‘Marina Abramovic’ สเน่ห์ อารมณ์ขัน และจิตวิทยาของ Performance Artist วัย 71 ปี

Image for post
Image for post

สเน่ห์ และอารมณ์ขันที่ทำให้เราหลงรัก มาริน่า อบราโมวิช มากขึ้นจากงาน Marina Abramovic Symposium

วันที่ 23 ตุลาคม 2018 ที่ผ่านมา เราตีตั๋วไปงาน Talk ของ มาริน่า อบราโมวิช (Marina Abramovic) เจ้าแม่ Performance Art ระดับโลก ด้วยความที่เราอยากรู้จักเธอให้มากขึ้นหลังจากที่เคยดูคลิปวิดีโอไวรัลของเธอและ อูเล คนรักเก่าที่กลับมาพบกันอีกครั้งในงานแสดง ‘Artist is present’ ในปี 2012 หลังจากพวกเขาปิดฉากความสัมพันธ์โดยการเดินมาจากคนละฟากฝั่งของกำแพงเมืองจีน แล้วมาพบกันตรงกลางเพียงเพื่อบอกลากัน

ความรักของทั้งคู่เป็นเรื่องราวกึ่งเศร้า กึ่งโรแมนติก เนื่องจากตอนที่พวกเขาตัดสินใจแต่งงานกัน ตกลงกันว่าจะไปแต่งงานที่กำแพงเมืองจีน แต่รัฐบาลจีนไม่อนุญาต เวลาผ่านไปถึง 9 ปี ในที่สุดคำขอของพวกเขาก็ได้รับการอนุมัติ ทว่า เวลาเปลี่ยนไป คนเปลี่ยน จากงานแต่งกลับกลายเป็นงานจากลา

เรื่องราวของมาริน่าและอูเล

พวกเขากลับมาพบกันเป็นครั้งแรกในงานแสดง Artist is present ของมาริน่า

เราค้นเรื่องราวและผลงานของเธอไปเรื่อยๆ ก็พบแต่ผลงานและเรื่องน่าสนใจเต็มไปหมด

หลายการแสดงที่ทำให้เรารู้สึกตกใจและต้องอุทานกับตัวเองออกมาว่า “คิดได้ไงวะ”

มาริน่าที่เราเห็นบนสื่อออนไลน์ มีใบหน้าที่นิ่ง เรียบเฉย และเหมือนเป็นคนเคร่งขรึม

การมาฟัง Symposiam ของเธอที่โรงละคร Siam Pavalai นี้เราไม่ได้คาดหวังอะไรนอกจากความคิดที่ว่าโอกาสแบบนี้คงไม่ได้มีเข้ามาบ่อยๆ และอยากรู้ว่าเธอจะพูดอะไรบ้างนะ

แอบคิดล่วงหน้าไปก่อนนิดหน่อยว่า เธอจะพูดอะไรที่เข้าถึงยากหรือเปล่า เพราะผลงานของเธอช่างเหนือจินตนาการและเต็มไปด้วยความลุ่มลึกทางจิตวิญญาณ เนื่องจากเธอเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางจากผลงาน ด้าน Performance Art ซึ่งท้าทายขีดจำกัดของร่างกายและจิดใจมนุษย์ งานแสดงต่างๆ ของเธออาจทำให้คุณรู้สึกหวาดเสียว ปนด้วยอารมณ์ตื่นเต้น ร่วมลุ้น และอื่นๆ ที่หลากหลาย

  • บทความนี้มาจากประสบการณ์ของเราที่ได้ไปร่วมงาน อาจมีการตีความและทำความเข้าใจที่แตกต่างจากสื่ออื่นบ้าง เพียงมีใจที่เปิดกว้างก็จะมองเห็นในมุมที่ต่างออกไป

เข้าสู่โลกของมาริน่า

งาน Marina Abramovic Symposium จัดที่โรงละคร Siam Pavalai ศูนย์การค้าสยาม พารากอน ก่อนถึงเวลาเริ่มการแสดง เราเห็นคนหลั่งไหลเข้ามาไม่หยุด ทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ ทั้งประหลาดใจแต่ก็ดีใจ ว่า มีคนไทยสนใจงานอาร์ตเพิ่มมากขึ้นขนาดนี้เลยหรือ…มากจนถึงกับต้องมีเก้าอี้เสริมกันเลยทีเดียว

