุ่น ๆ กำลังสบาย พอชะโงกหน้าลงไปจะเซย์กู๊ดมอร์นิ่งพี่ชาย กลับเห็นมันนอนหนาวสั่นเป็นสันนิบาต สงสัยคงเพราะความร้อนจากฮีทเตอร์มันลอยขึ้นบนเพดาน แล้วที่นอนชั้นล่างมันรับลมจากหน้าต่างที่แง้มไว้เต็ม ๆ น่าสงสารมันซะจริง ๆ

เราสองคนรีบสวมเกราะกันหนาวให้มากกว่าปกตินิดหน่อยเพราะวันนี้พวกเราจะเป็นคนแอดเวนเจอร์ จะเป็นคนคูล ๆ เอาท์ดอร์แมน ๆ ทั้งวัน จากนั้นเจ้าพรประภา รถของเรา (ใช่ครับ รถเช่าของเรามีชื่อเป็นของตัวเอง เราต้องให้ความสำคัญกับสิ่งที่มีพระคุณสิ ว่ามะ) ก็ล้อหมุนออกจากที่พัก แวะปั๊มน้ำมัน เติมเชื้อเพลิงทั้งรถทั้งคนให้เต็มอัตรา ก่อนมุ่งหน้าไป Mount Aspiring National Park

วิวเริ่มต้นวัน

Mount Aspiring National Park เป็นเขตอุทยานแห่งชาติที่มีเทือกเขา Southern Alps ทอดตัวอยู่ และหยิบยืมชื่อมาจากยอดเขาชื่อเดียวกัน อุทยานฯ มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของประเทศ มีช่องทางให้เข้าไปได้จากหลายเมือง แต่ทางที่สะดวกและเป็นที่นิยมที่สุดอันหนึ่งก็คือการมาจาก Wanaka ซึ่งอยู่ห่างไปเพียงหนึ่งชั่วโมงเศษแบบที่พวกเราทำนี่แหละ

ที่นี่เป็นสวรรค์ของนักผจญภัยทุกระดับ ด้วยภูมิประเทศที่มีทั้งทุ่งกว้าง แม่น้ำ ภูเขาสลับไปมา และแทร็คทางเดินมากมาย ทำให้ที่นี่เป็นจุดหมายของนักผจญภัยระดับกูรูจำนวนมากที่ยินดีจะเดินขึ้นเขาลงเขาข้ามวันข้ามคืนอย่างไม่เหน็ดเหนื่อย แต่อย่าแปลกใจไป พวกแทร็คแบบเดินหนึ่งวันหรือครึ่งวันจบเขาก็มีนะ และโชคดีที่ Rob Roy Glacier Track ก็เป็นหนึ่งในแทร็กยอดนิยมนั้น ช่างเหมาะสำหรับนักผจญภัยระดับกูว่ากูรู้แบบเราสองคนซะจริง ๆ

วิวระหว่างขับรถเต็มไปด้วยภูเขาที่ถูกแต่งเติมด้วยหิมะแรกของปีที่ยังสดสะอาด มันเป็นอะไรที่สวยมาก สวยขนาดไหนวัดได้จากการหันไปดูหน้าอีแชมป์เป็นสเกล นั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ไปตลอดทาง เมื่อออกจาก Wanaka มาได้ไม่เกินครึ่งชั่วโมง พอพ้นทางเข้า Trebel Cone Ski Area ซึ่งเป็นที่นิยมในฤดูหนาว ถนนก็เปลี่ยนเป็นทางลูกรัง ต้องขับรถข้ามแอ่งน้ำเล็ก ๆ และฝายน้ำล้น ผ่านฟาร์มปศุสัตว์นานาชนิด ทั้งกวาง วัว และแกะ ซึ่งดูเป็นอิสระกว่าใครเพื่อน ถึงแม้จะทางลูกรังจะทำให้ขับรถลำบากขึ้นบ้าง แต่เราก็ยังจอดรถถ่ายรูปไปตลอดทาง ไม่มีอะไรทำลายความตื่นเต้นของเราสองคนได้จริง ๆ จนกระทั่ง …

