รับงานนี้แล้วจะโดนเบี้ยวไหมวะ? ปัญหานี้แก้ไขได้ง่ายๆ เขียนสัญญาไงล่ะ

สืบเนื่องมาจากช่วงหลังมานี้ผมได้รับงานจากลูกค้ามากขึ้น แรกๆก็มีความสุขดีที่ได้ทำงาน ได้เงินมากจากน้ำพักน้ำแรงของตัวเอง ถึงแม้จะไม่มากแต่มันก็ภูมิใจ

แต่ว่าไม่ใช่ทุกครั้งที่การทำงานจะผ่านไปอย่างราบรื่น บางครั้งผมก็ต้องปวดหัวกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง อย่างเช่น งานนี้เสร็จแล้ว แต่ทำไมเงินไม่เข้าซักที ลูกค้าเอางานไปใช้แล้วด้วยนะ เห้ยยยยย ร้องไห้ TT หรือจะเป็นวันก่อนพูดอย่างนั้น วันนี้พูดอย่างนี้ อ้าวพี่ มันไม่เหมือนที่คุยกันไว้นี่นา TT^TT

เลยคิดว่าบางทีเราก็ควรจะเซฟตัวเองบ้าง เราอาจจะไม่ชอบเบี้ยวใครก็จริง แต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกคนที่ทำงานด้วยจะไม่เบี้ยวเรา วิธีการรับมือในกรณีนี้ที่ดีที่สุดก็คือ Contract สัญญานั่นเอง

จากที่ผมลอง Googling ดูหลายๆที่ พบเจอหลายๆปัญหา แต่ส่วนมากปัญหาก็จะมาเป็น Pattern เดียวกัน แล้วผมยังได้ไปเจอแหล่งข้อมูลที่ดีอีกด้วย ดังนั้นผมจะขอสรุปวิธีการเขียนหนังสือสัญญา (ในแบบของตัวเอง)ไว้ในที่นี้ เผื่อใครผ่านมาอาจจะได้เอาไปปรับใช้เป็นของตัวเองได้ สำหรับลิ้งค์ด้านล่างเป็น References ที่ผมอ่านแล้วชอบที่สุด


ร่างหนังสือสัญญา แล้วชีวิตจะเป็นสุขมากขึ้น

1. เกริ่นนำสักนิด

ระบุไปเลยว่าสัญญาฉบับนี้เกี่ยวกับอะไร เป็นสัญญาระหว่างใครกับใคร จัดทำขึ้นที่ไหนและเมื่อไร ตรงจุดนี้ถ้าคิดว่าชื่อเราหรือชื่อลูกค้ายาวมาก ถ้าต้องไปเขียนซ้ำในจุดอื่นจะทำให้ประโยคเยิ่นเย้อ อ่านยาก ตรงนี้เราสามารถปรับย่อชื่อได้ครับ โดยให้ระบุเป็น “ผู้ว่าจ้าง” กับ “ผู้ถูกว่าจ้าง” อะไรแบบนี้

ตัวอย่าง

สัญญาข้อตกลงการจ้างงาน
สัญญาฉบับนี้จัดทำขึ้นที่ (_แก้ไขที่อยู่_) เมื่อวันที่ (_แก้ไขวันที่และเวลา_)
ระหว่างโฮปฮอฟสตูดิโอ ซึ่งในสัญญาฉบับนี้จะถูกเรียกว่า “ผู้ถูกว่าจ้าง” ฝ่ายหนึ่ง กับ (_แก้ไขชื่อนามสกุล หรือชื่อบริษัท พร้อมที่อยู่ของผู้ว่าจ้าง_) ซึ่งในสัญญาฉบับนี้จะถูกเรียกว่า “ผู้ว่าจ้าง” อีกฝ่ายหนึ่ง

2.ข้อตกลงและเงื่อนไข

ระบุไปว่าการทำสัญญาครั้งนี้มีข้อตกลงและเงื่อนไขใดๆเป็นพิเศษหรือเปล่า เช่น ถ้าหากมีค่าใช้จ่ายอื่นๆเพิ่มเข้ามาโดยไม่ได้ระบุไว้ในใบเสนอราคา เราจะเอารายละเอียดไปให้ประกอบการตัดสินใจก่อน หรือถ้ามีข้อตกลงอื่นๆก็ให้ยึดตามเอกสารที่ได้แนบมา

ตัวอย่าง

ข้อตกลงและเงื่อนไข
(ก) ราคาสุทธิในใบเสนอราคาไม่รวมถึงค่าใช้จ่ายจำเป็นอื่นๆที่ไม่ได้ระบุไว้ในรายละเอียด หากมีค่าใช้จ่ายนอกเหนือจากที่ระบุไว้ข้างต้น ผู้ว่าจ้างจะได้รับการแจ้งรายละเอียดเพื่อการตัดสินใจก่อนทุกครั้งจากผู้ถูกว่าจ้าง
(ข) ข้อตกลงอื่นๆให้อ้างอิงจากเอกสารประกอบรายละเอียดโครงการ

3.ขอบเขตการทำงาน

ตรงนี้ระบุไปตามที่ตกลงกันว่ามีงานอะไรที่ต้องทำบ้าง เช่น สร้างเกมแอปพลิเคชั่นเพื่อการศึกษาเกี่ยวกับคำในภาษาไทยระดับ ป.3 โดยบรรจุคำ 1,000 คำพร้อมความหมาย พร้อมกับอัพโหลดลง App Store และ Play Store

