ดูแลจิตใจตัวเองกันนะ

ช่วงนี้รู้สึกว่าเรามีบทความการดูแลร่างกายอย่างพวกฟิตเนส และการดูแลสมองค่อนข้างเยอะ แต่ไม่ค่อยมีใครบอกให้เราดูแลจิตใจตัวเองเลย ก็เลยอยากเขียนเรื่องนี้หน่อย

ถามว่าการดูแลจิตใจตัวเองคืออะไร? บางคนอาจจะบอกว่าเป็นการวิปัสนา การนั่งสมาธิ เจริญสติตามหลักพุทธ ซึ่งพอเข้าเรื่องแบบนี้มันก็จะค่อนข้างซับซ้อนซ้อนเงื่อนจนหลายคนเริ่มถอยหนี

ถ้าให้เทียบแล้ว นั่งวิปัสนาเจริญสติ มันก็เหมือนกับการดูแลร่างกายโดยการไปเข้าโปรแกรมฟิตเนสจริงๆ จังๆ มีโค้ช มีโปรแกรม มีการควบคุมอาหาร มันคือขั้น Advance ของการดูแลจิตใจ ซึ่งผมก็คิดว่าดีเหมือนกัน

แต่มันยากไปสำหรับคนที่พึ่งเริ่มต้น

ถ้าแก่นแท้ของฟิตเนสคือการออกกำลังกาย แกว่งแขนออกกำลังกาย วิ่งง่ายๆ ก็ออกกำลังกาย หรือเข้าฟิตเนสจริงจังก็ออกกำลังกาย

ผมก็จะบอกว่าแก่นแท้ของการดูแลจิตใจก็คือ การมีสติ

แค่นั้นเอง ง่ายๆ เลย


เราสามารถเริ่มต้นดูแลจิตใจตัวเองง่ายๆ โดยการฝึกเตือนสติตัวเอง

พูดง่ายนะ แต่ทำยากมากเลย เพราะหลายเรื่องเราทำไปด้วยความเคยชินตลอดเวลาเลย

เช่น ทุกวันนี้ หลายคนพอขึ้นรถไฟฟ้าปุ๊ป ก็หยิบมือถือขึ้นมาเล่นเลย

จุดนี้คือเราใช้สมองในการประมวลผลข้อมูลในมือถือ และใช้ร่างกายในการหยิบจับ

แต่สิ่งที่เราลืมไปคือ แล้วจิตใจเราล่ะรู้สึกยังไง เรารู้สึกอะไรกันแน่ ถึงหยิบมือถือขึ้นมาเล่น

เราเหงาเหรอ? เรารู้สึกกดดันเหรอ? เราเบื่อเหรอ? จิตใจเราเป็นอะไร? จิตใจเรารู้สึกยังไง?

น้อยครั้งนะที่เราจะมีสติรู้ตัว

อยากให้ลองนึกถึงหนัง Inside out ที่มีตัวละคร 3 ตัว สมอง ร่างกาย จิตใจ

ถ้าเราทำอะไรโดยถามแต่สมอง ถามแต่ร่างกาย แต่ไม่ถามสิ่งมีชีวิตตัวน้อยๆ ข้างในเราที่ชื่อว่า “จิตใจ” เลยซักครั้ง เอาแต่วิ่งตามสมองกับร่างกาย

น้อง “จิตใจ” ก็คงน้อยใจและเสียใจแย่เลยใช่มั้ย ทำไมล่ะ ฉันเองก็อยู่ในตัวแกนะ ทำไมแกสนใจแต่สมองกับร่างกาย มัวแต่ไขว่คว้าอะไรอย่างเร่งรีบขาดสติตลอดเวลา เคยถามฉันบ้างไหมว่าฉันรู้สึกยังไงบ้าง

การดูแลจิตใจฝึกสติ พื้นฐานจริงๆ เลยก็คือการที่เรารู้ตัวนั่นแหละว่าตัวน้อยๆ ข้างในเรามันพูดอะไรบ้าง ลมหายใจเราเป็นอย่างไร ในสมองเราคิดอะไรอยู่ ในใจเรารู้สึกอะไร

ซึ่งการนั่งสมาธิเพื่อรับรู้อย่างลึกซึ้ง นั่นคือระดับ Advance ที่เรายอมทุ่มเวลาเลยแล้วสังเกตตัวเองจริงจังในสภาวะนิ่งเงียบไม่มีการรบกวน และมีขั้นตอนอย่างละเอียดถูกต้อง

