Dcleanfood.com : คุณค่าทางอาหารของกิมจิ (Kimchi)

ทำความรู้จักกับกิมจิ(Kimchi)กันไปบ้างแล้วนะครับในบทความก่อนหน้านี้ กิมจิเป็นอาหารที่กำเนิดมาจากประเทศเกาหลีเนื่องจากคนเกาหลีตั้้งแต่สมัยโบราณนิยมรับประทานผักชนิดต่าง ๆ มาก และผักที่ใช้มาทำกิมจิก็มีปลูกอยู่ทั่วไปในประเทศเกาหลีและสิ่งหนึ่งที่เราต้องยอมรับคือวิธีการหรือภูมิปัญญาในการปรุงและพัฒนาสูตรการทำกิมจิของคนเกาหลีจนได้รับความนิยมมากในประเทศ และยังแพร่หลายออกไปยังประเทศใกล้เคียงเช่นประเทศจีนหรือประเทศญี่ปุ่นในเวลาต่อมา และในปัจจุบันกิมจิก็ได้รับความนิยมและนำไปเป็นเครื่องเคียงของอาหารมากมายหลาย ๆ ชนิดของหลาย ๆ ประเทศในโลก โดยเฉพาะในประเทศญี่ปุ่นซึ่งถือว่าเป็นประเทศคู่รักคู่แค้นของประเทศเกาหลีมาอย่างยาวนาน ก็ยังนำกิมจิไปเป็นเครื่องเคียงในอาหารของชาติตัวเอง โดยมีการเรียกชื่อกิมจิเสียใหม่ว่า คิมุชิ (Kimuchi) เพื่อให้เข้ากับความหมายและการออกเสียงในภาษาญี่่ปุ่น โดยกิมจิที่ใช้เป็นเครื่องเคียงของอาหารญี่ปุ่นนี้ จะมีการปรับปรุงรสชาติให้เข้ากับอาหารญี่ปุ่นมากขึ้นโดยอาจจะมีความเผ็ดหรือรสชาติที่จัดจ้านน้อยลงไป การรับประทานอาหารคลีน (Clean Food)แล้วมีเครื่องเคียงเป็นกิมจิของเกาหลี ก็เป็นเมนูอาหารที่น่าสนใจและน่ารับประทานเมนูหนึ่งเลยนะครับ โดยวันนี้เราจะพูดถึงประโยชน์และคุณค่าทางอาหารของกิมจิกัน

ประโยชน์และคุณค่าทางอาหารของกิมจิ
 โดยธรรมชาติกิมจิ (Kimchi)จะมีรสเผ็ด เปรี้ยว และมีกลิ่นเฉพาะตัว กิมจิที่เรารับประทานกันเข้าไปนั้นมีผักและสมุนไพรเป็นส่วนประกอบหลัก ทำให้การรับประทานกิมจิเข้าไปร่างกายจะไม่มีความเสี่ยงของภาวะโรคอ้วน นอกจากนี้กิมจิยังมีส่วนช่วยให้ระบบการหมุนเวียนโลหิตของร่างกาย ทำงานเป็นปกติทำให้ระบบขับถ่ายดีขึ้นและทำให้ผิวพรรณสดใสอีกด้วย เนื่องจากกิมจิอุดมไปด้วย วิตามินเอ (Vitamin A) ไทอะมีน บี 1 Thiamine (B1) ไรโบฟลาวิน บี2 Riboflavin (B2)วิตามินซี แคลเซียมธาตุเหล็ก และสารคาโรทีน (Carotene) และนอกจากนี้กิมจิยังมีสรรพคุณช่วยย่อยอาหาร สรรพคุณต่างๆในกิมจิได้มาจากส่วนผสมหลักที่ทำมาจากผักหลายชนิดซึ่งมีปริมาณของกากใยและ Fiber สูง มีแคลอรี่ต่ำ ซึ่งในกิมจิ 100 กรัม จะมีแคลอรี่อยู่เพียง 32 กิโลแคลลอรี่เท่านั้น และนอกจากนี้ส่วนผสมอย่าง หัวหอม พริกและกระเทียมที่เป็นเครื่องปรุงในกิมจิ ก็ล้วนเป็นผักที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพทั้งสิ้น และกิมจิยังมีจุลินทรีย์แลคโตบาซิลลัส (Lactobacillus) ที่ให้กรดแลคติก (Lactic Acid) ที่เกิดจากการหมักดองกิมจิ หลังจากการดองกิมจิไปเป็นเวลา 3 อาทิตย์ ปริมาณของวิตามินบี 1 วิตามินบี 2 และวิตามินบี 12 ในกิมจิก็จะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า และกรดแลคติกซึ่งเป็นสารอาหารสำคัญที่ร่างกายได้รับจากการรับประทานกิมจินั้นจะมีส่วนอย่างมากในการช่วยยับยั้งแบคทีเรียที่เป็นอันตรายต่อร่างกายไม่ให้เจริญเติบโตภายในลำใส้ของเรา และยังมีหน้าที่ป้องกันโรคต่างๆ ได้อีกเช่นโรคอ้วน โรคมะเร็งกระเพาะอาหาร และกรดแลคติกนี้เอง ที่ทำให้กิมจิมีรสเปรี้ยว ซึ่งมาจากจุลินทรีย์และแบคทีเรียที่มีประโยชน์ทำให้กิมจิเป็นอาหารที่มีส่วนช่วยในเรื่องการขับถ่ายได้เป็นอย่างดี และยังช่วยยับยั้งอาการท้องผูก และมะเร็งลำไส้ ส่วนพริกและกระเทียมที่ใช้เป็นส่วนประกอบในการทำกิมจิ มีส่วนช่วยอย่างมากในการป้องกันการจับตัวเป็นก้อนของเลือดและการลดคลอเรสเตอรอล ( Cholesterol ) ในเลือดอีกด้วย

ในปัจจุบันกิมจิหาซื้อได้ง่ายตามร้านสะดวกซื้อและห้างสรรพสินค้าต่าง ๆ และยังมีกิมจิที่ผลิตขึ้นในประเทศไทยอีกมากมายหลายยี่ห้อนะครับ หากรับประทานอาหารคลีน (Clean Food) หรืออาหารเพื่อสุขภาพแล้วรู้สึกเบื่อหรือไม่อร่อย ลองนำกิมจิมาเป็นเครื่องเคียงในอาหารมื้อนั้นก็จะช่วยเพิ่มรสชาติอาหารให้ดีขึ้นได้ครับแต่ต้องรับประทานในปริมาณที่พอเหมาะไม่มากจนเกินไปนะครับ เพราะถึงกิมจิจะเป็นอาหารที่มีประโยชน์แต่ถ้าไม่ผ่านกระบวนการปรุงที่ถูกต้องหรือมีส่วนผสมที่ผิดเพี้ยนไปก็อาจจะก่ออันตรายแก่ร่างกายของผู้รับประทานได้ครับ ซึ่งเราจะมาพูดถึงเรื่องของอันตรายที่อาจได้รับเมื่อรับประทานกิมจิกันในวันพรุ่งนี้ครับ

Show your support

Clapping shows how much you appreciated dcleanfood’s story.