กดหก
สำหรับรายละเอียดก็มีอยู่ว่างานวิจัยทางจิตวิทยาฉบับนี้ ศึกษาข้อมูลจากการเก็บพฤติกรรมของมนุษย์ที่มีเครือข่ายสังคมออนไลน์ของตัวเอง หรือที่นักข่าวชอบเรียกพวกนี้แบบติดตลกว่า “ชาวเน็ต” นั่นแหละครับ (ปกติเคยได้ยินแต่ชาวไทย ชาวสิงคโปร์ ชาวอเมริกัน ฯลฯ แต่สมัยนี้มี “ชาวเน็ต” เกิดขึ้นมาด้วยนะครับ ฮา) ผู้วิจัยได้ใช้ความรู้ทาง Psycholinguistics มาวิเคราะห์ว่าคำแต่ละคำที่คนเราเลือกใช้มาสื่อสารกันผ่านคอมพิวเตอร์ เป็นกระบวนการที่ผ่านการคิด แล้วจรดนิ้วจิ้มคีย์บอร์ดพิมพ์แต้กๆๆ ระบายออกมาเป็นชุดข้อความอันยาวเหยียดหรือสั้นๆก็ตามแต่ (ซึ่งมันประกอบด้วยกลุ่มคำต่างๆ) จากนั้นก็กดเผยแพร่ให้คนอื่นได้รับรู้กันทั้งบางนั้น มันสามารถเป็นตัวแทนที่สะท้อนบอกถึง “อะไรบางอย่าง” ที่อยู่ในจิตหรือความคิด (mind) ของคนคนนั้นได้ไหม
ซึ่งผลก็คือ ได้จริงๆ ครับ เพราะถ้าหากคุณไม่คิดแล้ว คุณก็คงไม่พิมพ์ออกมาเป็นคำๆให้เห็นได้แน่นอน (อ่านได้ในกรอบสีฟ้าในรูปด้านล่างนี้) โดยมีงานวิจัยฉบับก่อนหน้ามารองรับทฤษฎีพื้นฐานอยู่ก่อนแล้วด้วย
ดังนั้น ตัวงานวิจัยฉบับนี้จึงเน้นไปศึกษาในเรื่องบุคลิก (personalities) เพศ (gender) และ อายุ (age) โดย
อ่านถึงตรงนี้แล้ว อยากให้ดูแผนผังนี้ก่อนจะอ่านกันต่อไปครับ เพื่อให้เข้าใจคอนเซปต์กระบวนการวิจัยของเขาCLICK ดู เลย
หลังจากเข้าไปดูแผ่นผังในลิงก์ข้างบนนี้มาแล้ว เราจะเห็นว่ามันเป็นแผนภาพอธิบายโครงสร้างการดำเนินงานวิจัยของเขา โดยเริ่มตั้งแต่การเก็บข้อมูลจาก volunteer (โดยเก็บทั้งข้อมูลที่เป็นข้อความของเขาบนโลกโซเชี่ยล และไปสอบถามข้อมูลประวัติส่วนบุคคลที่เป็นตัวเขาในโลกจริงๆด้วย ได้แก่ อายุ ที่อยู่ บุคลิกนิสัย สุขภาพ ฯลฯ) จากนั้นนำมาตีความหมาย และวิเคราะห์หาค่าความสัมพันธ์ในเชิงสถิติว่า “สิ่งที่คนโพสต์บนโลกไซเบอร์” มันเกี่ยวโยงเข้ากับ “ความเป็นจริงที่เขาเป็นอยู่จริงๆ” หรือไม่อย่างไร แล้วในที่สุดก็สรุปออกมาเป็นกราฟกลุ่มคำที่เข้าใจง่ายๆ ซึ่งเป็นคำที่บอกถึง 3 แง่มุมที่เขาเน้นศึกษา นั่นก็คือ บุคลิก เพศ และอายุ