มาิน่าเปิดฉากการแสดงด้วยคลิปวิดีโองานชิ้นหนึ่งของเธอ ‘Shoes for departure’ (Transitory Objects for Human Use) ซึ่งเธอใช้หินแร่มาทำเป็นรูปทรงรองเท้าขนาดยักษ์ และให้ผู้ชมเข้ามามีปฏิสัมพันธ์กับแร่นั้นๆ ซึ่งคนในคลิปก็จะสวมหูฟังเพื่อปิดการรับรู้เสียงโดยรอบ หลับตา สัมผัสแท่งหินแร่ คริสตัล โดยมีทั้งที่ได้นั่งเก้าอี้ที่มีส่วนประกอบของผลึกแร่ จนถึงคนที่ยืนและสัมผัสแท่งหินแร่เหล่านั้น พร้อมกับการเคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้าและดูล่องลอยไปในห้วงความคิดส่วนบุคคล

Image for post
Image for post
Image for post
Image for post
Credit 1,2

จากมุมมองของคนที่เพิ่งเคยเห็นโชว์นี้โดยที่ไม่รู้แบ็กกราวนด์มาก่อน เรารู้สึกว่ามันคือการทำสมาธิอย่างหนึ่ง

เนื่องจากงานของมาริน่าส่วนใหญ่จะเป็นงานที่มีความลึกซึ้ง ต้องพึ่งการตีความ แต่สามารถเชื้อเชิญให้ผู้ชมเข้าไปมีส่วนร่วมทางอารมณ์กับชิ้นงานของเธอได้เสมอ

เราคิดว่างานชิ้นนี้ทำให้ผู้คนมีเวลาคิด มีเวลาอยู่กับตัวเอง และเปิดรับพลังงานจากหินแร่และคริสตัลตามธรรมชาติ ซึ่งมีความเชื่อมากมายเกี่ยวกับหินแร่ว่า ช่วยขจัดพลังงานด้านลบออกไปได้

มาริน่าปรากฏตัวบนเวทีด้วยชุดเครสสีดำยาวที่เรามักเห็นเธอสวมชุดลักษณะนี้ตลอดแทบทุกงานที่เธอแสดง เธอกล่าวทักทายและขอให้ผู้ชมอย่านั่งไขว่ห้างเพราะเลือดจะเดินไม่สะดวก (แค่ทักทาย เธอก็แสดงความเป็นกันเองกับเราแล้ว)

จากนั้นบอกให้ทุกคนหลับตาลง อยู่กับปัจจุบัน และหายใจเข้า-ออก พร้อมๆ กับเธอ 12 ครั้ง

ด้านหลังของมาริน่ามีอาสาสมัคร 8 คนที่จะแสดงตัวอย่าง Performance Art แล้วมาริน่าก็เริ่มเล่าเรื่องราวของเธอให้ฟัง พร้อมกับการเคลื่อนไหวร่างกายอย่างช้าๆ ว่า งานของเธอนั้นค่อนข้างมีความเกี่ยวพันกับหลักของพุทธศาสนาซึ่งคนไทยคงเข้าใจดีว่าเธอหมายถึงอะไร

มาถึงตรงนี้ เราก็คิดว่าเราเข้าใจถูก เพราะก็รู้สึกเช่นเดียวกันว่างานของเธอมีการนำหลักพุทธศาสนาเข้ามาใช้ในการแสดง เช่น การหายใจเข้า ออก ก่อนเริ่มงาน ทำให้ผู้ชมรู้สึกมีสมาธิและสบายตัว พร้อมรับพลังจากเธออย่างเต็มที่

หลังจากที่ทุกคนทำสมาธิพร้อมกันเสร็จแล้ว เธอได้กล่าวถึงความยินดีที่ได้มาแสดง Performance Art ร่วมกับศิลปินท่านอื่นๆในงาน Bangkok Art Bianale 2018 และเล่าถึงผลงานที่ผ่านมาของเธอ ซึ่งชิ้นหลักที่เราขอยกมาเล่าคือ ‘Rhythm O 1974 Courtesy’ หนึ่งในงานที่ทำให้เรานับถือความใจกล้าบ้าบิ่นของเธอ ในขณะที่ตอนนั้นเธออายุเพียง 23 ปี!