แต่จริงๆ ขั้นง่ายๆ ที่ผมว่าเราสามารถทำก่อนได้คือ ตื่นเช้ามา ก็ถามตัวเองทุกครั้ง

“วันนี้ฉันรู้สึกยังไง สดใสมั้ย ตื่นเต้นมั้ย เหงามั้ย เสียใจมั้ย”

พอหยิบมือถือขึ้นมากด ก็ถามว่า “ฉันรู้สึกยังไงเหรอ ฉันถึงหยิบมือถือขึ้นมากด ฉันกำลังเหงาเหรอ ฉันกำลังกลัวเหรอ ฉันกำลังเบื่อเหรอ”

ระหว่างทำงานแล้วขัดแย้ง ก็ถามว่า “ฉันรู้สึกยังไงกับเหตุการณ์นี้เหรอ”

เราดูแลจิตใจ ถามน้องจิตใจบ้างว่าเราเป็นยังไงอยู่

แล้วค่อยตามมาว่า “แล้วฉันควรจะคิดยังไง แล้วฉันควรจะลงมือทำยังไง”

ส่งไปที่สมองกับร่างกายต่อ

และแบบนี้นี่แหละ ที่ผมว่าเป็นการเจริญสติขั้นพื้นฐานเลยนะ ที่ทำได้เลยทันทีไม่ซับซ้อนยากเกินไป มีสติกับเรื่องง่ายๆ ไม่ต้องยึดติดรูปแบบว่าการเจริญสติจะต้องเข้าไปนั่งวิปัสนาเป็นการเป็นงานเท่านั้น

ก็เหมือนกับร่างกายแหละครับ เราออกกำลังกายง่ายๆ ไม่จำเป็นต้องเข้าฟิตเนสจริงจังได้ ถึงแม้จะรู้ว่าเข้าฟิตเนสจริงจังดีกว่าก็ตาม จิตใจก็เหมือนกัน เราเจริญสติง่ายๆ ในชีวิตประจำวันได้ ถึงแม้จะรู้ว่าวิปัสนาเป็นชิ้นเป็นอันดีกว่าก็ตาม


หลายคนกลัวความรู้สึกในจิตใจนะ กลัวที่จะถาม เพราะกลัวว่าถ้าจิตใจเราตอบว่า “เหงา” ตอบว่า “เสียใจ” แล้วจะทำยังไงดีล่ะ วันนี้ทั้งวันก็ไม่ต้องทำอะไรกันพอดีสิ งั้นไม่ถามดีกว่า ลงมือทำเลยดีกว่ามั้ย ความรู้สึกมันคุมยากเกินไป

ซึ่งก็เป็นวิถีชีวิตแบบนึงที่ทำได้ หลายคนก็ใช้ชีวิตแบบนั้นไปได้ไกลและมีความสุข ผมเคารพนะ

แต่วิถีชีวิตที่ผมจะเชิญชวนคือ จะดีกว่ามั้ยนะ ถ้าเราสามารถระลึกถึงความรู้สึกเราด้วย และสามารถใช้ชีวิตได้ด้วย

วันที่เราเศร้า เราก็รู้ว่าเราเศร้า แต่เราก็ยังใช้ชีวิตทำงานไขว่คว้าฝันได้โดยที่เรารู้ตัวว่า “วันนี้ฉันเศร้า เพราะอะไร” เรารู้ว่าวันนี้ Sadness กำลังคุมแผงอารมณ์ของเราอยู่ แต่ก็ไม่เป็นไรนี่ มันก็เกิดขึ้นได้

วันที่เราดีใจ เราก็รู้ว่าเราดีใจ แต่เราก็ยังใช้ชีวิตได้ตามปกติ เราก็แค่รู้ว่าวันนี้น้อง Joy คุมแผงอารมณ์ของเราอยู่ แต่ก็ยังใช้ชีวิตตามปกติได้

วันที่เราโกรธ เราก็รู้ว่าเราโกรธ แต่ก็มีสติว่าฉันโกรธอยู่ วันนี้ Anger คุมแผงอารมณ์เราอยู่นะ

ผมว่ามันจะทำให้เราทำอะไรโดยขาดสติน้อยลงเยอะนะ

ที่สำคัญเลยคือผมชอบอ่ะครับ มันดูเป็น​ “มนุษย์” มากกว่า