“ชิบหายละวิน เราลืมเอาข้าวเที่ยงมา… ใช่ปะวะ ใช่ดิ… น้ำก็ไม่ได้กรอกมาให้เต็ม”

พี่แชมป์พูดสวนขึ้นมาระหว่างที่เรากำลังขับรถเพลิน ๆ พูดไปพลางเอามือคุ้ยทลายทุกซอกกระเป๋าเป้ ความจริงข้อนี้ทำลายทุกบรรยากาศที่บิลท์มาตลอดหนึ่งย่อหน้า

…คือตอนแรกเราวางแผนกันว่ากว่าจะเดินถึงจุดชมวิวก็จะมื้อเที่ยงพอดี แล้วพกแซนด์วิชชีสขึ้นไปกินบนหินก้อนใหญ่ ๆ แบบคนคูล ๆ ชิค ๆ ไง

นั่นแหละครับ คนประเภทเราสองคนมันมีอยู่จริง คราวนี้ตื่นเต้นหนักกว่าเดิมอีก XD

กวางนี่เลี้ยงไว้กินนะครับ — ถ้าไปสั่งตามร้านอาหาร มองหาคำว่า Venison ในเมนู

ไม่กี่อึดใจเราก็ถึง Raspberry Creek Car Park ซึ่งเป็นจุดสิ้นสุดของถนน และพบว่ามีคนที่มาถึงก่อนเราพอสมควรเลย เป็นสัญญาณว่าควรจะเริ่มออกเดินได้แล้ว อย่ามัวอ้อยอิ่งนะหนู ๆ

ทางที่เราจะเดินกันวันนี้คือ Rob Roy Glacier Track เป็นแทร็คสั้น ๆ ใช้เวลาไม่เกินครึ่งวันเพื่อเดินไปดู Glacier นับเป็นนิมิตหมายที่ดีที่จะได้ล้างแค้นจากตอนไป West Coast ที่ทำให้ฝันการเป็นเอลซ่าของพี่ชายไม่เป็นจริง

เราทั้งคู่เริ่มออกเดินจากที่จอดรถ ผ่านฝูงวัวเจ้าถิ่นที่กำลังเล่นน้ำในลำธาร โดยมีเช็คพอยต์แรกคือสะพานแขวนที่เห็นอยู่ลิบ ๆ ระหว่างทางก็ผลัดกันกรี๊ดกับวิวสุดอลัง ไม่ว่าจะเป็นภูเขามหึมาหลายสิบลูกข้างหน้า หรือแม้แต่แอ่งน้ำขังเล็ก ๆ ตามทางเดินที่ใสสะท้อนท้องฟ้าตอนเช้า ๆ ก็เร้าความตื่นเต้นได้ไม่ต่างกัน

แบ๊ะ แบ๊ะ แกะเป็นสัตว์ปัญญาอ่่อน — ลูกศรสีส้มชี้ทางเดินสำหรับ Track ตามไปได้เลย
Matukituki River

ไวเท่าความคิด เราก็เดินถึงสะพานแขวนข้ามแม่น้ำ Matukituki ป้ายข้อมูลเขียนไว้ว่า Lower lookout ระยะทาง 3 กิโลเมตร ถ้าจะไปต่อที่ Upper lookout ก็เพิ่มไปอีกหนึ่งกิโลเมตร หมายความวันนี้ อย่างต่ำ ๆ จะต้องโดนกัน 6 กิโล ไป-กลับแน่ ๆ จะว่าไปก็ดูไม่ใช่เรื่องใหญ่เท่าไหร่

