“Penang” through my Fujifilm X-T20

ก่อนอื่น ต้องขอออกตัวก่อนว่า นี่ไม่ใช่รีวิวท่องเที่ยวซะทีเดียว และไม่ใช่รีวิวกล้อง … แล้วมันคืออะไร? เอาเป็นว่า นี่เป็นบทความถ่ายทอด “ปีนัง” ผ่านเลนส์กล้องของผม ในมุมมองของผมก็แล้วกันครับ

ทริปปีนังรอบนี้ วางแผนล่วงหน้าแค่เดือนเดียว โดยจุดมุ่งหมายก็คือไปถ่ายรูปตามตรอกซอกซอยของปีนัง และตระเวนร้านกาแฟ เพื่อนร่วมทริปก็มี Jerdy กับ Laila รวมผมก็ 3 คน ในช่วงวันหยุด 3 วัน (12–14 ส.ค. 60)

แผนการเดินทางคร่าวๆ ก็คือ ขาไปจะนั่งรถไฟจากปาดังเบซาร์ไปลงที่บัตเตอร์เวิร์ธ แล้วนั่งเรือเฟอร์รี่ไปยังเกาะปีนัง ส่วนขากลับจะนั่งรถตู้จากปีนังมาลงหาดใหญ่

(รูปทั้งหมดในบทความนี้ ผมใช้กล้อง Fujifilm X-T20 กับเลนส์สองตัว คือ Fujinon XF 50mm F2 R WR กับ XF 23mm F2 R WR และใช้แอป VSCO iPhone แต่งรูป)


เริ่มเดินทาง

เราเริ่มเดินทางวันแรกในเช้าตรู่ของวันเสาร์ ที่ 12 ส.ค. 60 โดยการเหมารถ Taxi จากปัตตานีตรงไปปาดังเบซาร์ ออกเดินทางจากปัตตานีประมาณ 05.30 น. ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชม. นิดๆ ก็ถึงปาดังเบซาร์ ค่าโดยสารแบบเหมาคัน 900 บาท โดยพี่คนขับให้บริการจนถึงสถานีรถไฟกันเลยทีเดียว (ต้องผ่านขั้นตอนต่างๆ เกี่ยวกับ Passport แล้วข้ามไปฝั่งมาเลเซีย เพราะสถานีรถไฟอยู่ฝั่งมาเลเซีย)

ที่จะลืมไม่ได้เลยก็คือ การแลกเงิน จากเงินบาทไทยเป็นเงินริงกิตมาเลเซีย ซึ่ง ณ วันที่ผมไป อัตราแลกอยู่ที่ 1RM=7.75 บาท ผมกับ Jerdy จะนำเงินติดตัวไป 4,000 บาท รวม 2 คนก็ 8,000 บาท แลกมาได้ 1,032RM (ถือว่าอัตราแลกถูกมาก เพราะปกติ 1RM จะประมาณ 10 กว่าบาทกันเลยทีเดียว)

บรรยากาศในสถานีรถไฟปาดังเบซาร์ (มาเลเซีย)

โดยรถไฟที่เราจะนั่งไปปีนังครั้งนี้ คือ KTM ซึ่งไม่ได้ระบุที่นั่ง และมีลุ้นว่าอาจจะต้องยืน ถ้าคนเยอะ ค่าโดยสารแค่ 11.40RM หรือประมาณ 88 บาท แต่ถ้าต้องการแบบนั่งสบาย ต้องไปกับ ETS นะครับ แต่ผมไม่แน่ใจราคาค่าตั๋ว

ตั่วรถไฟ KTM ปาดังเบซาร์-บัตเตอร์เวิร์ธ

และแล้วเราก็ได้ยืนตลอดทาง

รถไฟที่เราได้ คือรอบ 10.25 น. (เวลามาเลเซีย ซึ่งตรงกับ 09.25 น. เวลาไทย) โดยจะใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชม. กว่าๆ รถไฟเป็นแบบกึ่งความเร็วสูง เพราะเป็นรถไฟที่ใช้พลังงานไฟฟ้า คล้ายๆ รถไฟฟ้า BTS บ้านเราเลยครับ

บรรยากาศบนรถไฟ KTM

และก็เป็นไปอย่างที่คาดไว้ คนเยอะมากจริงๆ ครับ เราเลยต้องยืน แต่รถไฟเขามีเครื่องปรับอากาศ ก็เลยถือว่าไม่หนักหนามาก สำหรับการยืน 2 ชม. กว่าๆ


ถึงบัตเตอร์เวิร์ธ (ปีนัง)

