Productivity for me is…..

สำหรับผมแล้วการทำงานให้มีประสิทธิภาพหรือ “Productivity” นั้นผมมีความเชื่อ ดังนี้

เชื่อมั่นในคำว่าอัตโนมัติ

สิ่งที่ผมว่ามีประสิทธิภาพที่สุดคือ มีคนทำให้เราแบบอัตโนมัติ ไม่ว่าจะเป็น Outsourcing หรือการทำ Bot เพื่อทำอะไรซ้ำๆให้เรา มันเป็นสิ่งที่มี Productivity สูงที่สุดแล้ว คือเราไม่ต้องเสียเวลาเลยแม้แต่น้อย ทำให้เราสร้างงานได้ โดยลงแรงเพียงครั้งเดียวหรือจ่ายเงินเท่านั้น แต่สิ่งที่เป็นอัตโนมัติจะดียิ่งกว่าคือเราสามารถตรวจสอบได้ เพราะถ้าตรวจสอบไม่ได้ก็เหมือนนั่งวัดดวงเอา ว่ามันจะทำงานให้เราได้สักเท่าไร ? ถ้าวันหนึ่งวันพังแล้วเราจะรู้เมื่อไร ?

ถ้าไม่อัตโนมัติก็ใช้แม่แบบ

ถ้าเรื่องใดไม่สามารถทำอัตโนมัติ หรือทำได้ยาก สิ่งที่เราต้องคิดต่อไปคือ ทำให้จบงานนี้เร็วขึ้นได้ไหม ? โดยส่วนใหญ่งานจะมีแม่แบบ (Template) หรือ (Script) ที่ทำให้จบงานได้เร็วขึ้นอยู่แล้ว ถ้ายกตัวอย่างก็เช่น iMacro ของ Firefox , Browser Extension , การซื้อ theme ที่ขายอยู่ใน themeforest.net เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ทำให้เราจบงานได้เร็วขึ้นแน่นอน เพียงแต่การใช้แม่แบบนั้นเราต้องมีความเข้าใจในการใช้งานด้วย ไม่งั้นแม่แบบอาจจะทำให้งานช้าเปล่าๆ

ถ้าแม่แบบไม่มีก็ต้องมี Flow การทำงานที่ดี

สิ่งหนึ่งที่สำคัญมากในการทำงานให้มีประสิทธิภาพคือ ลำดับความคิด อะไรทำก่อนทำหลัง ถ้ามี Task ไหนต้องรอ แล้วทำอย่างอื่นต่อได้ไหม ตรงส่วนนี้ต้องมีการฝึกฝนอย่างเป็นประจำไม่งั้น Flow งานเราจะไม่พัฒนา เช่นกัน บางครั้งคนเราก็ยอมจ่าย ในการพัฒนา Flow ต่างๆให้ดีขึ้นเร็วขึ้น เพราะถ้าดีขึ้นเร็วขึ้น = ทำได้มากขึ้น = Productivity

เข้าใจธรรมชาติของร่างกาย

คนเราจะมีประสิทธิภาพในเวลาใดนั้น ต้องขึ้นอยู่กับการสั่งเกตุตัวเอง เช่น ง่วงตอนไหน แล้วทำงานได้ดีตอนไหน เช่น ตอนกลางคืน เพราะเงียบรึเปล่า เป็นต้นต้องหาตัวเองให้พบ เสร็จแล้วก็ทำให้มันเป็นธรรมชาติ เช่น ทำงาน 90 นาที พัก 15 นาทีเป็นต้น ปวดตาก็พักสักหน่อย ส่วนใหญ่แล้วดีกว่าฝืนทนเพราะมันจะทำให้เราเข้าหัวข้อถัดไป

