ความหมายของ Design Thinking

ความหมาย

Design คืออะไร

ก่อนที่เราจะเข้าถึงเรื่อง Design Thinking เราต้องมาทำความเข้าใจคำว่า Design หรือการออกแบบ กันใหม่ก่อนนะครับ หลายคนมักมองว่า การออกแบบ คือ การสร้างสิ่งของใหม่ๆ เช่น การสร้างของใช้ การสร้างเฟอร์นิเจอร์ การสร้างบ้าน และการวาดรูป เป็นต้น ใช่ครับนั่นเป็นความเข้าใจที่ถูก แต่เป็นความเข้าใจที่ถูกเพียงส่วนเดียว Simon (1968) ได้กล่าวไว้ว่า การออกแบบ ไม่ได้เป็นแค่การสร้างสิ่งของหรือสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ เท่านั้น แต่คือความพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงสถานการณ์หรือสภาพแวดล้อมในปัจจุบันให้เป็นไปตามที่เราคาดหวังไว้ในอนาคต ยกตัวอย่างง่ายๆ นะครับ ในสมัยก่อนที่เรายังไม่มีเครื่องบิน เราใช้เรือหรือรถเป็นพาหนะหลักในการเดินทางไกลๆ การสร้างเครื่องบินนี่ไม่ใช่แค่การทำให้การเดินทางเร็วขึ้นเท่านั้น แต่ยังเป็นการออกแบบประสบการณ์การเดินทางแบบใหม่ แก้ปัญหาการขนส่ง และเพิ่มโอกาสต่างๆ อีกมากมายให้กับโลกใบนี้ นี่แหละครับ การออกแบบบที่แท้จริงคือการพัฒนาบางอย่างและสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้น

Design Thinking คือ “กระบวนการคิดที่ใช้การทำความเข้าใจในปัญหาต่างๆ อย่างลึกซึ้ง โดยเอาผู้ใช้เป็นศูนย์กลาง และนำเอาความคิดสร้างสรรค์และมุมมองจากคนหลายๆ สายมาสร้างไอเดีย แนวทางการแก้ไข และนำเอาแนวทางต่างๆ นั่นมาทดสอบและพัฒนา เพื่อให้ได้แนวทางหรือนวัตกรรมที่ตอบโจทย์กับผู้ใช้และสถานการณ์นั้นๆ”

คือคำว่า Design Thinking หรือที่บางท่านเรียกเป็นภาษาไทยว่า “การคิดเชิงออกแบบ” เนื่องจากกระแสของความตื่นตัวในเรื่องความสำคัญของนวัตกรรม การคิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ประจวบกับนักวิชาการและนักปฏิบัติในโลกตะวันตกเห็นความสำคัญของเรื่องนี้มากขึ้น ทำให้มีทั้งหนังสือ หลักสูตรอบรม ในเรื่องของ Design Thinking ออกมาอย่างมากมาย อย่างไรก็ดี ดูเหมือนพวกเราเองก็ยังคงมีความสับสนในเรื่องของ Design Thinking กันอยู่พอสมควร และที่สำคัญคือจะนำเรื่องนี้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้อย่างไร

จริงๆแล้ว วิธีการเรียนรู้ Design Thinking ที่ดีที่สุด คือการทดลองนำ Design Thinking ไปใช้ในการทำงาน แต่หากจะต้องให้สรุปแนวคิดหลักๆของ Design Thinking เมษ์คิดว่าสามารถสรุปได้เป็น 3 ขั้นตอนหลักๆ คือ (1) การเข้าใจปัญหาให้ถูกต้อง, (2) การคิดแบบไม่มีกรอบ และ (3) การเรียนรู้ผ่านการทดลองลงมือทำ

STEP 1: เข้าใจปัญหาให้ถูกต้อง (Understand) นั่นคือ การใช้เวลาทำความเข้าใจปัญหาอย่างลึกซึ้ง มีบทบาทมากต่อการกำหนดทิศทางในการแก้ปัญหา การเข้าใจปัญหาที่ถูกต้องและตั้งคำถามที่ถูกต้องเท่านั้นที่จะนำไปสู่การแก้ปัญหาที่ตรงประเด็น