หลังจากยืนไป 2 ชม. นิดๆ เราก็มาถึงสถานีบัตเตอร์เวิร์ธ ประมาณ 12.30 น. (เวลามาเลเซีย และหลังจากนี้ไป เวลาที่ผมใช้ในบทความนี้จะเป็นเวลามาเลเซีย ซึ่งเร็วกว่าไทย 1 ชม. จะได้ไม่ต้องวงเล็บไปทุกครั้ง)

มาถึงบัตเตอร์เวิร์ธ เราก็ต้องข้ามไปยังเกาะปีนัง (เมืองจอร์จทาวน์) โดยเราเลือกวิธีนั่งเรือเฟอร์รี่ครับ เพราะอยู่ไม่ไกลจากสถานีบัตเตอร์เวิร์ธ

ตั๋วเรือเฟอร์รี่ข้ามจากบัตเตอร์เวิร์ธไปยังเกาะปีนัง

ค่าเรือก็ถูกมากครับ แค่ 1.20RM (ประมาณ 9 บาท) ซึ่งตอนนั้นฝนตกหนักมาก ทำให้ผมไม่สามารถเอากล้องมาถ่ายอะไรได้มาก เพราะกลัวกล้องจะเปียกฝน พัง เดี๋ยวไม่มีอารมณ์เที่ยวต่อ ฮ่าๆ

บรรยากาศท้ายเรือเฟอร์รี่ มองเห็นฝั่งบัตเตอร์เวิร์ธ

สวัสดีปีนัง

จริงๆ แล้ว “ปีนัง” เป็นรัฐหนึ่งของมาเลเซีย ซึ่งมีพื้นที่ 2 ส่วน อยู่บนแผ่นดินใหญ่ส่วนหนึ่ง และอีกส่วนเป็นเกาะ (จุดหมายที่เราจะไป) บัตเตอร์เวิร์ธที่เราลงรถไฟก็เป็นเมืองหนึ่งของปีนัง ส่วนเมืองที่เป็นจุดหมายของเราและนักท่องเที่ยวก็คือเมือง “จอร์จทาวน์” ซึ่งอยู่บนเกาะปีนังนั่นเอง

อย่างที่บอกไปตั้งแต่ตอนแรกว่าฝนตกหนัก หลังจากถึงท่าเรือแล้ว เราต้อง “เดิน” ไปยังที่พัก และแน่นอนว่าต้องเดินตากฝนไป (ลุยจริงๆ) เพราะจะเรียก Taxi มันก็ไม่ไกลมาก เลยเลือกที่จะเดิน ถึงที่พักก็เลยขออาบน้ำอาบท่าพักผ่อนสักหน่อย แล้วค่อยออกตระเวนในตัวเมือง (จะขอพูดถึงที่พักในตอนท้ายบทความนะครับ)

บรรยากาศในเมืองจอร์จทาวน์ ปีนัง

หลังจากนอนพักไปหนึ่งงีบ และฝนหยุดตกแล้ว ก็ได้เวลาออกตระเวน โดยจุดหมายแรกก็คือร้านกาแฟ ร้านแรกที่ไปก็คือร้าน Black Cattle ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากที่พักมากนัก

Black Cattle ดูภายนอกเหมือนร้านเล็กๆ แต่พอเข้าไป พื้นที่ข้างในกว้างขวางมากครับ และมีขนมหลากหลายชนิด ใครชอบแนวขนมปัง รับรองว่าต้องติดใจร้านนี้

เครื่องดื่มและขนมในร้าน Black Cattle

อิ่มแล้ว ก็ได้เวลาเดินตระเวนเมือง ชมบรรยากาศ ถ่ายรูป และเดินดูของเรื่อยๆ โดยเราเลือกเดินไปยังบริเวณ Little India เพราะคิดว่าน่าจะมีอะไรให้ดูเยอะ

วันนี้เดินเยอะจริงๆ ครับ ตั้งแต่ลงจากเรือ ตระเวนโซน Little India แล้วก็กลับที่พักตอนค่ำ จน Apple Watch มองว่าผมกำลังออกกำลังกายกันเลยทีเดียว :)


Lang Hoose ที่พักเล็กๆ แต่น่ารัก

ก่อนมา เราได้จองที่พักผ่าน Booking.com ไว้แล้ว โดยเลือก Lang Hoose เพราะราคาไม่แรงมาก และรูปห้องในหน้าเว็บก็ดูน่ารักน่าพัก เราจองห้องพักไว้ 2 ห้อง สำหรับ 2 คน และห้องเดี่ยวอีกห้อง ในราคา 395RM (ประมาณ 3,081 บาท) สำหรับ 3 คน 3 วัน 2 คืน