“6 โลเองนี่พี่แชมป์ นึกว่าจะมากกว่านี้ ไปกันไปต่อเลยเหอะ” — เราพูดด้วยความขี้เกียจในใจ น่าสนุกมั้ยมันก็ใช่ แต่นี่กูมาเที่ยวมั้ย ทำไมมึงไม่บอกก่อนว่าพามาค่ายลูกเสือ มีเดินทางไกลอยู่ในโปรแกรมตั้งแต่เมื่อไหร่

ช่วงเริ่มต้นของ Track เดินเข้าไปในรูนั่นแหละ ส่วนรูปบนคือหุบเขา Matukituki

6 กิโลดูไม่หนักหนาอะไร แต่เรื่องมันจะไปง่ายขนาดนั้นได้ไง ถ้าไม่มีใครรู้ว่าทางที่เหลือคือการเดินขึ้นเขาล้วน ๆ … ชันมากชันน้อยสลับกัน แต่ที่แน่ ๆ คือไม่มีช่วงราบอีกต่อไป

ด้วยความอ่อนซ้อมของเราทั้งคู่ เราเลยกลายเป็นเด็กม้งหางแถวไปโดยปริยาย ปล่อยให้คนอื่น ๆ ที่ตามหลังมาเดินแซงขึ้นไปเป็นระยะ แต่พี่แชมป์ดูจะอาการหนักกว่านิดนึง ตอนแรกก็เดินอยู่พร้อมกัน พอซัก 10 นาที กลายเป็นเราเดินอยู่คนเดียวแบบไม่รู้ตัว หันหลังกลับไปจะเห็นพี่ตัวเองอยู่ห่างไปซักสิบกว่าเมตร ตอนแรกนึกว่ามันหยุดถ่ายรูปตามประสา พอนาน ๆ เข้าเราถึงเข้าใจ อ๋อ อีนี่มันเหนื่อยต่างหาก…ไม่เป็นไร เดินไปพักไปได้ ค่อย ๆไปพร้อมกันดีกว่า ดื่มด่ำบรรยากาศป่าเฟิร์นที่มีลำธารใส ๆ ขนาบข้างคอยส่งเสียงซู่ซ่าก็ได้อารมณ์เหมือนกัน (อารมณ์อะไรของมึงวะ)

เรื่องน่าห่วงอีกอย่าง คือนอกจากจะไม่มีข้าวเที่ยงแล้ว เรากำลังจะน้ำไม่มีกินด้วย แต่เราจำได้ว่า Sean — คนพาเที่ยวที่ Cadrona บอกเราไว้ในวันก่อนหน้านี้ว่า “ปกติแล้วนอกจากน้ำก๊อก น้ำตามลำธารธรรมชาติก็กินได้แทบทุกที่เลยนะเออ ยกเว้นบางที่ ๆ วางยาเบื่อตัว possum ไว้ทั้นแหละ” จึงเป็นหน้าที่ของเราทั้งสองที่ต้องเชื่อพี่ Sean แล้วแหละ ระหว่างทางเลยพยายามหาลำน้ำเล็ก ๆ ที่ไหลลงมาตามร่องเขา แล้วเติมน้ำใส่ขวดซะ ลองชิมพบว่าอร่อยเว้ย ใส่ ไม่มีกลิ่นเลย ยาเบื่อก็คงไม่มีละมั้ง เราเลยได้น้ำดื่มจากธรรมชาติมากินหนึ่งขวดเต็ม ๆ

หนึ่งชั่วโมงเศษกับบรรยากาศ beech forest ที่มีเฟิร์นปกคลุมที่พื้นเต็มไปหมด บวกความทุลักทุเลนิดหน่อยเราก็ถึงจุด Lower lookout พบว่ามันมองแทบไม่เห็น glacier เลย คงเพราะฟ้าเปิดไม่เต็มที่ เราเลยตัดสินใจว่าจะขึ้นไปที่ Upper lookout ลงทุนเพิ่มอีก 1 กิโล ด้วยความหวังว่าจะได้เจออะไรดี ๆ และพี่ชายจะไม่ตายไปซะก่อน