STEP 2: คิดแบบไม่มีกรอบ (Brainstorm) แม้เราจะเข้าใจปัญหาอย่างถูกต้องแล้ว อีกอุปสรรคสำคัญที่ทำให้นวัตกรรมใหม่ๆไม่เกิดคือ กรอบความคิดของเรา บางครั้ง ไอเดียใหม่ๆ คือไอเดียที่แปลกหูแปลกตา แม้ว่าจะสร้างสรรค์ แต่ความแปลกใหม่นั้นมักมาพร้อมกับความเสี่ยงต่อการโดนประเมินหรือโดน “โยนทิ้ง”

กระบวนการ Design Thinking เน้นการแยกประบวนการสร้างสรรค์ไอเดีย (Idea Generation) ออกจากการประเมิน (Idea Evaluation) นั่นคือ คิดไอเดียออกมาเยอะๆก่อน แล้วค่อยมาประเมินว่าไอเดียไหนเป็นไปได้มากน้อยอย่างไร

STEP 3: เรียนรู้ผ่านการทดลองลงมือทำ (Prototype) แม้ว่าจะได้ไอเดียดีๆมากมาย บ่อยครั้งเราก็ “คิด” แต่ไม่ “ลงมือทำ”

เสน่ห์สำคัญอีกข้อของกระบวนการ Design Thinking คือการเปลี่ยนไอเดียดีๆให้ “เป็นรูปเป็นร่าง” ด้วยการสร้างต้นแบบหรือแบบจำลองง่ายๆที่สื่อสารแนวคิด

แนวความคิดของ DESIGN “Thinking”
DESIGN “Thinking” เป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนแนวคิดเรื่องกระบวนการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์และการสร้างนวัตกรรม เขียนจากประสบการณ์การจัดตั้ง Start-up ด้านการพัฒนาการศึกษาและการสอนด้านออกแบบนวัตกรรมของผู้เขียน

ทฤษฏีที่เกี่ยวข้อง ( Stanford D. School )

มีนักคิด นักเขียนหลายคนที่เขียนงานเกี่ยวกับ Design Thinking ขึ้นมา แต่ในปัจจุบันที่โด่งดังและมักถูกใช้อ้างอิงบ่อยๆ ก็หนีไม่พ้น IDEO (บริษัทรับออกแบบชื่อดัง) และ Stanford Design School (Institute of Design at Stanford) ดังนั้น ในสัปดาห์นี้ผมขอนำแนวทางของ Stanford D. School มานำเสนอต่อท่านผู้อ่านเผื่อจะสามารถใช้เป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาและสร้างสรรค์สิ่งต่างๆได้

ขั้นแรกเขาเรียกว่า Empathize

หรือเป็นการทำความเข้าใจต่อกลุ่มบุคคลเป้าหมายครับ เนื่องจากในการแก้ไขปัญหาหรือสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ใดๆ ก็ตามเรามักจะทำไปเพื่อบุคคลอื่นเสมอ ดังนั้น ก่อนที่จะแก้ไขปัญหาหรือสร้างสรรค์สิ่งใดก็ตามเราจะต้องเข้าใจถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างถ่องแท้เสียก่อน ซึ่งการจะเข้าใจบุคคลอื่นได้นั้นก็หนีไม่พ้นการสัมภาษณ์ การสังเกต หรือ แม้กระทั่งลองจำลองตนเองอยู่ในสถานการณ์นั้นๆ จริงๆ

ขั้นที่สองคือ Define

ซึ่งภายหลังจากที่เราเรียนรู้และทำเข้าใจต่อกลุ่มบุคคลเป้าหมายแล้ว ก็ต้องมานั่งกำหนดให้ชัดเจนว่าจริงๆ แล้วปัญหาที่เกิดขึ้นคืออะไร หรือ ที่ภาษาของ Design Thinking เรียกว่า Point of View ถ้าเราสามารถกำหนดได้อย่างชัดเจนว่าปัญหาที่เกิดขึ้น หรือ Problem Statement คืออะไร ก็จะทำให้เราก้าวสู่ขั้นที่สามได้ง่ายขึ้นครับ

ขั้นที่สามคือ Ideate

หรือการสร้างความคิดต่างๆ ให้เกิดขึ้น โดยเน้นการหาแนวคิดและแนวทางในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ให้มากที่สุด หลากหลายที่สุด โดยความคิดและแนวทางต่างๆ ที่คิดขึ้นมานั้นก็เพื่อตอบโจทย์ปัญหาที่เกิดขึ้นในขั้นที่สอง หัวใจสำคัญของขั้นนี้คือต้องแยกให้ชัดเจนระหว่างการสร้างและระดมความคิดใหม่ๆ ให้เกิดขึ้น กับ การประเมินหรือวิพากษ์ ความคิดใหม่ๆ นะครับ หลายครั้งความคิดใหม่ๆ ไม่เกิดขึ้น เพราะเรามักจะสับสนระหว่างการสร้างความคิดใหม่ กับ การวิพากษ์ความคิดใหม่

