โยนความรู้ทิ้ง แล้ว Relearn ทางสู่ best case scenario ของเด็กรุ่นใหม่ (และผู้ใหญ่) เริ่มจากไล่ตามปัจจุบันให้ทัน

Flocklearning
Nov 6 · 3 min read

65% ของงานในอีก 10 ปีข้างหน้าจะเป็นงานที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

(ได้ยินกันบ่อย ตอนนี้จะหมดปี 2019 เหลือแค่ 9 ปีแล้ว)​


เราใช้เวลา 30 นาที ไปหารายงาน บทความ และอื่นๆ ที่พูดถึงโลกในปี 2040 ในแง่มุมต่างๆ ที่เป็น external factor โดยใช้ STEEP analysis คือ 5 ด้าน ได้แก่ social, technology, environment, economics, politics เราหากันแบบหัวกระจุยแล้วมาเล่าในกลุ่มระหว่างประชุม ภายในเวลา 10 นาที เห็นข้อมูลต่างๆ ที่อ่านมานั้น บอกเลยว่าห่วงตัวเอง >…<


เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาเราได้มีโอกาสไปร่วมประชุมสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล และ สสส. เป็นงานที่จะเผยทั้งผลวิจัย และชวนคิดภาพว่า อีก 20 ปี (ซึ่งไม่ไกลเลย) จะเกิดอะไรขึ้นได้บ้าง กับโลกของเด็กๆ Gen Z-alpha คือเด็กแรกเกิดจนถึงคนุร่นใหม่อายุ 24 ปี Gen Z (1995–2009) และ Gen alpha (2010-จนปัจจุบัน)

ทีมวิจัยนำเสนอข้อมูล และข้อค้นพบจากการเก็บข้อมูล เด็กๆ ใน Gen z -​alpha ในกรุงเทพ เขตเมือง และพื้นที่นอกเขตเมือง ตามไปถึงเพจ คลิป เกม ลักษณะสิ่งต่างๆ และรูปแบบพฤติกรรมที่เด็กๆ ใช้ในโลกออนไลน์ พร้อมผลกระทบทั้งทางบวกและทางลบ เช่น

เด็กที่ดู youtube ในอัตราที่พอเหมาะ -​-พอเหมาะคือแค่ไหนต่องรออ่านฉบับเต็ม มีพัฒนาการด้านภาษาและกระบวนการคิดได้ดีกว่าเด็กที่ดูน้อย หรือ ดูมากเกินไป

งานวิจัยนี้ศึกษาถึง Child Ecology 3 ส่วน

ส่วนแรก

พูดถึง ครอบครัวและโครงสร้างครอบครัวของเด็ก Gen z- alpha มีข้อมูลหลายอย่างมากที่น่าเป็นห่วง และเราในฐานะพ่อแม่ และ gen ที่ยังมีแรงในการสร้างผลกระทบได้ ควรใส่ใจ เช่น

- 1 ใน 5 ของเด็ก ถูกตีซ้ำๆ อย่างสุดแรงด้วยวัตถุ (ซึ่งก็จะมีผลที่เกิดตามมามากมาย เช่นการใช้ความรุนแรง)​

- เด็กมีแนวโน้มที่จะไม่ได้อยู่กับครอบครัว เพิ่มจำนวนมากอย่างน่าเป็นห่วง ในขณะที่งานวิจัยพบว่า ไม่ว่าสังคมจะอยู่ในจุดเสี่ยงอย่างไร สภาพเศรษฐกิจของครอบครัวจะอยู่ในระดับใด การศึกษาจะแย่แค่ไหน จุดคานงัดที่สำคัญต่อพัฒนาการเด็ก คือ สัมพันธภาพในครอบครัว แต่เด็กกลับไม่ได้อยู่กับครอบครัว

ส่วนที่สอง

คือ โรงเรียน และห้องเรียนของเด็ก Gen z-alpha ทีมวิจัยมีรายละเอียดมากมาย สรุปสั้นๆ เป็นข้อๆ ได้ว่า

1. รายวิชาที่เรียนไม่เชื่อมโยงกับทักษะที่เด็กจะนำไปใช้

2. เนื้อหาการสอนไม่ทันกับเหตุการณ์ (ตัวอย่างที่ทีมวิจัยยกขึ้นมาชัดเจน เช่น เรื่องเพศสัมพันธ์ สอนในชั้น ม.2 ในขณะที่เด็กรู้หมดแล้วตั้งแต่ชั้น ป.6 — — ความรู้ไม่ทันใช้)​

3. กิจกรรมในห้องเรียนไม่สัมพันธ์กับการส่งเสริมทักษะในศตวรรษที่ 21 (ตอนเห็นข้อมูลแล้ว ต้องบอกว่า น่าตกใจจริงๆ)​