เริ่มเข้าใกล้ความจริง เห็นน้ำตกนั่นไหม

ระหว่างทางเดินขึ้นไป เราสวนกับพี่ชายละตินร่างกำยำสามคนที่กำลังเดินลง เขาบอกว่าสวย ขึ้นไปเหอะ มีหิมะด้วยนะเออ ครึ่งชั่วโมงก็ถึงแล้วน้องเอ๊ย

ตัดกลับมาที่เรา ใช้เวลาไปอีก 1 ชั่วโมงเต็ม ๆ ครึ่งชั่วโมงของพวกพี่นี่นาฬิกาพี่เพี้ยนหรือพี่บินขึ้นไปฮะ

แม้ว่าเราจะค่อย ๆ เดินไปช้า ๆ (ส่วนอีแชมป์หรอ… มันคลาน) บรรยากาศในหนึ่งชั่วโมงนี้มันสุดยอดจริง ๆ นะ คือเดินอยู่ดี ๆ หิมะก็ตกลงมาซะอย่างนั้น เฟิร์นริมทางก็เปลี่ยนเป็นต้นไม้พุ่มเล็ก ๆ ที่มีหิมะคลุมอยู่บนต้น ยิ่งขึ้นไปสูงก็ยิ่งเห็นหิมะสีขาวเต็มไปหมด นี่เราเดินขึ้นจากที่ราบ ขึ้นมาเรื่อย ๆ จนสูงพอเห็นหิมะประบนพื้นทางแล้ว อากาศก็เย็นลงไปอีก โหย ไม่ธรรมดาอะ นี่มันแอคชีฟเมนท์ เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ แค่นี้ก็ทำให้กะเหรี่ยงสองคนปลื้มปริ่มชิบหายแล้วนะ ตอนที่พิมพ์นี่ยังยิ้มอยู่เลย :)

ตอนนี้เรายอมรับแล้วว่าความเหนื่อย และความรู้สึกแอบเซ็งที่ต้องมาเหนื่อยโดยไม่ตั้งตัวมันหายไปหมดสิ้น กลายเป็นความดีใจที่ได้เห็นได้เจอ พอเราเดินไปเรื่อย ๆ โดยไม่มีอารมณ์อะไรในใจมาเกี่ยวข้อง ทุกอย่างรอบตัวก็สวยไปหมด

ในที่สุดก็ถึงจุด Upper lookout! โคตรสวยเลยครับบบทุกคน หายเหนื่อยทั้งพี่ทั้งน้องเลย ส่วนนี้ขอไม่บรรยายอะไรมาก ปล่อยให้รูปภาพทำหน้าที่ของมันบ้างเนอะ

มองบนขึ้นไปชัด ๆ นี่แหละ ธารน้ำแข็งหรือ Glacier

เราใช้เวลาอยู่บนนั้นประมาณครึ่งชั่วโมง (ด้วยความหิว เพราะตอนนี้จริง ๆ ควรได้นั่งกินข้าวไป มองธารน้ำแข็งไป ฟังเสียงก้อนน้ำแข็งที่ถล่มลงมาเป็นระยะห่าง ๆ ไป) ระหว่างนั้นก็เจอพี่มนุษย์ลิงนายหนึ่งมากับแฟน ต้องเรียกว่ามนุษย์ลิงเพราะว่าพี่แกซนมาก ปีนไปตามโขดหินแปลก ๆ หามุมถ่ายรูปสวีทกับแฟนไป จนกระทั่งเขามาขอให้เราช่วยถ่ายรูปให้ พี่แชมป์เลยทำหน้าที่ตากล้องที่ดี พร้อมวานให้เขาช่วยถ่ายให้บ้าง ขอมุมเดียวกับยูเลยนะ

ต้องยอมรับว่าความซนของพี่แกเป็นประโยชน์จริง ๆ

Thank you for this Instagram photo!