ขั้นที่สี่คือการสร้าง Prototype

หรือแบบจำลองขึ้นมา เนื่องจากความคิดที่ได้ในขั้นที่สามนั้นมันอยู่ในหัวอยู่ในแผ่นกระดาษ แต่เราจะไม่รู้ว่ามีความเป็นไปได้หรือไม่ถ้าเราไม่จำลองขึ้นมาให้สามารถจับต้องได้ เมื่อเรานึกถึงแบบจำลองนั้น เรามักจะนึกถึงแต่ตัวสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ที่จับต้องได้ แต่จริงๆ ประสบการณ์ (Experience) หรือ การบริการก็สามารถที่จะจำลองสถานการณ์ออกมาได้เช่นเดียวกันครับ

ขั้นสุดท้ายคือ Test

หรือการทดสอบ ที่เรานำแบบจำลองที่สร้างขึ้นมานั้นทดสอบกับผู้ใช้หรือกลุ่มบุคคลเป้าหมายจริงๆ เพื่อรับข้อแนะนำหรือ Feedback มาใช้ในการพัฒนาปรับปรุงต่อไป

ทฤษฏีที่เกี่ยวข้อง ( UK Design Council )

Design Thinking หรือ The Double Diamond Design Process ของ UK Design Council นั้นแบ่งขั้นตอนออกเป็น 4 ขั้นตอนด้วยกัน ได้แก่ Discover Define Develop และ Deliver จะเห็นได้ว่า กระบวนการคิดเชิงออกแบบของ UK Design Council จะคล้ายกันกับแนวคิดของ d.school อยู่มาก ก็คือ ขั้นตอนที่หนึ่งและสอง (Discover และ Define) เป็นขั้นตอนทำความเข้าใจและตีความปัญหาอย่างลึกซึ้ง รวมถึงการวางแผนโครงการ ขั้นตอนที่สาม (Develop) คือขั้นตอนในการใช้ความคิดสร้างสรรค์และมุมมองจากหลากหลายด้านมาสร้างไอเดียหลากหลายไอเดีย พัฒนาให้ภาพและทดสอบไอเดียต่างๆ และขั้นตอนที่สี่ (Deliver) คือขั้นตอนในการทดสอบช่วงสุดท้ายก่อนที่จะนำเอานวัตกรรมออกสู่ตลาด หรือนำเอาไปใช้จริง

คาแรคเตอร์ของการทำงาน Design Thinking

1. มีลักษณะเป็น Choice (ทางเลือก) เพื่อให้เราตัดสินใจ

2.ไม่ใช่เรื่องของ Styling

3. เป็นการ Process Information นำข้อมูลมาผ่านวิธีคิดที่เป็นระบบ

4. เป็นเรื่องของการสร้าง Idea และหา Decision

5. เป็นกระบวนการแบบ Iterative (ทำซ้ำวนไปวนมา)

6. ต้องการ Multi-talented Individuals มาร่วมทำงาน

7. ทำงานแบบ Teamwork ไม่สามารถทำคนเดียวได้

8. เป็น Voyage ที่ต้องผจญภัย เดินทางไปสู่ผลลัพธ์ใหม่ๆ

9. เน้นการ Explore & Test สำรวจ ทดสอบ เผชิญอุปสรรค แก้ไข และย้อนกลับไปทำซ้ำๆ เพื่อหาคำตอบใหม่ได้

คนที่เหมาะจะทำงาน Design Thinking 
โดยปกติทั่วไปในองค์กร พนักงานจากต่างแผนกมักจะมีมุมมอง “ที่ค่อนข้างลบ” ต่อคนในแผนกอื่น ซึ่งนั่นก็เป็นเพราะคนเหล่านี้มีความเชี่ยวชาญที่ต่างกันมาก อาจจะทำให้ไม่เปิดรับ หรือเปิดกว้างต่อมุมมองของคนอื่นเท่าที่ควร (คิดแบบ I-Shape คือเป็น expert ในเรื่องของตัวเองเท่านั้น แต่ไม่รู้เรื่องของคนอื่น/แผนกอื่นเลย) อย่างไรก็ดี สำหรับบุคลากรที่จะมาร่วมทำงาน Design Thinking ได้นั้น เขาเหล่านี้จะต้องปรับตัวให้คิดแบบ T-Shape ได้ด้วย นั่นก็คือต้องหัดกางแขน (เป็นรูปตัว T) ออกไปเพื่อจะเข้าใจคนอื่นๆ มากขึ้น เรียนรู้มุมคิดของเพื่อนร่วมงานในแผนกอื่นๆ บ้าง