- คำที่บุคคลพิมพ์และเผยแพร่บนสื่อโซเชี่ยลออนไลน์ส่วนตัวของเขาสามารถบ่งบอกถึงบุคลิกของเขาได้ เช่น คนที่ใช้คำในเชิงลบ (negative word) มักจะเป็นคนที่ชอบเก็บตัว มีภาวะซึมเศร้า (depress) มักโพสต์ว่าขี้เกียจจัง ซุ่มซ่าม สติวปิ้ด โลกนี้แลดูโหดร้ายเกินจะอาศัยอยู่ อะไรประมาณนี้ ในขณะที่มนุษย์ประเภทเอ็กโทรเวิร์ต (ชอบเข้าสังคม/เปิดตัว) มักจะใช้คำที่เกี่ยวกับสังคมอยู่เสมอๆ เช่น ปาร์ตี้ บาร์ ผับ ส่วนคนประเภทอื่นๆก็จะมีกลุ่มคำที่เขาชอบใช้เป็นประจำอยู่อีกแบบนึง ลองอ่านเพิ่มเติมตามลิงก์ไปเลย [[InfoPic-PERSONALITIES]]
- ลองมาดู กลุ่มคำ,ประโยค,หัวข้อพูดคุย ที่สามารถใช้บอกถึงความเป็นหญิงกับความเป็นชาย กันบ้าง พบว่าผู้หญิงมักใช้คำที่ดูสวยๆ น่ารัก / ในขณะที่ผู้ชายมักจะมีคำสบถนำมาก่อนเลยแฮะ [[InfoPic-GENDER]]
- ส่วน กลุ่มคำ,ประโยค,หัวข้อพูดคุย ที่สามารถใช้บ่งบอกถึงช่วงอายุ นั้นเป็นที่น่าสนใจมากๆ ครับ สังเกตว่าเมื่อถึงช่วงอายุนึงเราก็จะมีกลุ่มคำประเภทนึงเพิ่มเข้ามาในชีวิต เช่น วัยเด็กมักจะมีแต่คำว่า “ฉัน” “ของฉัน” เป็นหลักเลย หรือไม่ก็คำที่เกี่ยวกับการบ้าน เกม เป็นต้น พอโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ก็เริ่มที่จะเข้าสังคมมากขึ้น ได้เรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับคนอื่น ซึ่งนั่นหมายความว่าบุคคลนั้นต้องลดความเป็นตัวตนของเขาลง สนใจคนอื่นให้มากขึ้น ทำให้เริ่มจะมีคำว่า “เรา” เพราะพูดในฐานะรวมคนอื่นด้วย ซึ่งคำว่า “เรา” นี่ยังบ่งบอกถึงเรื่องครอบครัวอีกด้วย เช่น ชีวิตคู่สมรสที่แต่งงานแล้ว หรือคนแก่ๆ ใช้เรียกรวมๆแทนสมาชิกในครอบครัว ขณะที่เด็กยังไม่ค่อยใช้ “เรา” กันมากนัก (อื้ม มันเป็นไปตามหลักจิตวิทยาจริงๆ) หรืออย่างคำว่า “ลูกสาว/ลูกชาย” นี่คนวัยกลางคนจะใช้เยอะ ส่วนถ้าสูงวัยมาหน่อย จะเริ่มพิมพ์คำว่า “หลานสาว/หลานชาย” มาให้เห็นแล้ว ส่วนเด็กจะมีการพิมพ์คำว่า “พ่อ/แม่” (ก็เป็นไปตามนั้น เด็กคงยังไม่คิดถึงเรื่อง “ลูกสาว/ลูกชาย” หรอกเนอะ) นอกจากนี้ยังพบว่าช่วงอายุระหว่าง 13-18 ยังเป็นช่วงที่ใช้คำที่เป็นภาษาคิกขุอาโนเนะกันเยอะมาก เช่น ฮี่ๆ รวมถึงสัญลักษณ์อีโมจิต่างๆ แต่เมื่อโตขึ้นก็จะเริ่มหายไปเอง [[InfoPic-AGE]] [[Graph]]
Email me when P. Poompayoong publishes or recommends stories
