การเรียนแบบ “นกแก้วนกขุนทอง”
Pisit Makpaisit(Remixman)
81

ความเก้าหน้า -> ความก้าวหน้า (แก้แล้ว ลบได้นะคะ)

P1. ส่วนตัวคิดว่ามีการท่องจำบ้างก็จำเป็นนะ ตอบสอบสมัยเด็ก ๆ (ม ปลาย) สมัยที่คิดและประยุกต์อะไรเองไม่เป็น แบ่งการท่องจำออกเป็น
- สังคม ภาษาต่าง ๆ ต้องท่องจำล้วน ๆ เพราะเป็นวิชาที่จดบันทึกมา ไม่สามารถทำอะไรได้ นอกจากท่องสอบอย่างเดียว (ถ้าเพิ่มแรมในสมองได้จะทำเลย ณ ตอนนั้น)
- ชีววิทยา เคมี สำหรับตัวเองนี่คือวิชาที่เกินความสามารถที่จะคิดเองได้ เพราะมีผู้ทดลองและบันทึก สรุปมาแล้ว จำภาพกับสูตรไปสอบอย่างเดียว
- ฟิสิกส์กับเลข สองวิชานี้ ตัวเองคิดว่าน่าสนใจที่สุด (>.<) ก็มีส่วนของสูตรที่ต้องท่องจำ สูตรคูณสารพัดแม่ที่ผลลัพธ์ตายตัว กฎที่มีคนพิสูจน์มาแล้วว่าจริงที่ต้องท่องจำ แล้วนำไปประยุกต์ใช้กับโจทย์ต่าง ๆ และส่วนที่เป็นเหตุเป็นผลกันที่เราเอามาคิดต่อในชีวิตประจำวันได้ ส่วนตัวแล้วชอบวิชากลุ่มนี้ที่สุด

P2. ประเด็นมันอยู่ที่ว่า เมื่อเราท่องสอบเสร็จแล้ว เราเอามาทำความเข้าใจ และประยุกต์ใช้ใน”ชีวิตประจำวัน”ได้หรือไม่ 
เช่น NPK ที่ช่วยให้พืชเจริญเติบโต เราเอามาประยุกต์เป็นสูตรเหมาะกับพืชและดินที่เรามี เพื่อเพาะปลูกได้หรือไม่
 กฎหมายที่อยู่ในวิชาสังคม เราเอามาใช้ป้องกันตัวในกรณีที่ถูกผู้อื่นรุกล้ำที่ดินได้หรือไม่
 ชีววิทยา เมื่อเจอสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศน์ของนาข้าว เราสามารถปรับให้มันอยู่ร่วมกันกับนาข้าวเราโดยที่ผลผลิตเพิ่มขึ้นได้หรือไม่
 ฟิสิกส์ อันนี้สารพัดประโยชน์ เราสามารถเอาแรงต่าง ๆ มาใช้ในการทำงานของเครื่องมือ เพื่อทุ่นแรงเราได้หรือไม่
 เลข เราสามารถเอาตรรกศาสตร์มาใช้เพื่อช่วยวิเคราะห์สถานการณ์ต่าง ๆ เพื่อประกอบการตัดสินใจได้หรือไม่

P3. สำหรับผู้ที่ต้องการศึกษาต่อจนถึงขั้นที่ต้องคิดค้นสิ่งต่าง ๆ ขึ้นมาเพื่อเป็นประโยชน์ต่อชาติหรือต่อโลก หรือผู้ที่ต้องประกอบกิจการเอง อันนี้ท้าทายมาก เพราะต้องเอาสิ่งที่เรียนร ู้ท่องจำทั้งหมด มาทำความเข้าใจ มาทดลองผิดถูก ให้เหมาะกับสถานการณ์ของตนเองและทำให้สัมฤทธิ์ผลหรือบรรลุเป้าหมายจนมีผลงานของตนเองได้หรือสร้างรายได้ สร้างงานให้คนอื่นได้

