เหตุการณ์ทิวลิปมาเนีย: วิกฤติฟองสบู่ครั้งแรกในประวัติศาสตร์
หลังจากสิ้นสุด “สงคราม 80ปี” กับเสปน ประเทศดัชได้แยกตัวเป็นอิสระแล้วได้เริ่มยุคทองของตัวเองช่วงศตวรรษที่ 17
การค้าได้พัฒนาอย่างรวดเร็ว และเกิดการซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้าเป็นครั้งแรก
ในช่วงเวลาเดียวกัน หัวของดอกทิวลิป เริ่มเข้ามาในยุปโรป จากประเทศตุรกี
ดอกทิวลิปเป็นดอกไม้ที่ไม่เหมือนกับดอกไม้ใดๆในยุโรป ทำให้ได้รับความสิยมและถูกมองเป็นสินค้าหรูหรา ที่ใช้บ่งบอกสถานะของเจ้าของ เปรียบได้กับกระเป๋าแบรนด์เนม หรือรถซุปเปอร์คาร์เลยทีเดียว
ดอกทิวลิปจึงสามารถสร้างผลกำไรให้กลุ่มพ่อค้าถึงสี่เท่า และภายหลังมีการค้นพบเชื้อไวรัส ที่ทำให้ดอกทิวลิปมีสีสันแปลกตา ที่ช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับดอกทิวลิปมากขึ้น
ความนิยมของดอกทิวลิปพุ่งสูงขึ้น จนเกิดอาชีพนักปลูกดอกทิวลิปขึ้น ดอกทิวลิปจะถูกสร้างสรรค์และตั้งชื้อตามผู้ปลูก
ดอกทิวลิปใช้เวลา 7–12 ปีจึงออกดอก แต่ในบางช่วงเวลาของปี สามารถถอนรากและนำหัวออกมาได้ ซึ่งก่อนถึงจะถึงช่วงนี้เป็น นักเทรดดอกทิวลิป จะให้ผู้ที่ต้องการซื้อทำสัญญาการซื้อขายล่วงหน้า ด้วยความที่เป็นสินค้าหรูหราและมีปริมาณจำกัดมาป ทำให้เกิดตลาดการซื้อขายล่วงหน้าและเก็งกำไรเกิดขึ้น
ผู้ซื้อดอกทิวลิปสนใจเพียงแค่ราคาที่จะขายได้ต่อ โดยไม่สนใจมูลค่าของมัน เกิดการซื้อขายดอกทิวลิปดอกเดียวถึงสิบครั้งต่อวัน ทำให้ราคาของดอกทิวลิปกระโดดสูงขึ้น 200 เท่า จนราคาดอกทิวลิปหนึ่งดอกเท่ากับบ้านหนึ่งหลัง
การซื้อขายดอกทิวลิปได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนเกิดโรคระบาดที่เมืองฮาเร็ม ทำให้ไม่มีคนมาร่วมงานประมูล
การสะดุดของราคาเพียงระยะเวลาสั้นๆ สร้างความกังวลให้กับผู้ที่ซื้อดอกทิวลิปในราคาสูงจำนวนมาก จึงเกิดการเทขายโดยไม่มีผู้รับซื้อ
จากบ้านหนึ่งหลัง เหลือราคาเท่าดอกไม้หนึ่งดอก
มีผู้คนจำนวนมากในดัช ที่สูญเสียเงินทั้งชีวิตในชั่วข้ามคืน
เหตุการณ์นี้ถูกตั้งชื่ออย่างตรงตัวว่า Mackay’s Madness of Crowds อยู่ในศาสตร์ของ Behavior Economic แสดงให้เห็นถึงความโลภและความกลัวของคน ที่มีผลต่อราคาในตลาด
เหตุการณ์นี้ยังคงเกิดขึ้นอยู่ทุกวันในการซื้อขายในทุกๆตลาด หรือแม้กระทั้งการเจรจาซื้อขายในทุกๆวันนี้ เหตุการที่ทันในยุคสมัยเรามีเหตุการ วิกฤติอสังหาริมทรัพย์ ที่อเมริกา, วิกฤติต้มยำกุ้ง
ขอยกตัวอย่างเหตุการเล็กๆ ในตลาดหุ้นบ้านเรา หากไม่มีการเก็งกำไร ราคาของหุ้นทุกตัวจะเท่ากับผลตอบแทนที่มันทำได้
แต่ราคาในตลาดหุ้นถูกซื้อสะท้อนมูลค่าที่ “คาดว่า” จะให้ผลตอบแทนในอนาคต ซึ่งเป็นการเก็งกำไรอย่างหนึ่ง
เช่น หุ้น โรงพยาบาลมักมี P/E 30–50 เท่า หมายความว่าหากหุ้นตัวนี่ทำกำไรเท่าที่ทำได้อยู่ ไปอีก 30–50 ปี จะคืนทุน
ราคาดังกล่าวเป็นราคาที่สะท้อนความเชื่อมั่นของผู้ลงทุน
แต่ในความเป็นจริงแล้วในระยะเวลา 50 ปีอาจจะเกิดอะไรขึ้นอะไรกับธุรกิจก็ได้
ทำให้ข่าวร้ายและข่าวดีส่งผลอย่างรุนแรงกับราคาหุ้นได้ ทำให้มี เทรดเดอร์ ผู้หาประโยชน์จากความผันผวนของราคา
ทำให้การลงทุนในตลาด นอกจากเราต้องรู้มูลค่าที่แท้จริงของสิ่งที่จะซื้อขายแล้ว เราควรรู้อารมณ์ของตลาด และสิ่งที่มีผลกระทบต่ออารมณ์ของตลาดด้วย
ในครั้งหน้าจะเล่าถึงวิธีการวัดอารมณ์ของตลาดนะครับ
ปล. ผมเป็นมือใหม่หัดเขียน ชอบไม่ช อบตรงไหนช่วยติชมเพื่อผมจะได้นำไปพัฒนาต่อด้วยนะคร้บ