เข้าสู่ช่วงเดินลง ไม่มีการพูดคุยอะไรทั้งนั้น ตั้งหน้าตั้งตาเดินหนีความหนาวกันทั้งคู่ เวลาเดินสวนกับนักท่องเที่ยวคนอื่นก็ทักทายกันด้วยอัธยาศัยดี ดีทุกอย่าง ดีไปหมด จนกระทั่งพี่แชมป์ตะคริวขึ้นขา…

นี่ดีที่น้องมันติดพรีเมียร์ลีกงอมแงม เห็นนักบอลเป็นตะคริวอยู่บ่อย เลยจัดแจงยืดขาให้ตามเรื่องแบบที่เห็นในทีวีจนอาการดีขึ้น และคำขอบคุณที่มันพูดกลับมาคือ…

“วิน กลับไป Wanaka ละหาสเต๊กแดกเหอะ ที่เป็นตะคริวนี่เพราะร่างกายแม่งขาดเนื้อชัวร์ ๆ”

ครับ… ตรรกะอะไรของมึงเนี่ย ลาภปากไปอี๊ก

ถึงแม้ตะคริวจะไม่หายขาด แต่ก็ไม่เป็นปัญหาสำหรับการเดินลง พอกลับถึงรถอากาศก็เริ่มอุ่นขึ้น อีแชมป์ก็ง่วงจัด เลยเป็นคิวเราขับรถกลับ Wanaka อีกเช่นเคย ก่อนมันจะหลับ ประโยชน์อย่างสุดท้ายที่มันทำไว้คือการเปิดไกด์บุ๊คหาร้านสเต๊ก และตกลงกันเรียบร้อยว่ามื้อเย็นเราจะลงเอยกันที่ร้าน Lonestar!

Raspberry Creek Car Park กลับมาถึงถอดเสื้อหนาวแทบไม่ทัน
ถนนสาย Wanaka — Mt. Aspiring นอกจากวิวจะสุดยอดแล้ว ยังมีฟาร์ม มีสัตว์ให้ดูใกล้ ๆ เยอะแยะ ต่อให้ไม่ได้มาเดินแบบเรา แต่ถ้ามีเวลาขอแนะนำให้ขับรถมาดู ไม่ผิดหวังแน่นอน
Way back to Wanaka
Glendhu Bay, Lake Wanaka

อย่าประมาทพลังสัตว์กินเนื้อ เพราะหลังจากโบกมือลา Mount Aspiring National Park แล้วกลับมารังเหย้าที่ Wanaka พวกเราก็รีบซื้อของที่ New World Supermarket มานั่งกินริม Lake Wanaka เพื่อชดเชยข้าวเที่ยง และดื่มด่ำบรรยากาศของเมืองเล็ก ๆ แห่งนี้แบบไม่เกรงใจใคร กลับที่พักมาอาบน้ำแต่งตัวอย่างรวดเร็ว จนได้เวลาแห่งสเต๊ก

แสงสุดท้ายของวัน ริม Lake Wanaka

Lonestar เป็นร้านอาหารสัญชาตินิวซีแลนด์ เป็นร้านแบบ chain ที่มีตามเมืองหลัก ๆ ทั้งเกาะใต้ บรรยากาศดูอบอุ่นเป็นกันเอง ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นกลุ่มครอบครัวที่มากันไม่ขาดสาย ยิ่งเสริมบรรยากาศให้ผ่อนคลายมากขึ้น หลังจากผ่านวันที่แสนเหนื่อยเหมือนได้ปีนภูกระดึงโดยไม่ได้คาดคิด เราทั้งคู่ก็ปิดท้ายวันด้วยสเต๊กเนื้อ ซึ่งพบว่ามันเยอะม๊ากก เยอะระดับกรรมกรแดกเหลือ (ซึ่งเราก็เหลือจริง ๆ) แล้วก็ตบด้วย Draft Beer ท้องถิ่นคนละแก้ว เท่านี้ก็เป็นการจบวันที่น่าพึงพอใจ