ส่วนที่สาม

3rd place ของเด็กๆ และคนรุ่นใหม่ทั้งออนไลน์ และออฟไลน์ เด็กๆ ใน gen นี้มีตัวตนหลากหลายรูปแบบ บางคนมีตัวตนในโลกออฟไลน์หลายกลุ่ม หลายแบบ ตอนที่นั่งฟังการนำเสนองานวิจัยพาร์ทนี้ ได้ยินเสียงถอนหายใจหลายรอบค่ะ เพราะสถานการณ์น่าเป็นห่วงจริง และปฏิเสธการใช้ก็ไม่ได้จริงๆ เทคโนโลยีเป็นส่วนหนึ่ง และมีผลในโลกของเด็ก gen นี้มาก

ทีมวิจัยนำเสนอว่า หลายเกม ช่วยพัฒนาทักษะในศตวรรษที่ 21 อย่างเช่น เกม ROV ที่มีส่วนให้คนเล่นพัฒนาทักษะการวางกลยุทธ แต่พ่อแม่ควรพิจารณาด้วยว่า จำนวนชั่วโมงที่เด็กปฏิสัมพันธ์กับเกมบางเกม (ทีมวิจัยยกตัวอย่างเกม free fire) ที่มีความเสมือนจริงภาพ เสียง ที่กระตุ้นมากๆ จะส่งผลกับเด็กอย่างไร ถ้าเด็กเล่นเกมเป็นเวลาหลายชั่วโมงต่อกันจะเป็นอย่างไร กับแต่ละคน แต่ละบ้านต้องไปจัดสรรให้เหมาะสม เกมก็จะให้ประโยชน์ได้

หลายเรื่องอยู่ใน grey area คือยากที่เราจะระบุชัดๆ ว่าดีหรือร้าย ที่แต่ว่าน่าคิด เช่น เรื่องที่เราพูดๆ คิดๆ กันว่า ถ้าเด็กๆ เล่นเกมมากๆ ในอนาคต จะมีโอกาสได้ไปสู่อาชีพ และมีรายได้จากเกม ซึ่งตามข้อมูลในปัจจุบัน ถ้ามีคนเล่นเกม 1 ล้านคน จะมีคนที่ไปสู่อาชีพและรายได้ 10 คน แต่มีความเสี่ยงต่ออาชีพการเรียนและการงาน 1–2 แสนคน และเสี่ยงต่อซึมเศร้าอีก 1–2 หมื่นคน


ฟังข้อมูลกันจบ เราก็เริ่มเข้าสู่กระบวนการทำ scenario planning นำโดย ดร.อุดม หงสชาติกุล

ดร. อุดมตั้งคำถามว่า.. “อนาคตคืออะไร?”

เราลองช่วยกันวาดภาพอนาคตหลายๆ แบบ สำหรับ gen z — alpha ในปี 2040 ลองดูว่า

- ถ้าเกิด best case จะเป็นอย่างไร

- worst case จะเป็นอย่างไร

- fair case จะเป็นอย่างไร

ทั้งหมดนั้น เราเตรียมแผนรับมือได้อย่างไร

เป็นการประชุมที่รอคอย เราอยากรู้ อยากอัพเดต ว่าจะเตรียมเด็กๆ ยังไง เราจะทำอะไรได้บ้าง แต่เมื่อคุยไปคิดไปแล้ว gen z-alpha อาจไม่น่าห่วง เท่ากับรุ่นเราผู้ใหญ่ ว่าจะตามโลกให้ทันได้ไหม

อ.อุดมให้เวลา 30 นาที ไปหารายงาน บทความ และอื่นๆ ที่พูดถึงโลกในปี 2040 ในแง่มุมต่างๆ ที่เป็น external factor พอเห็นข้อมูลต่างๆ อาจารย์ให้เลือก 5 เรื่องที่สำคัญที่สุด และจะมี impact ที่สุด พร้อมทั้งให้ rate ด้วยว่า เปลี่ยนแน่, มีแนวโน้ม, อาจจะ, หรือไม่เปลี่ยน แล้ว rate ว่า impact มาก หรือน้อย ทุกกลุ่มก็ยกให้ technology คือ เปลี่ยนแน่ และ impact แรง! รองลงมาที่ทุกกลุ่มพูด จนคล้ายๆ จะเป็นการทำ scenario เรื่องนี้ไป คือ การศึกษา จริงๆ ต้องพูดว่ารูปแบบการเรียนรู้จะเปลี่ยนไป