P4. สำหรับประเทศไทยที่พบว่าเป็นปัญหาน่าจะเป็นช่วงสุดท้ายนี้คือต้องการผู้ที่คิดค้นเทคโนโลยี หรือการประกอบกิจการใด ๆ ที่ยั่งยืน (สักนิด) เอาสักสามสิบปีก็ได้ โดยที่ยืนบนลำแข้งตนเองได้ ไม่ต้องพึ่งปัจจัยภายนอกเช่นลิขสิทธิ์หรือเทคโนโลยีของผู้อื่น แต่กว่าจะได้ในส่วนนี้นั้นมันต้องใช้เวลานาน นาน และนาน ๆ หรือชั่วครู่ ซึ่งขึ้นอยู่กับหลักการคิดของแต่ละคนและสภาพแวดล้อม (การศึกษาและทรัพยากร) ของคน ๆ นั้น สำหรับผู้ที่มีความพร้อม ตัวอย่างในด้านสติปัญญา ตัวอย่างเช่น ผู้คิดค้นสูตรชาชิโย (จุดเริ่มต้นของเทคโนโลยี) ตัวอย่างในด้านทรัพยากร ผู้ที่มีที่ดินและเวลาพร้อมปลูกพืชและทำเกษตรหมุนเวียน (จุดเริ่มต้นครัวไทย) แต่ผู้ที่ไม่มีความพร้อมในด้านเหล่านี้ล่ะ ในบางครั้งสถานการณ์ที่เจอมาคือผู้ที่สามารถประยุกต์ใช้และคิดค้นสิ่งต่าง ๆ ได้อยู่ในสถานการณ์ที่ไม่พร้อม เป็นกังวลเรื่องรอบตัวต่าง ๆ จึงจบด้วยการเป็นพนักงานหรือลูกจ้างในองค์กรที่ทำงานให้สำเร็จไปเพื่อรับเงิน (ถ้าคิดว่าเงินคือผลลัพธ์ที่ต้องการนะ) ไม่ได้มีเวลาคิดต่อ นำสิ่งที่ท่องจำ สิ่งที่เรียนรู้มาค่อย ๆ คิด ทำความเข้าใจ เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ของตนเอง อาจจะเป็นสถานการณ์รอบข้างบีบคั้นต้องทำสิ่งเหล่านั้น เป็นผู้ที่เข้าไม่ถึงข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ ฯลฯ เมื่อมีคนส่วนนี้ปริมาณที่มาก ๆๆๆ เข้าในประเทศ ก็เป็นวัฏจักรอย่างที่เราเจอนี้หรือเปล่า

P5. คิดว่าการท่องจำไม่ผิดหรอกแต่ต้องมีเวลานานพอให้บุคคลนั้นเกิดการตรัสรู้ (ไม่รู้จะเรียกว่าอะไร หมายถึง การคิดค้นได้ด้วยตนเองจนเกิดผลสัมฤทธิ์ขั้นสุดในสถานการณ์นี้) ดังนั้นรัฐบาลหรือผู้มีหน้าที่ต้องเข้ามาช่วยเหลือโดยการเอื้อประโยชน์ในด้านเงินทุนหรือทรัพยากรแก่คนกลุ่มหลังมาก ๆ เพื่อให้กลายเป็นคนกลุ่มแรก ที่เราสามารถพึ่งพาได้ยาวนาน หรือยั่งยืนสำหรับอนาคตของประเทศ โดยคิดว่าสิ่งที่เค้าคิด มีผลในระยะยาวในภายหลังคือประโยชน์ส่วนรวมของชาติ หรือของโลก เพื่อให้เค้าเกิดสมาธิเพื่อมุ่งมั่นที่จะทำสิ่งที่เค้าคิดจนประสบผลสำเร็จ

(ขออภัยด้วยที่เขียนยาว พอดีว่าง รอผู้รู้ท่านอื่นมาคอมเม้นต์ต่อนะคะ)

Like what you read? Give Chidchanok Choksuchat a round of applause.

From a quick cheer to a standing ovation, clap to show how much you enjoyed this story.