อาชีพ โปรแกรมเมอร์

“Code แต่ละตัวประกอบเป็น Function
Function แต่ละตัวประกอบเป็น Module
Module แต่ละตัวประกอบเป็น Software
Software แต่ละตัวประกอบเป็น Solution”
คุณเคยได้ยินประโยชคเหล่านี้ไหม
“หลายคนบอกว่าโปรแกรมเมอร์ขาดแขลน”
“เป็นโปรแกรมเมอร์สบาย เห็นนั่งแต่หน้าคอมพ์จะไปเหนื่อยอะไร”
“ทำไมใช้เวลานานจัง ทำงานอยู่บ้านไม่ใช่หรอ”
“ทำไมแพงจัง แค่นี้เอง”
“ทำไมต้องไปหัดเขียนภาษาอื่น ที่ทำอยู่ก็ดีอยู่แล้ว”
“ได้ภาษาอังกฤษนะสิเลยเขียนโปรแกรมได้”
“ใช้เวลานานไหม”
“ไม่น่ายากมั้ง แก้นิดเดียวเอง”
“ลูกค้าแจ้งมาบอกว่าต้องแก้ ก็ต้องแก้”
“อิจฉาจังทำงานที่ไหนก็ได้”
“เจอ Bug อีกแล้ว”
“รายงานผิด แสดงผลไม่ถูก”
ถ้าได้ยินประโยคเหล่านี้บ่อย ผมว่าคุณก็น่าจะประกอบอาชีพเดียวกันกับผมแล้วละ

งานหลักของโปรแกรมเมอร์ก็คือการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ซึ่งการเขียนโปรแกรมเป็นเรื่องไม่ยาก แต่เขียนให้ใช้ได้ดี ใช้ง่าย และไร้ซึ่งข้อผิดพลาดนั้นยากกว่า code 1 บรรทัดอาจเกิดจากการลองผิดลองถูกนับร้อยครั้ง ซึ่งจำนวนการลองผิดลองถูกนั้นจะลดลงตามประสบการณ์ ซึ่งแต่ละคนต่างกัน เพื่อลดช่องว่างนั้นลง โปรแกรมเมอร์แต่ละคนต้องฝึกฝน ฝึกฝนและฝึกฝน Cost ที่ต้องจ่ายไป ไม่ใช่แค่ ค่า Crouse ค่าเน็ต ค่าไฟ ที่ต้องจ่าย แต่เป็น แรงกาย แรงใจ สูญเสียสายตาที่สั้นลง สั้นลง เวลาพักผ่อน และอีกมากมาย และบางครั้งต้องกล้าที่จะถามคนที่รู้มากกว่า เมื่อติดปัญหา จนหลายคนท้อแท้และหาอาชีพอื่นทำแทน

ในประเทศแห่งนี้จะมีโปรแกรมเมอร์เยอะมาก แต่ทำไมถึงมีคนบอกว่าโปรแกรมมเอร์ขาดแขลนนะหรอ ก็อาจเพราะ เขียนโปรแกรมให้ได้ตามมาตรฐานที่เขาตั้งไว ้เป็นส่วนใหญ่ รักในงานที่ทำอยู่แล้วไม่อยากเปลี่ยนงาน เงินเดือนที่เสนอน้อยนิด และติสขนาดที่ว่าไม่พอใจก็ลาออกไปหางานใหม่ บางคนอยู่ในระบบไม่ได้ ออกมาทำฟรีแลนซ์ไม่สนใจงานนั่ง office บางคนถึงขนาดออกไปทำบริษัทของตัวเอง เชื่อผมเถอะโปรแรกมเมอร์บางคนยอมลดเงินเดือนตัวเองเพื่อไปทำสิ่งที่ท้าทายกว่าก็มี

ส่วนตัวแล้วผมใช้เวลาไปกับการศึกษาภาษาใหม่ๆ อยู่เรื่อยๆ มีคนถามว่าทำไมผมถึงต้องเสียเงินมากมายกับค่า crouse ที่บางภาษาไม่เกี่ยวกับงานที่ทำด้วยซ้ำ หลายคนบอกว่าเห็นอะไรใหม่ก็อยากรู้อยากเขียนเป็นทำไมไม่ทำสิ่งที่เป็นอยู่แล้วให้เชี่ยวชาญละ ไอ้ที่เรียนรู้มาก็ไม่เห็นทำอะไรออกมาเป็นชิ้นเป็นอันซักอย่าง โน่นนี่นั่น คำตอบของคำถามก็คือว่า “ผมต้องสร้างสรรค์โอกาสครับ” ก็จริงครับที่ว่าทำไมไม่ทำให้โดดเด่นซักอย่าง แต่การเรียนรู้ภาษาใหม่ๆทำให้เราได้โอกาศในการพัฒนาตัวเอง ได้โอกาศที่จะได้งานใหม่ๆ ได้เจอเพื่อนๆใหม่ๆ comunity ใหม่ในภาษานั้นๆ และเพราะ “โอกาสไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นอะไรที่ต้องสร้างมันขึ้นมาก” เชื่อผมเถอะบางทีคุณก็เห็นโอกาสอยู่ตรงหน้าแต่ไม่ขว้ามันไว้เพราะคุณไม่พร้อม

อาชีพนี้ไม่ใช่อาชีพที่ต้องใช้แรงกาย อาบเหงื่อต่างน้ำ แต่ก็ไม่ใช่งานสบายๆ อย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่มันคืออาชีพที่สร้างสรรค์จากสิ่งที่ไม่มีอยู่ให้เป็นจริง และเติมเต็มสิ่งที่มีอยู่แล้วให้ดีขึ้น และนั่นคืออาชีพที่ผมเลือก