Image for post
Image for post
Credit : Link

‘Rhythm O 1974’ เป็นงานแสดงที่จัดขึ้นที่ Sean Gallery นิวยอร์ค, สหรัฐอเมริกา มาริน่ากล่าวกับผู้ร่วมงานว่า ในที่นี้ให้คิดว่าเธอคือ สิ่งของ (Object) ในห้องมีโต๊ะที่วางสิ่งของต่างๆไว้ 72 ชิ้น ซึ่งมีตั้งแต่ ปากกา กรรไกร โซ่ ขวาน และปืนสั้นที่มีกระสุน และอื่นๆอีกมากมาย ซึ่งพวกเขาจะทำอะไรเธอก็ได้ โดยเมื่อโชว์จบเธอจะรับผิดชอบทุกสิ่งที่เกิดขึ้นเอง

โชว์นี้เล่นกับความรู้สึกของคนดู และจิดใจของมนุษย์ว่าหากพวกเขาได้รับโอกาสที่จะ ‘ทำอะไรใครก็ได้’ พวกเขาจะเลือกทำสิ่งใด?

มาริน่าเล่าถึงโชว์ในครั้งนั้นว่า

“เริ่มแรกโชว์นั้นมันเป็นไปอย่างง่ายดาย ผู้คนก็ใจดีกับฉัน มีคนเอาดอกกุหลาบมามอบให้ เอาน้ำมาให้ดื่ม

แต่เมื่อเวลาผ่านไปก็มีคนที่ทำในสิ่งที่หยาบคายและแข็งกร้าวมากขึ้น มีคนเอากรรไกรตัดเสื้อผ้าของฉัน เข้ามาลวนลาม หรือแม้แต่เอาปืนเล็งมาที่ฉัน”

มันเป็นช่วงเวลาที่ตึงเครียด แต่ก็เร้าอารมณ์คนดูไปพร้อมๆกัน ถึงเราไม่ได้เห็นภาพการแสดงของเธอจริงๆ แต่แค่คิดภาพตาม เราก็รู้สึกพรั่นพรึงไปหมดเพราะมันเสี่ยงมากๆที่เธอจะได้รับอันตราย

แต่สุดท้ายโชว์ก็จบลงโดยที่ไม่มีเรื่องร้ายเกิดขึ้นและเป็นที่โล่งใจของทุกฝ่าย

The Artist’s Life Manifesto หลักแนวคิดชีวิตการเป็นศิลปิน

Image for post
Image for post

นอกเหนือจากเรื่องราวและผลงานของเธอแล้ว ไฮไลท์ของงานนี้ก็คือ The Artist Manifesto ว่าด้วยคำประกาศในฐานะการเป็นศิลปินที่เธอยึดมั่นมาตลอด โดยกลั่นกรองออกมาจากประสบการณ์การอันยาวนานของตนเอง ซึ่งจริงๆแล้วเนื้อหามันยาวมากแต่เราขอยกข้อที่เราชอบมาสักหน่อย

– An artist should not lie to himself or others

ศิลปินไม่ควรโกหกตัวเองหรือผู้อื่น

– An artist should not steal ideas from other artists

ศิลปินไม่ควรขโมยไอเดียจากศิลปินคนอื่น

– An artist should not compromise for themselves or in regards to the art market

ศิลปินไม่ควรประณีประนอมต่อผลงานของตนเอง เพียงเพราะถูกตลาดกดดัน

– An artist should not kill other human beings

ศิลปินไม่ควรฆ่าผู้อื่น

– An artist should not make themselves into an idol

ศิลปินไม่ควรกลายเป็นไอดอล

– An artist should suffer, From the suffering comes the best work

Suffering brings transformation, Through the suffering an artist transcends their spirit

