โรคติดต่อทางพฤติกรรม

Espanyoh
Espanyoh
Sep 8, 2018 · 2 min read

เวลาเราทำงานหรือว่าอยู่ที่ไหนไปนานๆส่วนใหญ่เราก็ไม่ค่อยได้คิดอะไรมากแหล่ะ บางทีอาจจะมีรู้สึกเบื่อๆเซ็งๆ หรือรู้สึกอึมหน่อยๆ แต่ก็อยู่ได้แหล่ะ ทั้งที่ก็อาจจะไม่เข้าใจว่าเรารู้สึกอะไรกันแน่หว่า แต่กับคนที่เปลี่ยนenvironment เปลี่ยนที่ทำงาน เปลี่ยนเพื่อนบ่อยๆ จะมีข้อได้เปรียบตรงได้เจอมุมมองที่ต่างกันของแต่ละ environment แต่ละกลุ่มคน ซึ่งการได้เห็นสิ่งเหล่านี มันมีอะไรน่าสนใจมากกกก มันช่างน่าคิดว่า “ทำไมกลุ่มนี้ทำงี้” “ทำไมคนในกลุ่มนี้คิดงี้” “เราก็เป็นงี้ป่าวหว่า” โดยรวมๆแล้วมันน่าสนใจว่า เค้าเป็นงั้นเพราะสังคมมันเป็นแบบนั้น หรือสังคมกลายเป็นแบบนั้นเพราะเค้าเป็นแบบนั้นนะ

credit — alendar.google.com/calendar/r/week

มีหลายทฤษฏีที่ลองหามาเกี่ยวกับพฤติกรรมคนและกลุ่ม Social Behavior มันเป็นสิ่งที่มีคนพิสูจน์ละค้นคว้ามาแล้วมากมาย เพราะงั้นก่อนที่เราจะตัดสินใจว่าใครว่าทำไมเป็นอย่างงั้นอย่างงี้ หรือตัดสินใจว่าสังคม(environment)ว่าดีหรือไม่ดี หนีดีกว่ามั๊ย โดยเฉพาะในองกรณ์ใหญ่ๆที่คนเยอะๆ มันต้องมีวัฒนธรรมบางอย่างแหล่ะที่เราไม่ชอบมัน เรามาคิดกันว่าเห้ยปรับตัวดีมั๊ยนะ หรือเราคงปรับตัวไม่ได้หรอก หรือไม่อยากปรับตัวกะมันหรอกแต่ก็หาวิธีทำให้มันดีไม่ได้หรอกมันเป็นของมันงั้นแหล่ะ อยากให้ลองอ่านแล้วคิดอีกทีว่า “ที่เราตัดสิน สังคมหรือคนเหล่านั้นมันเปลี่ยนไปมั๊ย”

credit — https://www.thebeijinger.com/blog/2017/01/05/eight-tips-maintaining-good-eye-health

ส่วนตัวผมมองเรื่องนี้ว่ามันคือโรคติดต่อทางพฤติกรรม ซึ่งขอเป็นสองประเภท หนึ่งเราเป็นผู้ติดเชื้อ และสองเราเป็นผู้แพร่


กลุ่มผู้ติดเชื้อ

ออกตัวก่อนว่าทุกคนรวมทั้งผมก็น่าจะเป็นหนึ่งในคนกลุ่มนี้ ไม่ได้มีเจตนาบอกว่าไม่ดีหรือยังไงทั้งสิ้น สิ่งเหล่านี้มันฝังอยู่ในตัวของทุกคน ทำให้เรามักจะติดพฤติกรรมคนอื่นโดยที่เราก็งงๆว่าทำไปได้ยังไงหว่า อย่างเช่นการทดลองที่ดังมากในอดีตที่ทำโดย Solomon Asch ที่ดูกี่ทีก็ตลกดีว่า แต่ถ้าเราอยู่ในสถานการณ์นั้นก็น่าจะทำเหมือนกัน

Elevator Experiment — Face the Rear.

เป็นจุดเริ่มต้นของการทดลองประเภทที่ว่าคนเรามักจะทำตามคนส่วนใหญ่ ซึ่งที่ผมชอบการทดลองนี่มากคือมันทั้งตลกทั้งและรู้สึกจริงมากๆรวมกันไป การทดลองเริ่มโดยการติดตั้งกล้องแอบถ่ายไว้ในลิฟท์ละก็กับกลุ่มคนที่เตี๊ยมสามสี่คน โดยวิธีการคือให้ผู้ถูกทดลองเข้าไปในลิฟต์ก่อน ซึ่งโดยปกติคนนั้นก็จะหันหน้าออกจากลิฟท์ตามปกติทั่วไป แต่การทดลองจะให้คนที่เตี๊ยมไว้ค่อยๆเดินเข้าไปทีละคนทีละคน แต่หันหน้าไปทางด้านหลังลิฟท์(face the rear- ตามที่มาของชื่อการทดลอง) แล้วเราก็จะสังเกตพฤติกรรมของคนที่ถูกทดลอง(โดยไม่รู้ตัว) ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะหันตามไม่ว่าจะช้าจะเร็วหรือจะแก้เขิลยังไงก็ช่าง อยากให้ทุกคนได้ดูคลิปซึ่งฮาอย่างได้สาระจริงๆ

