Service mind developer

ในโลกปัจจุบันนี้ที่การทำซอฟต์แวร์ ไม่ว่าจะ Product หรือ Project นั้นมีความเปลี่ยนแปลงสูง

  • สิ่งที่ทำวันนี้อาจจะล้าสมัยพรุ่งนี้
  • สิ่งที่ทำออกไปเมื่อวาน Validate ตลาด 2 สัปดาห์ก็พบว่าอาจจะไม่เวิร์ค
  • Requirement พอเห็น Demo จริงๆ อาจจะเปลี่ยนใจบอกว่าฟีเจอร์นี้ไม่ใช่ ให้ลบทิ้งซะก็เป็นได้

ผมคิดว่า Developer จึงควรมีจิตวิญญาณของการบริการ เข้ามาประกอบด้วย

Service mind นั้นให้ความสำคัญกับความพึงพอใจของ User กับ Stakeholder มากกว่าตัวแอพหรือตัวโค้ด

เมื่อเรามีจิตวิญญาณของคนบริการ เราจะไม่สับสนและไม่ลังเลที่จะลบโค้ดและฟีเจอร์ที่ไม่เวิร์คทิ้ง

เพราะเราไม่ได้ให้คุณค่ากับตัวโค้ด ตัวสิ่งของที่เราสร้าง จิตเราไม่ได้ผูกกับโค้ดที่เราสร้างเราเขียน ไม่ได้ผูกกับเวลาทั้งหมดที่เราทุ่มเทไป แต่เรารู้ชัดว่าของเหล่านี้เป็นแค่เครื่องมือไปสู่ความพึงพอใจของคนใช้บริการของเรา

เราไม่ได้บอกว่าเราเป็น Developer ที่ดีเพราะเรามีความสามารถที่จะสร้าง X สร้าง Y สร้าง Z ได้เสมอไป แต่เราเป็น Developer ที่ดีเพราะเราบริการให้ลูกค้า A, B, Cพึงพอใจได้ (ด้วยการสร้าง X, Y, Z ก็ว่ากันไป)

ผมคิดว่า Mindset แบบนี้สำคัญมากในการทำ Software สมัยใหม่ที่มีการเปลี่ยนแปลงบ่อย


มันง่ายมากที่เราจะลังเลที่จะทุบผลงานของตัวเองที่สร้างขึ้นอย่างยากลำบากทิ้ง เราจะพยายามหาช่องทางที่ว่า เห้ย ทำมาขนาดนี้แล้ว มันน่าจะปรับได้ มันน่าจะไปต่อได้ ไม่ว่าผลงานนั้นจะเป็น Startup หรือ Project

Startup หลายเจ้าก็พยายามทู่ซี้จนพบว่าการตัดสินใจที่ดีที่สุดคือ Completly pivot ไปเลย ก็มีหลายครั้งในเรื่องเล่าทั้งหลายที่เคยได้ยินมา

ซึ่งจริงๆ ในเวลานั้น มันก็ไม่มีทางมีใครรู้อนาคตหรอกว่าตกลงมันจะเวิร์คหรือไม่เวิร์ค ควรจะไปต่อหรือทุบทิ้ง

แต่การที่เราเลิกจับจ้องที่ผลงานแล้วโฟกัสกับผู้ใช้กับลูกค้า โฟกัสกับประโยชน์ที่ได้ ผมว่ามันจะช่วยให้คำตอบที่ได้ชัดเจนกว่าครับ

ซึ่งผมว่า สิ่งที่ขัดขวางได้ดีที่สุดคือจิตของเราที่ผูกกับสิ่งที่เราทุ่มเทสร้างไปแล้ว (หรืออาจจะเรียกเท่ๆ ว่า Sunk cost bias ก็ได้ครับ) มากกว่าผูกกับประโยชน์นี่แหละครับ

ปล. อนึ่ง ความพึงพอใจมิใช่การตามใจเสมอไปนะครับ บ้านผมเปิดร้านทำผมอยู่ ถ้าลูกค้าบอกว่า อยากทำผมสีที่ช่างทำผมคิดว่าไม่สวยและออกมาจะแย่ ออกมาจะทำร้ายสุขภาพผม ช่างก็สามารถเสนออย่างอื่นได้ หรือมีสิทธิ์ปฏิเสธได้ครับเพราะเห็นว่าทำไปลูกค้าจะต้องไม่พอใจแน่ๆ

One clap, two clap, three clap, forty?

By clapping more or less, you can signal to us which stories really stand out.