Dew Jitpungtham
Sep 2, 2018 · 1 min read

เศรษฐศาสตร์ - ศาสตร์ที่กำหนดราคาของทุกสิ่ง และเหตุผลที่ไม่ควรถือเงินสด

Cases: ค่าเงินเวเนซูเอล่า, สงครามการค้า 2018, เปโตรดอลล่า, วิกฤติดอกทิวลิป, และวันที่เกิดสงครามโลกวันแรก

มีนักเศรษฐศาสตร์คนหนึ่งได้ยกตัวอย่างของเศรษฐศาสตร์เป็นนิทานได้อย่างเข้าใจง่ายมากๆ
สมมติมีชายสองคนติดอยู่บนเกาะร้าง
คือนักธุรกิจ ที่มีคนสดหนึ่งล้านอยู่ในกระเป๋า
และนักบิน ที่มีน้ำดื่มอยู่ 100 ขวด

เหตุการได้เป็นไป และด้วยความที่นักธุรกิจหิวน้ำมาก จึงเสนอซื้อน้ำดื่ม 50 ขวดด้วยเงินทั้งหมดที่มี

ด้วยเงินที่มากขนาดนั้นแลกกับแค่น้ำดื่ม หากเป็นคนทั่วไปคงรับข้อเสนอทันที
แต่ด้วยความที่นักบินไม่รู้ว่าต้องติดเกาะร้างนี้อีกกี่วัน นักบินจึงเสนอว่า หนึ่งล้านแลกกับน้ำดื่มได้แค่สิบขวด

นักธุรกิจผู้ไม่มีทางเลือก ได้แต่จำใจรับข้อเสนอนั้น

แต่ ณ ขณะที่นักธุรกิจกำลังส่งกระเป๋าให้นั้น เสียง ฮ. กู้ภัยก็ดังขึ้น นักธุรกิจจึงชักกระเป๋ากลับ

นักบินจึงเพิ่มข้อเสนอเป็นน้ำดื่ม 100 ขวด ในราคา 10,000 ในทันที

ซึ่งแน่นอนนักธุรกิจปฎิเสธ

เหตุการนี้ถูกกำหนดด้วยสองสิ่งที่เป็น พระเอกในวิชาเศรษฐศาสตร์

Demand & Supply

ซึ่งเหตุการคล้ายๆกันนี้เคยเกิดขึ้นมาหลายครั้งในประวัติศาสตร์ เช่น วิกฤติดอกทิวลิป, เงินเฟ้อจากสงครามโลกซึ่งล้วนเป็นเหตุการที่เกิดจากความโลภและความกลัวของมนุษย์

แล้วเกิดอะไรขึ้นกับสถานการณ์ปัจจุบันล่ะ

Demand & Supply ไม่ได้เกิดขึ้นกับสิ่งของเท่านั้น แต่มันส่งผลกับสื่อกลางการแลกเปลี่ยน อย่างค่าเงิน(Currency) ด้วย

*อ่านเพิ่มเติมเรื่อง “เงินและค่าเงินต่างกันอย่างไร”

เหตุการณ์ที่ค่าเงินเฟ้ออย่างรุนแรงอย่างที่เกิดขึ้นในเวเนซุเอล่า ตุรกี อาเจนติน่า อธิบายแบบเรียบง่ายคือ ความต้องสินค้าในประเทศสูงขึ้น และความต้องการสกุลเงินนั้นลดลง

เวเนซูเอล่าเป็นประเทศที่มีรายได้จากการผลิตจริงๆน้อยมาก รายได้ส่วนมากเกิดจากการขายน้ำมันหนักสำหรับการผลิตยางมะตอย ทำให้มีเงินไปนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคต่างๆเข้ามาในประเทศ

วันหนึ่งรัฐบาลประกาศหยุดขายน้ำมันทำให้รายได้ลดลงจนไม่พอที่จะนำเข้าสินค้า

เมื่อสินค้ามีจำนวนน้อยลง ความต้องการบริโภคเท่าเดิม ทำให้ราคาสินค้าสูงขึ้น

นอกจากนี้ความต้องการค่าเงินของเวเนซูเอลาก็ลดลงอย่างมาก เนื่องจากค่าเงินนี้ได้หมดประโยชน์ของมัน เพราะทุนส่วนมากซื้อเงินเวเนซุเอลาเพื่อใช้สำหรับซื้อน้ำมัน

เมื่อรวมกับความกลัวและไม่เชื่อมั่นในเศรษฐกิจ ผู้คนจึงแห่ตุนสินค้าไว้ Fake Demand ยิ่งทำให้ความต้องการในสินค้าสูงขึ้นไปอีก

เวเนซุเอล่าจะซื้อของจากต่างประเทศก็ต้องซื้อแพงขึ้น เพราะค่าเงินอ่อนลงมาก และเมื่อจะนำมาขายก็ต้องขายแพงขึ้นเนื่องจากต้นทุนแพง

ส่วนฝ่ายผู้ซื้อ ก็ต้องแข่งราคากับคนที่มีกำลังซื้อสูง เนื่องจากสินค้ามีจำนวนน้อยมาก เมื่อเทียบกับความต้องการ (ลองนึกภาพ คุณต้องประมูลสินค้าเพื่อซื้อน้ำดื่มสักขวดสิครับ)

ถึงจุดนี้ราคาสินค้า และเงินในบัญชีของคุณจึงกลายเป็นแค่ตัวเลขที่ตลาดจะกำหนดขึ้นมาเท่าไหร่ก็ได้

เนื่องจากมูลค่าของเงินจริงๆ = มูลค่าของกระดาษที่พิมพ์มันขึ้นมาเท่านั้น

ผิดกับทองคำ และสินค้าอุปโภคบริโภคอื่นๆที่มีค่าในตัวมันเอง

สำหรับผู้เขียนนั้น มีทัศนคติกับค่าเงินคล้ายๆกับไฟฟ้า หรือน้ำประปา เนื่องจากข้อดีของค่าเงินนั้นมีความคล่องตัวสูง ต่างจากสินทรัพย์ประเภทอื่นที่ต้องรอแปลงเป็นเงินสดก่อนถึงจะไปซื้ออย่างอื่นได้

แต่หากเกิดวิกฤติขึ้นมา เงินเหล่านั้นอาจหมดค่าเลยก็ได้

ดังนั้นในการบริหารการเงิน เงินสด ควรถือไว้แค่ใช้จ่ายในระยะสั้นๆ และเผื่อไว้ในกรณีฉุกเฉินเท่านั้น

ส่วนที่เหลือควรแปลงเป็นสินทรัพย์ที่ก่อประโยชน์ก่อน เช่น หุ้น ห้องเช่าและส่วนหนึ่งแปลงเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยเช่น ทองคำ

ส่วนเคสอื่นๆผมจะทยอยเขียนและลากลิ้งค์มาใส่เป็นอ้างอิงในบทความนี้ในคราวๆต่อๆไปครับ