เทศกาลพายเรือริมน้ำยามค่ำคืนท่ามกลางแสงไฟในเมืองสุดน่ารักฝั่ง East Coast ของอเมริกา WaterFire Providence, Rhode Island :)

หลังจากบทความตอนที่แล้ว ได้ลองพาผู้อ่านไปชมบรรยากาศของ ร้านอาหารที่ว่ากันว่าน่ารักและโรแมนติกที่สุดในมหานครแห่งสีสันอย่าง New York, New York วันนี้เราจะลองเปลี่ยนบรรยากาศพามาเที่ยวชมเทศกาลสุดน่ารักและโรแมนติกอย่างเทศกาล WaterFire (ค้นไม่พบว่ามีใครพยายามแปลคำนี้ภาษาไทยมาก่อน แต่เมื่อลองคิดจะแปลตรงตัวตามที่เห็นว่าคือเทศกาล “ไฟน้ำ” ก็ดูน่าจะให้ความหมายที่ใกล้เคียงอยู่พอสมควรนั่นแหละเนอะ อะแฮ่ม เข้าข้างตัวเองไว้ก่อน) ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำตั้งแต่ช่วงหน้าร้อนไปจนก่อนเข้าหน้าหนาว (คือจัดได้เท่านี้ล่ะค่ะ เมืองนี้หน้าหนาวมาที คาดว่าน้ำคงแข็งทั้งคลอง T_T) ในเมืองเล็กๆแสนสงบแห่งนึงของรัฐที่เป็นส่วนหนึ่งของ New England (อันประกอบด้วย 6 รัฐด้วยกัน ได้แก่ CT, ME, MA, VT, NH, RI) อย่างเมือง Providence ใน Rhode Island กัน มาดูกันว่าจะน่ารักสมกับที่ว่าครอบครัวและคู่รักหลายคู่ถึงกับจองตั๋วจองโรงแรมข้ามเมืองพากันมารับบรรยากาศดีดีของเทศกาลที่จัดทุกคืนวันเสาร์เว้นเสาร์ในเมืองนี้กันรึเปล่า

ก่อนอื่น พามินิทัวร์ของขึ้นชื่อของเมืองจิ๋วแห่งนี้ที่หลายคนไม่ควรมองข้ามไปอย่าง Providence ซักหน่อย แม้ว่า Providence เองจะเป็นเมืองเล็กๆที่ไม่ได้มีสถานท่องเที่ยวอะไรโดดเด่นเป็นพิเศษ และในปีหนึ่งๆไม่ได้มีกิจกรรมอะไรหวือหวาดึงดูดนักท่องเที่ยวที่พลุกพล่านมากมาย แต่ของที่ขึ้นชื่อเป็นของดีของ Providence ก็คือ…. แถ่นแทนแท้นนน

Brown University
Brown University
  1. เป็นที่อยู่ของมหาวิทยาลัยที่ได้รับการยอมรับว่ามีชื่อเสียงเป็นอันดับต้นๆของโลกถึง 2 แห่งด้วยกันค่ะ ที่แรกคือสถาบันการศึกษาที่มีความเก่าแก่เป็นอันดับที่ 7 ของสหรัฐอเมริกาและอยู่ในเครือ Ivy League อย่าง Brown University กับอีกแห่งนึงคือ Rhode Island School of Design (RISD) ที่เด็กด้านดีไซน์ว่ากันว่าเป็นโรงเรียนดีไซน์ที่ดังเป็นอันดับหนึ่งของอเมริกา
  2. ซึ่งนั่นก็นำมาถึงของดีอีกอันอย่าง RISD Museum เป็นพิพิธภัณฑ์โชว์ศิลปะทางการดีไซน์ ซึ่งปกติแล้วจะต้องเสียค่าเข้าชม แต่ว่าจะเปิดให้เข้าฟรีทุกวันอาทิตย์ค่ะ เป็นอีกที่ที่น่าสนใจ มีอะไรแปลกใหม่ให้ดูเยอะดี
  3. เรื่องอาหารที่นี่เค้าก็ขึ้นชื่อเหมือนกัน ส่วนใหญ่รัฐในเขต New England เองก็จะขึ้นชื่อเรื่องอาหารทะเลอยู่แล้ว แต่ใน Providence เค้าเคลมว่าร้านอาหารประเภท Fine Dining ของเค้า (ไม่รู้ร้านไหนเหมือนกัน) นี่ติดอันดับดีที่สุดอันดับสองในสหรัฐอเมริกาเลยทีเดียว อะ ก็ว่ากันไปอะโนะ
RISD Museum