สุขภาพ

ผมถือว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับ Productivity โดยตรง ถ้าคุณทำงานได้ 24 ชั่วโมงแต่พรุ่งนี้คุณป่วยไป 3 วันแค่นี้คุณก็ Productivity น้อยกว่าคนอื่น เพราะคนอื่นทำงานวันละ 8 ชั่วโมง * 4 = 32 ชั่วโมงแล้ว เพียงแต่คุณจะคิดไปว่าบางครั้งมันก็ต้องทำ ใช่ครับผมไม่เถียงบางครั้งมันก็ต้องทำ แต่ให้รู้ไว้เลยว่าคุณอาจจะทำได้ในช่วงอายุที่น้อยๆ แต่ถ้าอายุคุณ 50 ละป่วยคงไม่ใช่ 3 วันแน่ๆ หรือไม่ร่างกายทำงานแค่ 12 ชั่วโมงที่เหลือมันก็ไม่รับแล้ว การปวดหัว เจ็บป่วยกล้ามเนื้อ ก็เป็นผลทำให้คุณทำงานได้น้อยลง ดังนั้นรักษาสุขภาพด้วยนะครับ ออกกำลังกายยืดเส้นยืดสายบ้าง “ยังมีคนที่รักคุณที่ไม่อยากเห็นคุณเจ็บป่วยนะครับ”

สภาพแวดล้อม

เท่าที่ผมทดสอบดูสภาพแวดล้อมนั้นมีผลต่อการทำงาน ไม่น้อยเลยทีเดียว ลองคิดดูว่าถ้าคุณอยู่ในองค์กรที่มีคน เดินไปเดินมาหลังคุณตลอดเวลา จะมีสักกี่คนที่จะไม่รู้สึกรู้สา อะไรกับการคนเดินข้างหลังเป็นพักๆได้ การทำโต๊ะให้ว่างทำให้รู้สึกโล่ง (ผมชอบโต๊ะว่างๆ) พยายามทำสภาพแวดล้อมของคุณให้ดีขึ้น แล้วคุณจะสามารถทำงานได้มากขึ้นเอง

หูฟังและดนตรี

จริงๆมันคือส่วนหนึ่งของสภาพแวดล้อมและ แต่ที่ผมเน้นคือส่วนใหญ่แล้วต้องอยู่กับคนในทีม แต่เราอาจจะต้องการสมาธิหูฟัง + เพลงดีๆ จะทำให้คุณทำงานได้มากขึ้น โดยคุณไม่รู้ตัวเลยละ

การแต่งกาย + ทำตัวเองให้ดูดี + อารมณ์ดี

คุณเคยไหมที่พอเวลามาถึงที่ทำงาน แล้วมีคนทักว่าดูดีขึ้น ผอมลงรึเปล่าเนี้ย ? (สำหรับคนอ้วน) , นัดสาวหรอ แล้วทำให้คุณยิ้มทั้งวัน มันคือการทำให้จิตใจแจ่มใส การหัวเราะก่อนที่จะเริ่มงาน เป็นการสร้างอารมณ์ที่ดีต่อการทำงาน ทำให้งานที่ดูเป็นของศัตรูของเราเป็นเพียงยาขม

สภาพจิตใจ

เป็นสิ่งที่สำคัญมากถ้าคุณไม่มีระบบอัตโนมัติสำหรับเรื่อง Productivity เพราะถ้าคุณใจห่อเหี่ยว หรือเซ็งการทำงานวันนั้นคงไม่ Productivity เป็นแน่แท้

บทสรุป

สำหรับผมแล้ว Productivity นั้นยังมีวิธีอีกมากมายครับ เพียงแต่วิธีที่ยกมานั้นเป็นแกนหลักที่ผมใช้ นอกเหนือจากนั้นคือการต่อรองและการปฎิเสธ เพื่อทำให้เรามีเวลา และ focus กับงานที่มีอยู่ของเราอยู่แล้วได้ ใครมีวิธีทำให้ตัวเองทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมา share กันนะครับ โดยสำหรับผม Productivity ที่ดีคือ

Great Flow + Automatic + Traceable

Originally published at dominixz.com.

One clap, two clap, three clap, forty?

By clapping more or less, you can signal to us which stories really stand out.