ผู้ใหญ่อาจจะลืม แต่เด็กๆ ไม่
ความรุนแรงในครอบครัวที่เราอาจไม่รู้ตัว
สำนวน ‘รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี’ น่าจะเป็นสำนวนที่ถูกตั้งคำถามและถกเถียงมากที่สุดสำนวนหนึ่งในโลกยุคนี้ เพราะบางบ้านก็ยังเชื่อว่าการตีลูกทำให้ลูกมีระเบียบ แต่บางบ้านก็เลิกตีไปแล้วเพราะคิดว่าจะเป็นการสร้างบาดแผลในใจลูก

ที่จริงแล้วมีการวิจัยในทางวิทยาศาสตร์ จิตวิทยา และสังคมศาสตร์ พบว่าการใช้ความรุนแรงส่งผลเสียมากกว่าส่งผลดี ซึ่งข้อนี้พ่อแม่หลายคนน่าจะทราบกันดีอยู่แล้ว แต่สิ่งที่เราอาจเผลอคิดว่าไม่ใช่ความรุนแรง เช่น การสั่ง การห้าม การหยามเหยียดลูกในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ก็นับเป็นความรุนแรงได้ทั้งหมดเลย
ในบทความนี้เราจะชวนพ่อแม่มาทำความรู้จักความรุนแรงในครอบครัวที่เราอาจเผลอทำไปโดยไม่รู้ตัวกัน
ความเชื่อที่ว่า การบังคับ การตั้งกฎระเบียบที่เคร่งครัด และการลงโทษอย่างรุนแรง จะช่วยสร้างระเบียบวินัยให้เด็กได้ ไม่ได้มีแต่เฉพาะในไทยเท่านั้น เพราะก่อนหน้านี้ในหลายประเทศทั่วโลกก็เชื่อว่าการทุบตีทำร้ายร่างกายเป็นการสร้างระเบียบวินัยให้ผู้คนในสังคม
จนกระทั่งผลลัพธ์แสดงชัดขึ้นเมื่อเด็กๆ ที่ได้รับความรุนแรงมีปัญหาพฤติกรรมมากกว่า มีปัญหาสุขภาพจิตมากกว่า มีปัญหาในการเรียนรู้มากกว่า และเมื่อเติบโตขึ้นไปเป็นผู้ใหญ่ พวกเขาก็ส่งต่อความรุนแรงนั้นเข้าไปในสังคมด้วย
จนความรุนแรงไม่ว่าระดับไหน ค่อยๆ กลายเป็นข้อต้องห้ามในการเลี้ยงลูกยุคปัจจุบัน ความรุนแรงไม่ใช่เรื่องปกติ และไม่ใช่เรื่องยอมรับได้
แต่ถึงอย่างนั้น ก็ใช่ว่าความรุนแรงจะไม่หลงเหลืออยู่ในครอบครัวยุคใหม่ — ความรุนแรงที่อาจมาในรูปแบบของคำพูดและท่าที ‘เล็กๆ น้อยๆ’ ของพ่อแม่
คำพูดที่พ่อแม่อาจคิดว่าไม่เป็นไร เช่น นั่งลงเดี๋ยวนี้นะ! , อย่าให้แม่ต้องตีนะ, เคยบอกกี่ครั้งแล้วว่าห้ามเล่นแบบนี้, เมื่อไหร่จะเขียนหนังสือเป็นซักที ฯลฯ ล้วนส่งผลต่อความรู้สึกของลูกอย่างที่เราคาดไม่ถึง
มีงานวิจัยระบุว่า เด็กที่ได้รับความรุนแรงอาจมีอาการผิดปกติของ แกนไฮโปทาลามัส-พิทูอิทารี-อะดรีนัล (HPA) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบบควบคุมการตอบสนองของร่างกายต่อความเครียด และการทำงานต่างๆ ของร่างกาย เช่น ระบบย่อยอาหาร ระบบภูมิคุ้มกัน อารมณ์ ความรู้สึกทางเพศ การเก็บและใช้พลังงานของร่างกาย ฯลฯ ซึ่งล้วนแสดงให้เห็นว่าความรุนแรงทางใจ ส่งผลอย่างมากต่อร่างกาย
ในส่วนของความรุนแรงจากคำพูด ยังส่งผลต่อความฉลาดทางอารมณ์ของเด็ก หากรุนแรงมากอาจทำให้เด็กมีภาวะต่อต้านสังคม และขาดความมั่นใจในตัวเองอย่างรุนแรง
ซึ่งหนึ่งในสิ่งที่พ่อแม่อาจนึกไม่ถึงคือ เด็กๆ ‘จำ’ คำพูดของพ่อแม่ได้แม่นยำ มากกว่าที่พ่อแม่จำคำพูดของตัวเองได้เยอะเลย
จริงๆ แล้วก็ดูเหมือนเป็นเรื่องเลี่ยงยาก บางครั้งพ่อแม่อาจไม่ตั้งใจ วันนั้นงานยุ่ง ไม่รู้จะทำยังไงให้ลูกฟังแล้ว จนหงุดหงิดเผลอไปดุลูก แต่เราเลี่ยงได้ วิธีปรับที่ง่ายที่สุดคือ ถ้าวันไหนอารมณ์ไม่ดี เราอาจต้องหลีกเลี่ยงการปะทะ ปลีกตัวไปพยายามปรับใจตัวเองให้มั่นคงก่อน ค่อยเข้าไปเล่น ไปคุยกับเด็กๆ ต่อ หรือทุกครั้งที่กำลังจะดุลูก ให้นึกเสมอว่า คำพูด ‘สั้นๆ’ นี้อาจจะทำให้ลูกรู้สึกแย่ไปอีกนาน
ถ้าไม่มั่นใจว่าตัวเองกำลังสร้างความรุนแรงในใจเด็กหรือไม่ เราลองมาทำเช็คลิสต์กันดูว่ามีข้อไหนที่เราเผลอทำไปแล้วบ้าง
- ลงโทษทุกครั้งเมื่อลูกทำผิด โดยไม่ถามสาเหตุ
- ด่าทอ เปรียบเทียบ ประชดประชันลูกเป็นประจำ
- ถอนหายใจใส่ วางของแรงๆ ให้ลูกเห็น
- ทอดทิ้งให้ลูกอยู่บ้านและเล่นเพียงลำพัง
- สอนลูกให้แก้ปัญหาด้วยการใช้กำลัง
ใครพลาดแล้ว ฮึบมาลองใหม่กัน
ช้าๆ ไว้ค่ะ :)
#LearningAsAFlock
เนื้อหาที่เราลองรวบรวม เรียบเรียง ชวนแลกเปลี่ยน และเรียนรู้
ถึงแง่มุมต่างๆ ของการเรียนรู้ตลอดชีวิต ทั้งสำหรับพ่อแม่ ผู้สนใจการเรียนรู้และเด็กๆ ของเรา
#LifeLongLearning
ข้อมูลเพิ่มเติม
https://www.academia.edu/16960209/Childrens_Exposure_to_Violence_in_the_Family_and_Community
http://www.modernmommag.com/download/mmfocus_april2015_1.pdf
http://www.knowviolenceinchildhood.org/images/pdf/KV%20Special%20Journal%20with%20cover%20(full).pdf
http://endviolencethailand.org/violence_against_children_why?fbclid=IwAR3_2znBSo6zSrOt_qvGbFiHerrdvuycddsnMtqxcQm_t517p6L3hp7C6iM