โดย Lang Hoose นอกจากจะเป็นที่พักแล้ว ชั้นล่างยังเปิดเป็นร้านกาแฟ และมีของใช้เก่าๆ ตั้งโชว์ไว้ให้ดูด้วยครับ บรรยากาศออกไปทางย้อนยุคอยู่พอสมควร

บรรยากาศล็อบบี้ Lang Hoose

เช้าวันต่อมา

นอนพักเอาแรงไป 1 คืน ตื่นมาด้วยความสดชื่นและฟ้าฝนก็เป็นใจ (ฝนไม่ตก) ก็ได้เวลาออกไปหาอะไรกิน เพราะที่พักไม่มีบริการอาหารเช้าในแพ็คเกจที่เราซื้อ และ Cafe ก็ปิด (เนื่องจาก พนง. ลากลับบ้าน) ก็เลยต้องเดินออกไปหาข้างนอกแทน ระหว่างทางก็เดินถ่ายรูปไปเรื่อยๆ

จุดหมายแรกของวันนี้ก็คือ ร้าน “Macallum Connoisseurs” เดินไปตามแผนที่ ซึ่งไกลจากที่พักอยู่พอสมควร แต่อากาศดี และเพลิดเพลินกับบรรยากาศตลอดทาง ก็เลยรู้สึกไม่เหนื่อยนัก

หน้าร้าน Macallum Connoisseurs

มาถึงร้าน ก็ไม่รอช้า สั่งอาหารกับเครื่องดื่มทันที เพราะร้อนและเหนื่อย (ไหนว่าเพลิดเพลิน?)

จริงๆ แล้วเมนูที่เป็น Signature ของร้านนี้คือ Smokey Duck Breast แต่เราไปถึงก่อนเที่ยง ครัวยังไม่เปิด เลยสั่งได้เฉพาะเครื่องดื่ม กับบางเมนูเท่านั้น อดกินของอร่อยกันไปตามระเบียบ


ไปเดินห้าง KOMTAR

ครับ ไปเดินห้างจริงๆ เพราะเพื่อนร่วมทริปต้องการจะไปช้อปปิ้ง ก็เลยต้องไป และอีกอย่าง KOMTAR คือห้างใหญ่ของปีนัง ถ้ามาก็ไม่ควรพลาด แต่ผมไม่ได้รูปในห้างมานะครับ (ฮ่าๆๆๆ) เอาบรรยากาศระหว่างเดินไปดีกว่า น่าดูกว่าเยอะ ส่วนตัวห้างนั้น น่าจะเป็นเจ้าตึกสูงๆ ที่เห็นในรูปข้างล่างนั่นแหละครับ


ร้านกาแฟ (อีกแล้ว)

ก็อย่างที่บอกครับ จุดหมายหลักของทริปนี้คือตระเวนร้านกาแฟในปีนัง แต่ละวันก็เลยต้องแวะอย่างน้อย 1 ร้าน สำหรับวันนี้เราจะไปกันที่ร้าน Awesome Canteen ซึ่งเป็นร้านที่หลายๆ คนแนะนำ ว่าถ้ามาปีนัง ต้องห้ามพลาดร้านนี้ (ร้านเปิด 11.00 น.)

บรรยากาศร้าน Awesome Canteen

Awesome Canteen เป็นร้านกาแฟและขนมที่ตัวร้านเป็นตึกเก่า ส่วนภายในร้านกว้างขวาง และเต็มไปด้วยชาวต่างชาติ

ชามิ้นท์เย็น

เนื่องจากเมื่อเช้าจัดกาแฟไปแล้ว รอบนี้เลยสั่งชามิ้นท์เย็นมาแทน ตามข้าวซาบะย่าง ส่วนเพื่อนร่วมทริปสั่งเบอร์เกอร์มา อร่อยครับ

จุดหมายต่อไปคือ Ice Ball ที่ Laila บอกว่า ถ้ามาแล้วต้องไม่พลาด กว่าจะหาร้านเจอ ทำเอาเกือบเปลี่ยนจุดหมาย เพราะมีหลายร้านจนไม่รู้ว่าร้านไหนคือ Original ฮ่าๆ

มันคือน้ำแข็งใสทำเป็นก้อนกลมๆ ขนาดใหญ่ แล้วราดน้ำหวาน มีให้เลือกหลายรส อร่อยมั้ย? ก็ทั่วไปครับ แต่ที่สำคัญคือกินยากมาก

Ice Ball ที่แสนจะกินยาก

ปีนังยามค่ำคืน (ที่ฝนตก)