Asch Conformity Experiment

อีกการทดลองที่ทำโดยคนเดิมแต่ต่างวิธีไป อันนี้จริงจังกว่าไม่ฮาเท่าแต่สาระก็ยังคงเดิมคือโดยหลักการหนูทดลองจะไม่รู้ตัวว่าคนอื่นถูกเตี๊ยมมาแล้ว โดยการทดลองจะให้ห้าหกคนนั่งเรียงกันแล้วตอบคำถามง่ายๆ ซึ่งทุกคนตอบถูกได้อย่างสบายๆ แต่คนที่ถูกเตี๊ยมมาจะแกล้งตอบผิดแล้วดูว่า หนูทดลองจะตอบผิดตามด้วยมั๊ย ซึ่งแรกๆหนูทดลองก็จะยังมั่นใจอยู่ก็จะตอบถูกอยู่ แต่พอผ่านไปข้อสองข้อก็ทนแรงของสังคมไม่ไหวก็ยอมตอบผิดตามทั้งๆที่มันก็รู้ๆอยู่ละว่าไม่ใช่ — คุ้นๆกันมั๊ยพฤติกรรมแบบนี้

และการทดลองอื่นๆอีกมากมาย

มีการทดลองอีกมากมายว่าเรา สามารถทำตามคนอื่นโดยที่เราไม่แม้แต่จะเข้าได้อีกมากมาย อย่างเช่น 5 hungry monkeys หรือในตัวอย่างข้างล่าง

You are the average of the five people you most associate with

นอกจากการทดลองและทฤษฎีมากมายที่มีอยู่ ยังมีอีกความเชื่อที่คนจำนวนมากเชื่อในเรื่องนี้แต่ผมก็ไม่มั่นใจว่าใครเป็นต้นฉบับทางความคิดนี้อ่ะนะ อย่าง Tim Ferris — คนที่เขียนหนังสือ The 4-Hour Workweek หรือจะเป็น Jim Rohn นักพูดชื่อดังเรื่องการประสบความสำเร็จ ก็ชอบพูดถึงเรื่องนี้อยู่ ซึ่งใจความของไอเดียก็คือ เราคือค่าเฉลี่ยของ5คนที่อยู่ใกล้เราที่สุด เพราะงั้นให้ใส่ใจในการเลือก environment ที่เราอยู่ให้มากมันจะช่วยให้เรามีชีวิตในอย่างที่เราอยากเป็นได้ง่าย

อยากสรุปว่าปรับพฤติกรรมของเราไปตามสังคม มันเป็นสิ่งที่เป็นธรรมชาติมากๆของมนุษย์ ไม่ได้มีผิดมีถูก แค่อยากเอามาให้ทุกคนเห็นไว้ว่ามันมีอยู่จริงในตัวเราทุกคนไม่ว่าเราจะคิดว่าเราจะมีภูมิต้านทานทางสัมคมแข็งแรงขนาดไหน มันก็คือวิทยาศาสตร์อ่ะนะ

กลุ่มผู้แพร่เชื้อ

มีทฤษฏีอีกจำนวนมากที่สื่อถึงการทำพฤติกรรมบางอย่างด้วยคนคนเดียวแล้วแพร่เชื้อไปให้คนอื่นทำตาม

ทั้งในด้านลบอย่างเช่น มีการทดลองที่ชานชลารถไฟแห่งนึง มีคนทำเป็นรีบๆร้อนรนอย่างเช่นมองนาฬิกาบ่อยๆ เคาะเท้าดูกระวนกระวาย จนกระทั่งพอรถไฟมาถึง แล้วกลุ่มคนที่ทำการทดลองก็ไปสัมภาษณ์คนรอบตัวแถวนั้นที่รอรถไฟอยู่ให้ประเมินเวลา ผลที่ได้คือคนแถวนั้น(คนที่มองเห็นพฤติกรรมที่เร่งรีบ) จะรู้สึกว่ารถไฟมาช้ากว่า เทียบกับคนที่ไม่ได้ถูกเร่งเร้าด้วยพฤติกรรมนั้น ซึ่งเรื่องนี้น่าจะเข้าถึงทุกคนได้ง่ายถ้าเราลองสังเกตดีๆหรือเอาลองทำก็น่าจะสนุกดี อย่างเช่นไปร้านข้าวกันเพื่อนงี้ แล้วเราก็ทำแกล้งหิวมาก หยิบช้อน มองหาคนมาเสริฟว่าเมื่อไหร่จะได้ซักที มองโต๊ะโน้นโต๊ะนี้ แล้วลองเทียบกับเวลาที่เราไม่ทำอาการนี้ว่าจะมีผลต่อเพื่อนร่วมโต๊ะมั๊ย