ศิลปินควรประสบพบเจอกับความยากลำบาก

เพราะความทุกข์ยากนำมาซึ่งผลงานที่ดีที่สุด

ความยากลำบากทำให้เกิดการพัฒนาเปลี่ยนแปลง

ความทุกข์ยากจะช่วยขัดเกลาจิตวิญญาณของศิลปินได้ฟันฝ่าอุปสรรคไป

– An artist should avoid falling in love with another artist

ศิลปินไม่ควรตกหลุมรักกับศิลปินด้วยกัน

– An artist should not be depressed

– Depression is a disease and should be cured

– Depression is not productive for an artist

ศิลปินไม่ควรตกอยู่ในความหดหู่ อมทุกข์

เพราะภาวะซึมเศร้าคือโรคที่ต้องรักษา

ภาวะซึมเศร้าไม่ได้เป็นผลดีต่อศิลปิน

– Suicide is a crime against life

– An artist should not commit suicide

การฆ่าตัวตายเป็นอาชญากรรมชีวิต

ศิลปินไม่ควรฆ่าตัวตาย

– An artist should have friends that lift their spirits

ศิลปินควรรายล้อมด้วยเพื่อนที่ช่วยยกระดับจิตใจของพวกเขา

อ่านเต็มๆได้ที่นี่ The Artist Manifesto

ข้อที่เรายกมานี้จะเกี่ยวข้องกับพาร์ทถัดไป เมื่อมาริน่าเปิดโอกาสให้ผู้ชมในฮอล์สามารถถามคำถามอะไรกับเธอก็ได้ ซึ่งแต่ละคำถามก็มาจากแฟนคลับหลากหลายแบคกราว แต่ละคำตอบก็ทำให้เราได้เรียนรู้ถึงทัศนคติ ความคิด และสเน่ห์ของเธอที่ส่งไปถึงคนฟัง และได้รับเสียงปรบมือเป็นระยะ

เข้าสู่ช่วง คุณถาม มาริน่าตอบ

ผู้ชมที่ต้องการถามคำถามกับมาริน่าจะได้ยืนต่อแถวตรงทางเดินตรงกลางและพูดออกไมโครโฟน และได้สบตากับมาริน่าที่นั่งอยู่บนเวที โดยคำถามแรกเริ่มต้นที่ว่า

  • Where’s the limit? คุณคิดว่าขีดจำกัด อยู่ที่ไหน?

เป็นที่รู้กันดีของบรรดาแฟนคลับว่างานของมาริน่านั้นมักจะเป็นการแสดงออกที่ท้าทายขีดความสามารถของร่างกายและจิตใจคน ซึ่งเธอมักผลักดันมันออกไปอีกขั้นเสมอ ซึ่งบางการแสดงก็ทำให้เธอเสี่ยงชีวิตได้เลยทีเดียว

แทนที่มาริน่าจะตอบสั้นๆว่า “ลิมิตนั้นคือตัวเราเอง”

เธอเลือกเล่าเรื่องวัยเด็กของเธอให้ฟัง

ตอนเธอสัก 7 ขวบ และเล่นในสวน เธอเห็นงูเลื้อยอยู่ ด้วยความไม่รู้และไร้เดียงสา เธอเอื้อมมือจะไปจับโดยไม่รู้ถึงอันตราย ทันใดนั้นยายของเธอก็แผดเสียงกรีดร้องดังลั่นขึ้นมาจนเธอตกใจมาก พร้อมๆกับงูตัวนั้นที่เลื้อยหายไป

ตอนนั้นเธอไม่เข้าใจว่าทำไมยายของเธอต้องกรีดร้องอย่างตกใจแบบนั้น เธอตกใจกลัวแต่ไม่ได้กลัวงู เธอกลัวยายของเธอที่แผดเสียงออกมาต่างหาก

เมื่อมาถึงตรงนี้เธอได้เข้าใจว่าขีดจำกัดของเรานั้น บางทีก็ถูกสร้างขื้นมาจากผู้คนรอบตัวเรา ผู้คนในชีวิตที่หวังดีต่อเรา เช่นพ่อแม่ ที่รักเราและไม่อยากเห็นเราต้องเจ็บปวด ซึ่งทุกคนคนเคยได้ผ่านจุดที่โดนคนที่บ้านห้ามปรามให้ทำเรื่องที่ต้องการทำในชีวิตอยู่บ้าง และจากความหวังดีนี้เอง มันก็ก่อขึ้นเป็นการสร้างขีดจำกัดแก่ตัวของเราในที่สุด แต่มันก็เป็นความรับผิดชอบของตัวเราอีกเช่นกันที่จะก้าวออกไปจากขีดจำกัดเหล่านั้น

  • คุณคิดยังไงกับการที่พิพิฒพันธ์และสถานที่จัดแสดงงานศิลปะในปัจจุบันกลายเป็นสถานที่ๆทุกคนเข้ามาเพื่อถ่ายรูปและลงอินสตาแกรม?
Image for post
Image for post
มาริน่า ในงาน The Artist Is Present ที่ MOMA นิวยอร์คปี 2010 Credit : Link