หนึ่งในความอยากถ่ายรูปของผมก็คือ การเดินถ่ายบรรยากาศยามค่ำคืนในปีนัง โดยเราเลือกถนน Love Lane ที่รีวิวต่างๆ บอกว่าคล้ายๆ ถนนข้าวสารบ้านเรา แต่ระหว่างทางจะไป Love Lane (แน่นอนว่าเราใช้วิธีเดินกางร่มเพราะฝนตก) ก็ถ่ายเก็บไปเรื่อยๆ ถนนเส้นที่เป็น Street Art ถ้าตอนเช้าคนจะเยอะมากจนไม่สามารถแวะถ่ายได้เลย แต่พอกลางคืน เส้นนี้เป็นของเราครับ

ความยากลำบากของค่ำคืนนี้ก็คือ ฝนตก ผมต้องถือร่มไปด้วย จับกล้องไปด้วย แล้วการถ่ายกลางคืนที่ต้องใช้ Speed Shutter ต่ำๆ เพื่อจะได้ไม่ต้องดัน ISO มาก ทำให้รูปเบลอๆ เอาง่ายๆ เลยครับ แต่ก็พยายามจนได้มาบ้าง ที่พอจะดูได้

ถนนเส้น Love Lane ก็อย่างที่รีวิวหลายๆ ที่บอกไว้เลยครับ คล้ายๆ ถนนข้าวสาร ที่ กทม. เลย ชาวต่างชาติเพียบ ร้านรวงต่างๆ เพียบ ถ่ายสนุกครับ ถ้าฝนไม่ตกจะสนุกกว่านี้ T_T


เดินทางกลับไทย

เช้าวันจันทร์ จะเป็นวันสุดท้ายที่เราจะอยู่ปีนัง (เพราะพรุ่งนี้ทำงาน) แผนการเดินทางขากลับก็คือ นั่งรถตู้จากปีนังไปลงหาดใหญ่ ตียาวเลย โดยรถตู้จะมารับตอน 12.00 น. ทำให้ช่วงเช้า ผมยังมีโอกาสเดินถ่ายบริเวณใกล้ๆ ที่พักได้อยู่

เช้าๆ แบบนี้ก็ต้องกาแฟครับ เดินหาเรื่อยๆ เจอร้าน Gayo Coffee ซึ่งอยู่ใกล้ๆ ที่พัก

ร้าน Gayo Coffee ใกล้ๆ กับ Lang Hoose ที่ผมพัก

นั่งจิบกาแฟไปและดูผู้คนเดินไปมาช่วงเช้าของปีนังก็เพลินดีครับ

บรรยากาศเช้าๆ ตามถนน Street Art ในปีนัง

ก่อนรถจะมารับ พวกเราก็ลงมาจัดอาหารเช้าที่ Cafe ของที่พักเลย เพราะวันนี้เปิดให้บริการตามปกติแล้ว

Lang Hoose ที่พักของพวกผมในทริปนี้
บรรยากาศใน Lang Hoose Cafe

อาหารเช้าที่เรากินเช้านี้เป็น Half-Boiled Egg with Toast โดยมีพี่พนักงานใจดีคอยบริการให้อย่างดี

Half-Boiled Egg with Toast ณ Lang Hoose

สำหรับค่ารถตู้โดยสารจากปีนังไปหาดใหญ่ ตกคนละ 50RM (ประมาณ 390 บาท) ก็ไม่แพงมากครับ แต่ไม่มีแวะไหนเลยนะครับ ใครคาดหวังจะซื้อของฝากขากลับ คงต้องใช้วิธีอื่นครับ

แลกเงินไทยมา 4,000 บาท ขากลับ (ถ้าไม่นับที่ซื้อรองเท้าใหม่ไป 1 คู่) ก็จะมีเงินเหลืออีก 1,000 บาทเศษ ทริปนี้รวมทุกอย่าง ใช้ไปประมาณ 3,000 บาทเศษ ถือว่าไม่เกินงบ และเป็นการเที่ยวต่างประเทศ 3 วัน 2 คืน ที่ถูกมากๆ และด้วยความที่ไปกับเพื่อนร่วมทริปที่คอเดียวกัน ไปไหนไปกัน เลยทำให้สนุก หัวเราะได้ทั้งวัน :)

ทริปหน้าจะเป็นที่ไหน ต้องคอยติดตามกันต่อไปครับ อย่าลืมติดตาม Instagram ของผมได้ที่ instagram.com/fotobyzach

Like what you read? Give Zach a round of applause.

From a quick cheer to a standing ovation, clap to show how much you enjoyed this story.