หรือด้านดีๆก็มีจะนักวิทยาศาสตร์ที่เป็นนักพูดด้วยที่ช่วงนี้ผมติดตามคือ Shawn Achor หนังสือที่ดังมากของเค้าคือ The Happiness Advantage ที่เชื่ออย่างจริงจังในเรื่องของการติดต่อกันทางความสุขโดยการเริ่มที่การปรับเปลี่ยนวิธีคิดของเราของทุกคน เรื่องที่ดังๆของเค้าน่าจะเป็นการทดลองในโรงพยาบาลซึ่งเค้าไปฝึกให้หมอพยาบาลทำหน้าตายิ้มแย้มทักทายคนในLobbyของโรงพยาบาล แล้วลองสังเกตปรากฎว่าสิ่งเหล่านี้มีผลทำให้ ผู้ป่วยให้คะแนนต่อโรงพยาบาลอย่างล้นหลาม หรือแม้กระทั้งไปเป็นที่ปรึกษาของบริษัทขายของอะไรซักอย่าง แล้วใช้หลักการยิ้ม แสดงความสุขเข้าไปช่วย ทำให้ยอดขายพุ่งแบบบ้าระห่ำเกินร้อยเปอร์เซ็น ซึ่งหลายๆอย่างพิสูจน์ได้ว่าการที่คนเราทำตัวมีความสุข มันส่งผลให้สิ่งรอบๆตัวเรามันจะดีขึ้นไปตาม

Youtube อีกอันที่ดูแล้วก็ขำปนรู้สึกดีมากคือกลุ่มคนชื่อ Rituals Cosmetics Global ลองให้คนไปยืนขำในที่ที่ดูเฉยชาน่าเบื่อมาก แล้วดูปฏิกิริยาคนรอบข้างว่าจะ ตลกจะมีความสุขไปกับคนนี้มั๊ย อยากให้ลองดูกันๆดีจริงๆ


จากทั้งสองกลุ่มคนที่ว่าไป ไม่ว่าจะเป็นผู้ติดเชื้อหรือผู้แพร่เชื้อ ผมเชื่อว่าเราอยู่ในทั้งสองกลุ่มนั้นแหล่ะ อยู่ที่ว่าช่วงนั้นเราแข็งแรงแค่ไหน หรือว่าเราอยู่ในที่ที่เหมาะสมกับเราแล้วหรือยัง ยกตัวอย่างถ้าเรายังอยู่ในที่ที่ environment มันยังไม่ใช่(ไม่ดีในสายตาเรา) ผมก็อยากให้เราเป็นผู้แพร่เชื้อสิ่งดีๆให้กับ environment เหล่านั้น ช่วยกันกระจายความสุขความดีเข้าไป มากกว่าที่จะเข้าไปติดเชื้อสิ่งที่เราคิดว่าไม่ดีแล้วออกมาแพร่ต่อ

ส่วนถ้าเราอยู่ environment ที่เราอยู่มันดีแล้ว เราก็อาจจะสบายกว่านิดนึง เราควรรับเชื้อเหล่านั้นเข้าไปได้ มันจะทำให้เรามีความสุข มีความง่ายในชีวิต ไม่ต้องไปดิ้นรน ไม่ต้องใช้ความพยามในการต่อต้านอะไรมากนัก เอาไปแพร่ต่ออย่างมีความสุข แต่สำหรับบางคนอาจจะท้าทายน้อยหน่อยไปหน่อย เลยอาจจะไม่เหมาะก็เป็นไปได้มั๊ง


สรุปสั้นๆ TL;DR

1. ถ้าสังคมรอบตัวไม่ดี แล้วเราแข็งแรงพอมั๊ยที่จะไม่ติดเชื้อ เรามีกำลังพอมั๊ยที่จะต่อสู้แล้วแพร่เชื้อดีๆเข้าไปในสังคมนั้น

2. ถ้าเราอยู่ในสังคมที่ดี ยินดีด้วยคับ ไม่น่าจะต้องใช้กำลังเยอะ แค่เป็นพาหะโรคที่ดีทำให้เชื้อมันกลายพันธ์แข็งแรงยิ่งๆขึ้นไปคับ

Espanyoh

Written by

Espanyoh

Backend Lead who believe technology can be more productive in the right work environment. — formerly http://medium.com/@hotyoh

Welcome to a place where words matter. On Medium, smart voices and original ideas take center stage - with no ads in sight. Watch
Follow all the topics you care about, and we’ll deliver the best stories for you to your homepage and inbox. Explore
Get unlimited access to the best stories on Medium — and support writers while you’re at it. Just $5/month. Upgrade