มาริน่าตอบว่า เธอไม่ได้ชอบหรือเกลียดเทคโนโลยี แต่สิ่งสำคัญคือเมื่อตัวคุณอยู่ที่นั่น ณ เวลานั้นกับงานศิลปะแล้ว ขอให้คุณดื่มด่ำกับมันอย่างเต็มที่ ก่อนที่จะถ่ายรูปรึเปล่า

“เทคโนโลยีมันช่วยให้คนที่ไม่มีโอกาสอยู่ตรงนั้นได้เข้าถึงและสัมผัสศิลปะจากอีกซีกโลกหนึ่ง แต่คุณอย่าลืมสิ่งสำคัญคือ ตัวคุณเองที่อยู่ตรงนั้นต่างหาก”

เราเห็นด้วยกับมาริน่า แต่ก่อนคนที่นิยมชมชอบศิลปะและไปงานอาร์ตเหมือนจะเป็นคนเฉพาะกลุ่มในวงที่คนที่เรียนด้านศิลปะมา แต่ด้วยเทคโนโลยีในปัจจุบัน ทำให้มันเปลี่ยนโลก ทำให้คนที่อยู่ต่างที่ได้เรียนรู้ศิลปะ วัฒนธรรมความคิดจากต่างถิ่น และได้หาข้อมูล แรงบันดาลใจ แลกเปลี่ยนความรู้กับศิลปปินคนอื่นๆ

คนทั่วไปที่นิยมเสพงานอาร์ตเพราะถ่ายรูปลงโซเชียลได้ พวกเขาก็ไม่ได้ผิดอะไร มันเป็นเรื่องของความนิยมทางสังคม แต่สิ่งสำคัญที่เราเห็นคือมันค่อยๆเข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้คนอย่างช้าๆและค่อยๆกลมกลืน จากความพยายามของศิลปินยุคใหม่

  • อะไรคือศิลปะที่ดี และอะไรคือศิลปะที่ไม่ดี (What’s define good arts and bad arts?)

“ความรู้สึกที่คุณกำลังเดินอยู่ในพิพิฒพันธ์และคุณรู้สึกถึงอะไรกำลังจ้องมองคุณ เมื่อคุณมองชิ้นงาน คุณรู้สึกถึงพลังงานบางอย่าง คุณรู้สึกมีอารมณ์ร่วมไปกับชิ้นงาน งานศิลปะที่ให้ผลทางอารมณ์กับคุณ คืองานศิลปะทีดี งานศิลปะที่ดีควรที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในจิตใจของคุณนั่นแหละคืองานที่ดี”

มาริน่ากล่าว

เราลองนึกถึงเวลาที่เราได้ไปมิวเซียมดูงานของศิลปินต่างๆ หลายชิ้นงานเราก็ดูแล้วงงๆและผ่านไปเพราะเข้าไม่ถึงกับสิ่งที่เค้าจะสื่อ แม้เราพยายามตีความไปในหลายทางแล้วก็ตาม

แต่บางงานก็ทำให้เราฉุกคิด สร้างความรู้สึกที่ค้างเติ่งในจิตใจ

บางชิ้นงานก็ทำให้เรารู้สึกขนลุก หรือทึ่งในความคิดที่เค้ากลั่นออกมา

สิ่งเหล่านี้คือ ‘อารมณ์’ ที่เราได้รับจากการเสพศิลป์ มันเป็นสิ่งที่เงินซื้อไม่ได้

เมื่อเราตัดสินใจไปงานนิทรรศการงานนึง หรือไปที่แกลลอรี่ เราได้อ่านคอนเซ็ปต์ได้เห็นรูปพรีวิวที่น่าสนใจ แต่เราไม่รู้เลยว่างานนั้นๆจะให้ความรู้สึกกับเรายังไงเมื่อเราได้เข้าไปเห็นผลงานจริง และคน 10 คนที่ดูรูปๆเดียวกัน ก็อาจมีความรู้สึกที่ไม่เหมือนกันเลยก็ได้

  • An artist should suffer/ An artist should not be depressed

สองข้อนี้มันต่างกันอย่างไร มันก็ฟังดูเป็นความทุกข์เหมือนๆกันไม่ใช่หรือ?