ชมบรรยากาศเมืองกันพอหอมปากหอมคอแล้ว เราก็มาดูตัวเทศกาลจริงๆกันบ้างดีกว่า

ปูพื้นก็คือ งานเทศกาล WaterFire นี้ เป็นเทศกาลงานศิลปะการแสดงไฟน้ำ โดยองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร ที่เรียกได้ว่าเป็นตัวขายของเมืองอย่าง Providence เลยค่ะ มีผู้คนแห่กันมาดูทุกปี เทศกาลจะจัดทุกเสาร์เว้นเสาร์ในยามค่ำคืน เริ่มตั้งแต่ประมาณสองทุ่มขึ้นไปจนถึงเที่ยงคืน เมืองเล็กๆที่ปกติช่างเงียบสงบ การท่องเที่ยวจะเกิดคึกคักขึ้นเมื่อมีงานนี้จัดขึ้น ผู้คนพากันนั่งรถไฟ รถบัส เครื่องบิน ฯลฯ จองโรงแรมเพื่อมาชมบรรยากาศของเทศกาลนี้กัน ซึ่งก็ตรงกับจุดประสงค์ของเค้าที่ต้องการกระตุ้นการท่องเที่ยวแห่ง Providence ส่วนตัวแล้วชอบมาก งานช่างทำได้อาร์ต น่ารัก ลงตัวและบรรยากาศโรแมนติกมากกกกก เห็นหลายๆคู่รักจนถึงครอบครัวมาเดินกันดูมีความสุขจนไม่อยากให้ใครต้องพลาดเลยจริงๆ แต่ถึงพลาดยังไง วันนี้เราจะพยายามเก็บบรรยากาศมาให้ดูกัน :)

ก่อนอื่น นี่คือบรรยากาศแรก เมื่อเราได้ก้าวเข้าสู่บริเวณของ Water Place Park Bridge ซึ่งจะเริ่มขึ้นเมื่อตอนเริ่มมืดแล้ว

เราจะเห็นเรือลำน้อยใหญ่ถูกพายไปมากันเต็มคลอง พร้อมกับไฟที่จุดอยู่รอบตลอดเส้นทางน้ำ พร้อมกับเสียงดนตรีประกอบการแสดงสุดกระหึ่ม ก่อนจะค่อยๆลดลงเป็นเพลงที่มุ้งมิ้งงุ้งงิ้งมากขึ้นเรื่อยๆ ตามเส้นทางคลอง ซึ่งยาวมาก เดินเท่าไหร่ก็ไม่หมด แต่เพลินมาก ได้ดูบรรยากาศเมืองจากตึกรอบๆไปด้วย จะเห็นได้จากคลิปข้างล่างนี้ค่ะ

ตลอดเส้นทางนอกจากเปิดโอกาสได้คนได้เอาเรือตัวเองมาพาย หรือลงนั่งเรือที่มีบริการรอบๆแล้ว (ถามราคา ได้ความว่าคนละ 15 เหรียญ แต่ไปช้าค่ะ อดนั่ง T_T) จะมีการแสดงเล่นไฟ แล้วก็มีร้านขายอาหาร หรือของกระจุกกระจิก/อาร์ตๆน่ารักเต็มไปหมด ด้วยความที่ว่าเป็นเมืองแห่งโรงเรียนดีไซน์นั่นเอง อดไม่ได้ต้องมีซื้อติดไม้ติดมือมานิดหน่อย

บรรยากาศดีๆแบบนี้ อยากให้หลายๆคนได้ไปสัมผัส สำหรับคนที่อยู่ประเทศไทย อยู่ๆจะบินมาเลยก็คงจะไกลไปหน่อย (ถ้าใจถึงและเงินถึงก็ไม่ว่ากันค่ะ ฮ่า :p) แต่ถ้าใครที่อยู่ในอเมริกาอยู่แล้ว หากมีเวลาว่างลองแวะไปชมกันหน่อย รับรองว่าจะได้ความรู้สึกฟินๆจากบรรยากาศสุดน่ารักจากเทศกาลน่ารักในเมืองน่ารักๆแห่งนี้แน่นอน ลองชวนคนใกล้ตัวไปดูกันนะคะ :)

One clap, two clap, three clap, forty?

By clapping more or less, you can signal to us which stories really stand out.