สั่งคาลามารี่ หวังว่าจะสดและน่ากินเพราะใกล้ทะเล กว่าจะนึกได้อีกทีว่านั่นมันทะเลสาบโว้ย ไม่ใช่ทะเล ปลาหมึกก็มาถึงโต๊ะละ จานกลางของพี่แชมป์ ใหญ่ได้อีก ไข่สองฟองด้วย

ปล. ไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนกันนะ การย่อทั้งวันให้เหลือเป็นตัวหนังสือสั้น ๆ ไม่เกินความอดทนอ่าน ตัวเราเองก็แทบไม่เคยเขียนอะไรทำนองนี้เลย แต่หวังว่าทุกคนจะชอบกันนะ และคงจะได้พบกันใหม่ในไม่ช้าครับ ขอตัวไปฝึกวิชาเขียนก่อน ยี้ฮ้าา– ชวิน


รู้อะไรไม่สู้รู้งี้ (ตรงนี้ชวิศขอเขียนเอง)

สรุปว่าเส้นทางเดินวันนี้ประมาณ 10 กิโลเมตร (นับรวมทางเดินไปกลับที่จอดรถด้วย) โดย 8 กิโลเมตรคือเดินขึ้นและลงเขาต่อเนื่องอย่างละครึ่ง ทางไม่ได้ยากมาก ไม่ต้องฟิตมาก่อนก็เดินได้ (ดูชวิศเป็นตัวอย่าง) แต่ถ้าเข้าไม่ดีอยู่แล้วก็เลี่ยงเถอะ

ก่อนมาเที่ยว Rob Roy Glacier Track มีข้อควรรู้ตามด้านล่างนี้เล้ย

  1. ไม่ได้เที่ยวได้ทั้งปี ช่วงฤดูหนาว และฤดูใบไม้ผลิ มีความเสี่ยงที่จะเกิดน้ำป่าไหลหลาก หินถล่มบนทางที่เราเดินกันนั่นแหละ ทางมักปิดในช่วงเดือนพฤษภาคม ถึงพฤศจิกายน ใครไปช่วงนี้ ไปหา track อื่นอาจจะเหมาะกว่าครับ
  2. ก่อนออกเดินทาง ควรแวะเช็คสภาพอากาศกับ Department of Conservation (กรมอุทยานฯ บ้านเรานั่นแหละ) มีออฟฟิศอยู่ใกล้ ๆ ริมทะเลสาบในเมือง Wanaka เช็คล่วงหน้าหนึ่งวันได้ครับ เส้นทางที่เราเดินเป็นภูมิประเทศเปิด ควรเตรียมเสื้อกันหนาวที่กันลมกันฝนได้บ้างไปด้วย อากาศเปลี่ยนแปลงเร็ว ไปหนาวตายข้างบนเขาไม่น่าจะดี
  3. อย่าลืมเอาน้ำ เอาอาหารที่กินง่าย ๆ ติดไปด้วยชีวิตจะดี อุปกรณ์อื่น ๆ ที่น่าสนใจคือไม้ค้ำ ไม่ต้องอายว่าเหมือนคนแก่ นัก tramping มืออาชีพใช้กันทั้งนั้นแหละ (แต่เรามือสมัครเล่น + จน เลยไม่ได้ใช้) มันมีประโยชน์มากตรงที่เวลาขึ้นก็ช่วยผ่อนแรง เวลาลงก็ไม่ต้องเอาเท้าจิกพื้นเกินไป ขาลงบางช่วงมันชันนะเว่ย จิกตีนยังกะนางแบบ Vogue Magazine
  4. ถนนที่ออกจาก Wanaka ไปอุทยานแห่งชาติฯ ชื่อ Wanaka — Mount Aspiring (ตรงตัวมาก) เพื่อความง่าย — จำไว้ว่ามันคือถนนเส้นเดียวกับที่ไป Treble Cone Ski Area นั่นแหละ เรื่องถนนคือประเด็นสำคัญนะครับ เพราะช่วงที่เลยลานสกีไปเป็นถนนลูกรัง บริษัทรถเช่าหลายบริษัทไม่อนุญาตให้นำรถไปขับ และประกันจะไม่คุ้มครองถ้าเกิดอุบัติเหตุ 
    (ส่วนพรประภาจากบริษัท Jucy ของเรา เขาไม่ได้ระบุเป็นเฉพาะเจาะจงไว้ในเอกสาร เราเลยอนุญาตตัวเองให้ขับไป) 
    ถ้าฝนตก ไม่ควรนำรถเล็กขับเข้าไป เพราะระหว่างทางมีฝายน้ำล้น (Ford) จำนวนมาก รถเก๋งยกไม่สูงนี่ขนาดไม่มีน้ำล้นมาก็เสี่ยงหินครูดจะตายแล้ว นี่มีน้ำท่วม ๆ อีก เชื่อพี่ อย่าดื้อพี่ อย่าเข้าไป
  5. แนะนำให้ไปเช้า ๆ ออกจาก Wanaka แต่เช้าตรู่ (ไม่เกิน 7 โมง เป็นต้น) เพราะถ้าขึ้นไปสายแล้ว พอเลยเที่ยงแสงอาทิตย์จะทำมุมไม่พอดีกับ Glacier มันจะสะท้อนจนจ้า มองอะไรก็ไม่เห็น ถ่ายรูปอะไรก็ไม่สวย จะได้ไม่ต้องรีบร้อนเดินด้วย