“ไม่ มันไม่ใช่เลย ศิลปินควรประสบพบเจอกับความยากลำบากและความทุกข์( An artist should suffer) เพราะผลงานที่ยอดเยี่ยมในโลกนี้มักเกิดจากความทุกข์และความลำเค็ญที่ศิลปินได้พบเจอ คุณลองนึกดูสิว่ามีชิ้นงานที่ยอดเยี่ยมชิ้นไหนในโลกบ้างที่เกิดจากความสุขบ้าง (Happiness) ความทุกข์ยากนี่แหละที่จะช่วยขัดเกลาจิตวิญญาณของศิลปินได้ฟันฝ่าอุปสรรคไป แต่ศิลปินไม่ควรตกอยู่ในภาวะซึมเศร้า (An artist should not be depressed) เพราะมันคือโรคที่ต้องรักษา ถ้าคุณไม่รักษา คุณก็จะไม่สามารถคิดสร้างชิ้นงานอะไรได้เลย และนั่นไม่เป็นผลดีต่อตัวศิลปินเอง”

มาริน่ากล่าว

เราฟังถึงตรงนี้ ทำให้เรานึกถึงศิลปินระดับโลกที่ฝากผลงานเลื่องชื่อไว้แต่มีประวัติอันน่ารันทดใจ ผลงานของพวกเค้าก็มักจะถูกเพิกเฉย หรือไม่ก็ถูกคนดูถูกแต่แรก และเส้นทางในการใช้ชีวิต ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ

ตั้งแต่ภาพวาดแนว อิมเพรชชั่นนิส ของแวนโก๊ะ ที่มีสไตล์การวาดที่ไม่ได้เป็นภาพเสมือนจริง ตอนมีชีวิตอยู่ เขาไม่ประสบความสำเร็จ และถูกมองเป็นคนบ้า คนล้มเหลว แต่พอเสียชีวิตเพราะอัตวินิบาตกรรมแล้ว เขากลับโด่งดัง สถิตอยู่ในภาพจำของสาธารณชนในฐานะอัจฉริยบุคคลผู้ถูกมองข้าม หรือเรื่องราวของ ยาโยอิ คุซามะที่เราเคยได้เล่าไป ลายจุดอันไม่มีที่สิ้นสุดซึ่งเป็นเอกลักษณ์ในงานของเธอ มาจากภาวะทางจิตตั้งแต่เด็ก หรือแม้แต่บีโทเฟน อัจฉริยะด้านดนตรีที่จู่ๆกลายเป็นคนหูหนวก ก็ยังได้ประพันธ์บทเพลงอันโด่งดังในช่วงที่เขาประสบกับปัญหานี้ อย่างเพลง Symphony no.5

นี่เป็นศิลปินที่เรานึกถึงเมื่อได้ยิน Manifesto ข้อนี้ และแม้มันจะฟังดูเศร้าๆ แต่เรื่องราวของพวกเขาก็เป็นแรงบันดาลใจที่ดีที่ทำให้คนที่ทำงานที่เกี่ยวข้องกับงานอาร์ตอย่างเราได้ต่อสู้ต่อไป เพราะ ‘Suffering comes the best work’ — ความทุกข์ยากนำมาซึ่งผลงานที่ดีที่สุด

  • An artist should avoid falling in love with another artist, why? ศิลปินไม่ควรจะตกหลุมรักกับศิลปินอีกคน ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น?
Image for post
Image for post
มาริน่า และอูเล ในผลงาน ‘Relation in Time’ ปี 1977_Credit : Link

มาถึงคำถามนี้ มาริน่าหัวเราะเบาๆแล้วถามชายหนุ่มที่เข้ามาถามว่า

“คุณกำลังประสบปัญหานี้อยู่รึเปล่า?”

“เปล่าครับ เพียงแต่ผมเคยได้ยินมาแต่ว่า ศิลปินควรจะตกหลุมรักกับศิลปินด้วยกัน”

มาริน่าส่ายหัวเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวว่า

“เชื่อฉัน ฉันมีประสบการณ์มาแล้วถึงสองครั้ง และมันพังนะที่รัก” ก่อนนที่เธอจะขยายความต่อ