วิจัยที่ทุกคนหามา สนับสนุนในสิ่งที่พวกเรายังพยายามคิดว่าแบบเทาๆ ว่า ไม่เปลี่ยนมั้ง ใช้ได้มั้ง ไม่เป็นไรหรอก อีกนานแหละ (พูดไปก็จะเสียงสูงขึ้นไปเรื่อยๆ)


- 65% ของงานในอีก 10 ปีข้างหน้าจะเป็นงานที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน (อันนี้ได้ยินกันบ่อย ตอนนี้จะหมดปี 2019 เหลือแค่ 9 ปีแล้ว)​ ก็คือเด็กประถมวันนี้จะจบไปทำงานอะไรก็ไม่รู้ ที่เราพ่อแม่ไม่รู้จัก เด็กเองก็ไม่เคยรู้มาก่อน

- product life cycle จำพวกเทคโนโลยี มีอายุ 2 ปี คือ เข้ามหา’ลัยปีนี้ เรียนโปรแกรมนี้ เรียนจบ โปรแกรมนั้นก็เลิกใช้แล้วพอดี นี่คือภาพปัจจุบัน ไม่ใช่ในอีก 10 ปี….

- การเรียนรู้ การอ่านออกเขียนได้ คิดเลข หรือ ท่องจำ ไม่เพียงพออึกต่อไป กระบวนการเรียนรู้ที่สำคัญสำหรับเด็ก คือ Learn, Unlearn, Relearn (ซึ่งเป็น concept งานมหกรรมของ flock ต้นปี 2563 ช่วงวันเด็กที่จะถึงนี้ ^^)​

- การเรียนรู้จะเป็นแบบ customization คือเป็นเฉพาะบุคคล ตามความสนใจ ความรู้เข้าถึงง่าย เด็กหลายคนสามารถใช้ข้อมูลจาก google มา back up ความต้องการของตัวเองเมื่อต่อรองกับพ่อแม่ (หลายบ้านน่าจะเจอกันอยู่บ่อยๆ)​

- การเรียนรู้ในห้องเรียนไม่สามารถสร้างทักษะในศตวรรษที่ 21 นั่นหมายถึงโรงเรียนต้องพาเด็กออกไปเรียนรู้ข้างนอก หรือเชื่อมโยงกับโลกที่ไม่มีพรมแดน

-เศรษฐกิจแบบ circular economy จะมีบทบาทสำคัญ เด็กรุ่นใหม่ต้องคำนึงถึงความอยู่รอดของสิ่งแวดล้อม

เหล่านี้เป็นส่วนหนึ่ง ยังมีอีกมากมายเลยค่ะ


อาจารย์เล่าว่า การทำ scenario ที่สำคัญที่สุด และส่วนใหญ่คนจะพลาดไปคือไปทำแผนรับมืออันที่เป็น certainty คือเกิดขึ้นแน่ๆ อันนั้นมันควรเป็นแผนประจำปีอยู่แล้ว แต่เราควรทำเพื่อรับมือ unlikely case ไม่ใช่ certainty (ซึ่งแค่ certainty เราก็อาจยังไม่ได้เตรียมแผน >…<)​

การทำ Scenario ใช้เวลาและยังไม่ได้ข้อสรุป แต่ที่เราสรุปได้คือ เราต้องเรียนรู้ไปด้วยกัน หมายถึงทั้งในระดับครอบครัว ว่าเราก็ต้องอัพเดต เรียนไปกับลูก และในระดับสังคม ว่าลูกเรารอดคนเดียว อาจไม่ใช่ทางออก

จบแบบให้กำลังใจ ว่าเราพ่อแม่ก็เพิ่งเคยเป็นพ่อแม่ gen alpha ครั้งแรกในชีวิต ตำราก็หาไม่มี ลุยกันไป ผิดก็แก้ใหม่ #เราจะไปปี2040ด้วยกันนะลูกกกกก 🎈


Flock — พ่อแม่และนักสร้างการเรียนรู้ ที่ชวนพ่อแม่มาเรียนรู้ไปด้วยกันกับเด็กๆ ในโลกแห่งการเปลี่ยนแปลง

https://www.facebook.com/Flocklearning/

Flocklearning

Written by

พ่อแม่และนักสร้างการเรียนรู้ ที่ชวนพ่อแม่มาสร้างการเรียนรู้ให้กับตัวเองและเด็กๆในโลกแห่งการเปลี่ยนแปลง

Welcome to a place where words matter. On Medium, smart voices and original ideas take center stage - with no ads in sight. Watch
Follow all the topics you care about, and we’ll deliver the best stories for you to your homepage and inbox. Explore
Get unlimited access to the best stories on Medium — and support writers while you’re at it. Just $5/month. Upgrade