Travel resources

Rob Roy Glacier Track เป็นแค่ส่วนหนึ่งของทางเดินที่มีให้เลือกหลายเส้นในกลุ่ม Matukituki Valley สำหรับทางเลือกอื่นและข้อมูลเพิ่มเติม กดลิงค์ของโบรชัวร์จาก DOC ได้เลย

http://www.doc.govt.nz/Documents/parks-and-recreation/tracks-and-walks/otago/matukituki-valley-tracks-brochure.pdf

และถ้าคุณไม่สะดวกขับรถไปเองจาก Wanaka ด้วยอุปสรรคนานัปการที่ว่าไป มีบริษัทที่วิ่งรถประจำทางด้วย แต่เวลาไม่ค่อยยืดหยุ่น ตามนี้ครับ

http://alpineconnexions.co.nz/Connexions/scheduled-service/aspiring-national-park-tramping-shuttle/


So here’s what you missed on Chasing Sheep!

ตอนที่ผ่านมาจ้า

Chasing Sheep Intro 01: New Zealand เกาะใต้น่าไปไหม ที่นี่จะเหมาะหรือไม่สำหรับคุณ (เป็นตอนที่สั้นที่สุด)

Chasing Sheep Intro 02: คำแนะนำก่อนออกเดินทาง รู้อะไรไม่สู้รู้งี้ เราบอกให้หมดแล้วแต่ไม่ได้สปอยล์คุณแน่นอน!

Chasing Sheep Days 00–01: บันทึกหน้าแรก สวัสดีไครสต์เชิร์ช พบกับความวายป่วงของสองพี่น้องคู่มึน

Chasing Sheep Days 02: เริ่มออกเดินทางข้ามฟากมาฝั่งตะวันตก จาก Christchurch สู่ Hokitika

Chasing Sheep Days 03: วันยาว ๆ กับ West Coast เฉอะแฉะแต่ชุ่มฉ่ำใจ

Chasing Sheep Days 04: วันแถมใน Wanaka แต่น่าประทับใจ

https://medium.com/@chawitr/chasing-sheep-day-04-ceef5d5c8e80#.2hpddebcv