“เริ่มแรก ศิลปินตกหลุมรักกันเพราะมีสิ่งที่คล้ายกันดึงดูดกัน เวลาผ่านไปสิ่งเหล่านั้นก็ก่อให้เกิดการแข่งขันกันระหว่างศิลปิน สุดท้ายจบด้วยการที่เราต่างฝ่ายต่างหันไปไม่ซื่อสัตย์ต่อกัน และจบด้วยการบอกลาบนกำแพงเมืองจีนของฉันไงล่ะ เพื่อนฉันถามว่าทำไมต้องทำอะไรให้ยากด้วย แค่โทรหากันก็จบไหม”

เธอหัวเราะ พร้อมๆกับคนทั้งฮอล์ล และยังกล่าวเสริมว่า

“คุณชอบ คุณสนใจพวกเค้าได้ แต่อย่าแต่งงานกับพวกเค้าเลย” เธอกล่าวพร้อมหัวเราะเบาๆ

ยังมีคำถามอีกหลายคำถามที่แฟนคลับเรียงแถวเข้ามาถามมากมาย แต่เราเลือกมาบางหัวข้อเพื่อมาถ่ายทอดให้ฟัง

ก่อนที่เวลาจะหมดลงและ มาริน่าต้องไปเซ็นหนังสือให้กับแฟนๆ เธอได้กล่าวกับทุกคนว่า

“มีสิ่งหนึ่งที่ฉันต้องการพูดกับทุกคนมากๆ และฉันอยากสื่อสารออกไปให้สาธารณะชนได้รับรู้

ศิลปินทุกคนจงแสดงออกเหมือนดั่งนักรบ ที่มอบออกซิเจนให้กับสังคม ฉันหวังว่าคุณจะเป็นดั่งนักรบให้กับสังคมนี้ (Artist should act like warrior, who give oxygen to the public and society. I hope you’ll be the warrior for the society)

เราตีความว่า เธออยากให้ศิลปินทุกคนยืนหยัด ไม่ย่อท้อต่อแนวทางของตนเอง และสร้างสรรค์งานศิลปะให้เกิดขึ้นแก่สังคม งานศิลปะที่เปรียบเหมือนออกซิเจนแก่สังคม และยกจิตวิญญาญของคนให้ดีขึ้น

มาริน่าในงาน TED Talk ปี 2015 Credit : Link

และแล้วไฟในฮอล์ลก็เปิดขึ้นเพื่อแสดงให้เห็นว่างานจบลง พร้อมๆกับทุกคนที่ลุกยืนขึ้นปรบมือให้เธอดังก้องไปทั่วฮอล์ล

แต่ถึงงานจะจบแต่มวลพลังที่เราได้รับจากมาริน่านั้นยังคงอยู่ เป็นความประทับใจที่จะไม่มีวันลืมที่เราได้มาสัมผัสตัวตนของ มาริน่า อบราโมวิช คนนี้

ที่ผ่านมาจากการที่ได้ใกล้ชิดกับศิลปินที่มีผลงานที่สุดยอดและเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางหลายคน เราพบว่าพวกเขามีสิ่งหนึ่งที่คล้ายกันคือ ความเป็นกันเอง และทักษะการสื่อสารที่ยอดเยี่ยม

มาริน่า เป็นศิลปินคนหนึ่งที่ทำให้เรารู้สึกว่า เธอมีจิตวิทยาสูงมาก และสามารถสื่อสาร ส่งพลังไปให้ผู้คนได้ผ่าน Performance Art ของเธอ และไม่กลัวหากงานที่ทำนั้นทำให้เธออาจบาดเจ็บหรือได้รับอันตราย เพราะ เธอไม่ได้แสดงหรือเสแสร้งระหว่างแสดงงาน แต่เธอ ‘เป็น’ สิ่งที่เธอทำเลยต่างหาก น้อยคนนักที่จะทำได้แบบเธอ

ถ้าหากเธอเปลี่ยนสายไปเป็นผู้นำลัทธิละก็ เราคิดว่ามาริน่าคงสามารถทำได้อย่างไม่ยากเย็นนัก และเราเองก็ได้กลายเป็นสาวกของเธอไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ติดตาม CultPotato พร้อมอัปเดตเรื่องราวเกี่ยวกับอัปเดตงานอาร์ตที่น่าสนใจ รีวิวมิวเซียม และบทสัมภาษณ์ศิลปินได้ที่
Facebook : @CultPotato

Written by

Endless story to be told.

Get the Medium app

A button that says 'Download on the App Store', and if clicked it will lead you to the iOS App store
A button that says 'Get it on, Google Play', and if clicked it will lead you to the Google Play store