Reflection-01

ใช้เวลาวันละ 5–10 นาทีตอนเช้าหรือตอนเย็นเขียนสิ่งที่อยากเขียนทุกๆ วัน เป็นการเขียนที่ไร้ซึ่งกรอบ หรือขอบเขตใดๆ เป็นเหมือนบันทึกส่วนตัวประจำวัน เป็นพื้นที่ซึ่งน้อมรับทุกคำวิจารณ์ และกล้าหาญที่จะไม่สมบูรณ์ เป็นเหมือนลมหายใจออก เป็นพื้นที่ปลดปล่อย และสะท้อนตัวตนภายในที่แท้จริง

วันนี้…

ต่อรองกับลูกค้าเพื่อที่จะแบ่งเวลาไปทำอีกโปรเจ็คหนึ่งที่น่าสนใจมากกว่า แต่ชั่งน้ำหนักดูแล้ว ปัญหาส่วนตัวคือความเบื่อหน่ายในโปรเจ็คปัจจุบัน ซึ่งอาจจะมีรากหยั่งลึกไปถึงความไร้ซึ่งศรัทธาในมวลหมู่มนุษย์ ต่อให้เปลี่ยนงานเปลี่ยนโปรเจ็คไปเท่าไหร่ ก็ไม่ได้ทำให้ปัญหานั้นหายไป จะดีกว่ามั้ยถ้าเราเป็นแรงบันดาลใจให้ใครๆ ได้ไม่จำกัดว่าจะอยู่ที่ไหน จะดีกว่ามั้ยถ้าเราวางเดิมพันให้สูงขึ้นกับชีวิตในแต่ละวัน

พรุ่งนี้…

Simulate ตัวเองในวันรุ่งขึ้น สำรวจตรวจตราทางเลือกที่มีอยู่ พิจารณาสภาวะปัจจุบันของทีมทำงาน ตัวเองรู้สึกเบื่อหน่ายไร้ซึ่งอุปสรรคและความท้าทาย แล้วคนอื่นล่ะ วันนี้น่าตกใจมากที่เพื่อนร่วมทีมลืมข้อมูลที่ตัวเองเคยตอบเมื่อครั้งเจอกันใหม่ๆ เมื่อสองเดือนที่แล้ว เป็นสัญญาณบอกอะไรรึเปล่า หรือเป็นเพียงอาการของคุณพ่อเห่อลูก ผู้ไม่ผูกติดจริงจังกับงานในออฟฟิศ (แน่นอนเพื่อนคนนี้เป็นคนตั้งใจทำงาน และผลิตงานคุณภาพตลอด มีความรู้ลึกซึ้ง แต่ก็มักจะมีมายาคติบางอย่าง ทำให้พูดสมมุติฐานแปลกๆ และเข้าใจอะไรช้ากว่าปกติ ยังไงซะด้วยส่วนผสมบางอย่างที่ลงตัวทำให้นับได้ว่าเป็นเพื่อนร่วมทีมที่มีคุณภาพคนหนึ่ง)

อนาคต

อ่าน Sapiens จบบทที่ว่าด้วยการปฏิวัติเกษตรกรรม ข้ามไปอ่านตอนจบ และไม่คิดจะกลับไปอ่านตรงกลางเร็วๆ นี้ เป็นหนังสือที่ทรงพลังมากมาย อ่านจบก็จินตนาการไปถึงอนาคตที่กำลังจะมาถึง มนุษชาติจะ Migrate จิตสำนึกตัวเองไปอยู่ในจักรกล ก้าวพ้นกำแพงชีวภาพ กระโดดไปสู่วิวัฒนาการบทใหม่ น่าตื่นใจ และน่าหวั่นเกรง ความหมายของชีวิตจะเปลี่ยนไปอย่างไร เมื่อมนุษย์ไม่มีร่างกายให้เน่าเปื่อย ไม่จำเป็นต้องกิน ขี้ ปี้ เยี่ยว เหลืออย่างเดียวคือขอให้มีไฟฟ้าเป็นพลังงาน สงครามจะเกิดขึ้นมั้ย ความขัดแย้งจะเกิดจากอะไร น่าสนใจจริงๆ แต่นั่นก็เป็นอนาคตที่ยังมาไม่ถึง สำหรับประโยชน์ซึ่งหน้าของหนังสือเล่มนี้ในความคิดของเราคือ ความเชื่อคือสิ่งที่ทำให้มนุษย์สามารถร่วมไม้ร่วมมือกันได้ จากที่มีฝูงละไม่กี่สิบคน กลายเป็นหมู่บ้านหลักร้อยคน กลายเป็นประเทศชาติที่มีประชากรเป็นล้าน เพียงเพราะคนส่วนใหญ่เชื่อในสิ่งเดียวกัน ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นศาสนา หรือหลักการอะไรบางอย่างก็ตามที เคยสรุปกับตัวเองไว้ในอดีตเกี่ยวกับเรื่องที่พิสูจน์ไม่ได้ว่า ถ้าเราเชื่ออะไรเราก็จะตกอยู่ใต้อำนาจสิ่งนั้น แต่วันนี้บทสรุปเดียวกันในทิศทางตรงกันข้ามคือ ถ้าเราไม่เชื่ออะไรเลย เราก็ไม่สามารถร่วมไม้ร่วมมือกับใครได้เลย จะใช้ประโยชน์จากสิ่งใด ก็ต้องเชื่อมั่นในสิ่งนั้น

Show your support

Clapping shows how much you appreciated Ploy Peek’s story.