หัวใจ 3 ข้อของ Design Thinking 
หลักสำคัญในการทำงาน Design Thinking นั้นจริงๆ มีแค่ 3 เรื่อง คือ

1. Feasible — ต้องมีความเป็นไปได้ในทางเทคนิค (Technical Feasibility) เกี่ยวโยงกับแผนกวิศวกรรม, ไอที

2. Viable — มีความเป็นไปได้ในทางธุรกิจ (Business Viability) เกี่ยวข้องกับฝ่ายการตลาด, ฝ่ายขาย

3. Desirable — ถูกใจผู้ใช้ (User Desirability) สัมพันธ์กับฝ่ายออกแบบ, ฝ่ายวิจัยพัฒนา

Design Thinking

ระบบการคิดใน Design Thinking

ในการทำงาน Design Thinking เราจะใช้ Thinking mode อยู่ 2 แบบ คือ 
1. Divergent Thinking หมายถึง การคิดแบบเปิดกว้าง ไม่ตัดสินถูกผิด เน้นปริมาณของความคิดและความรวดเร็ว

2. Convergent Thinking หมายถึง การคิดเชิงวิเคราะห์ เป็นการคิดเพื่อคัดเลือกและตัดสินใจ

ตัวอย่างงานที่นำไปแก้ไขปัญหากับกลุ่มผู้ใช้งาน Application โดยใช้หลัก Design Thinking

เกร็ดความรู้:

  • สมาชิกภายในทีมควรรวมกันจากหลากหลายสายอาชีพ เพื่อจะทำให้ได้หลากหลายมุมมอง อาทิเช่น Business, Design, Engineer, และ Environmental Science เป็นต้น
  • เปิดใจ รับฟัง ไม่ยึดติดกับความคิดของตัวเอง คือคุณสมบัติหลักที่สมาชิกภายในทีมต้องมี
  • ในการทำ Design Thinking ผู้เชี่ยวชาญมักจะบอกว่า “Stop Talking, Start Doing” อย่ามัวแต่คุยวางแผนให้ยืดยาว รีบลงมือทำให้เร็ว รีบล้มเหลวจากสิ่งเล็กๆ เพื่อที่จะป้องกันการล้มเหลวครั้งใหญ่ในตอนท้าย
  • เรามักใช้กระดาษ Post-it ในการเขียนประเด็นต่างๆ ทั้งปัญหาต่างๆ ที่ได้มาจากขั้นตอน Empathy เพื่อใช้ในการ Define ปัญหา และยังใช้ในขั้นตอน Ideate อีกด้วย
  • 3 คำง่ายๆ สำหรับ Design Thinking “เปิดใจ ต่อยอด ลงมือเร็ว”

เป็นแอพพลิเคชั่นที่ไว้สำหรับ ดูซีรี่ย์ Descendant of the sun ที่ตอนนี้ยังสามารถดูผ่าน แอพลิเคชั่นได้ ซึ่งสามารถแก้ปัญหาได้อีกอย่างโดยฟังก์ชันก็มีมากกว่าดูผ่านเว็บไซด์ ซึ่งน่าจะแก้ไขปัญหาได้ไม่มากก็น้อย

แหล่งข้อมูล/แหล่งอ้างอิง

เมษ์ ศรีพัฒนาสกุล. (2016). “Design Thinking” — กระบวนการออกแบบนวัตกรรม. แหล่งที่มาจากhttps://storylog.co/story/56a321f8f69f51246bce4045

วิสาข์ สอตระกูล. (2012). Design Thinking for Creative Business [เก็บตกเวิร์คชอป] แหล่งที่มาจากhttp://www.tcdc.or.th/articles/design-creativity/20302/

ดร.พสุ เดชะรินทร์. (2014). Design Thinking แหล่งที่มาจากhttp://www.bangkokbiznews.com

Show your support

Clapping shows how much you appreciated Fluke Sorawat’s story.