พยายามเขียนให้ครอบคลุมงานที่ตกลงกันไว้ให้มากที่สุด ลูกค้าจะไม่สามารถสั่งเพิ่มหรือสั่งแกงานใดๆก็ตามที่อยู่นอกเหนือสโคปนี้ได้ เว้นเสียแต่ว่าจะไปคุยกันนอกรอบเพื่อปรับเปลี่ยนสัญญา (แล้วเราก็ชาร์ตเพิ่ม) อะไรแบบนี้

4.การแก้ไขงาน

มาถึงปัญหาสุดฮิตที่เจอกันทั่วบ้านทั่วเมือง กับการทำงานอะไรซักอย่าง แต่มันก็ไม่จบซักที เงินก็ยังไม่ได้เพราะงานไม่ยอมเสร็จ ก็เพราะว่าโดนสั่งแก้อยู่เรื่อยๆนี่แหละ วิธีแก้คือให้เราระบุไปเลยว่าระหว่างที่ทำงาน จะแก้ให้ฟรีกี่รอบ ถ้าเกินกว่านั้นจะคิดเท่าไรอะไรยังไง การแก้เล็กๆน้อยๆทำได้แค่ไหน การแก้แบบพลิกฝ่ามือเลยทำได้ไหม

ถ้าเราระบุโดยละเอียด ลูกค้าจะใช้เวลามากขึ้นในการใตร่ตรองก่อนสั่งอะไรเรา ลดปัญหาการแก้งานบานปลาย สุดท้ายกลับมาที่เดิม แถมโปรเจ็คต์จบเร็วขึ้น ได้ประโยชน์ทั้งเราและลูกค้าครับ เพราะการแก้แต่ละครั้ง ลูกค้าจะคิดมากกว่าเดิม ซึ่งจะได้งานที่ตรงคอนเซ็ปต์มากขึ้น ส่วนเราก็ไม่ต้องเสียเวลากับงานฟรีที่ทำแล้วก็ต้องทิ้ง

ตัวอย่าง

การแก้ไขงาน
(ก) หากมีการแก้ไขงาน ผู้ถูกว่าจ้างจะเป็นฝ่ายประเมินระยะเวลาและค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นและส่งรายละเอียดให้กับผู้ว่าจ้างเพื่อประกอบการตัดสินใจ
(ข) ในระหว่างระยะเวลาการทำงาน ผู้ถูกว่าจ้างอนุญาติให้ผู้ว่าจ้างแก้ไขงานได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายโดยมีรายละเอียดเงื่อนไขดังนี้
 -การแก้ไขงานขนาดเล็กได้ 3 ครั้งโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
 -การแก้ไขงานขนาดใหญ่ได้ 1 ครั้งโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
(ค) หากมีการแก้ไขงานมากกว่าที่กำหนด ผู้ถูกว่าจ้างขอสงวนสิทธิ์ในการคิดค่าธรรมเนียมการแก้ไขงาน โดยจะส่งรายละเอียดให้กับผู้ว่าจ้างเพื่อประกอบการตัดสินใจก่อนทุกครั้ง

5.การชำระเงินและค่าตอบแทน

เคยไหม งานเสร็จแล้ว ส่งมอบก็แล้ว แต่รอมาเป็นเดือนแล้วเงินก็ไม่เข้าสักที แล้วเดือนนี้จะเอาอะไรกินล่ะเนี่ยยย!!? ดีไม่ดีลูกค้าได้งานไปใช้สบายตัวแล้ว ส่วนเงินค่อยจ่ายละกัน… ตรงนี้เราต้องระบุไปเลยว่าการจ่ายเงินจะเกิดขึ้นตอนไหนบ้าง หลังจากครบเวลาจ่ายเงินแล้วต้องชำระภายในกี่วัน ถ้าหากไม่ชำระภายในเวลาที่กำหนดจะเกิดอะไรขึ้น

อ้อ อย่าลืมเรื่องค่ามัดจำด้วยนะ เพื่อเป็นเครื่องการันตีว่าลูกค้าตั้งใจจะทำงานกับเราจริงๆ จะไม่หายไปพร้อมกับสายลมระหว่างการทำงานโดยที่ยังไม่ได้จ่ายเลยแม้แต่แดงเดียว (ตาย…ตาย.. เจอแบบนี้มีจุก)

ตัวอย่าง

การชำระเงินและค่าตอบแทน:
(ก) เมื่อผู้ว่าจ้างตัดสินใจทำการจัดจ้างเพื่อดำเนินโครงการตามรายละเอียดข้างต้น ผู้ว่าจ้างต้องดำเนินการชำระเงินค่าโครงการในส่วนของเงินมัดจำค่าโครงการเป็นจำนวนร้อยละ (_แก้ไขเปอร์เซ็นต์_) ของมูลค่าสุทธิของโครงการ และชำระอีกร้อยละ (_แก้ไขเปอร์เซ็นต์_) ของมูลค่าสุทธิของโครงการหลังจากดำเนินงานไปได้ประมาณสามจากห้าส่วน และชำระอีกร้อยละ (_แก้ไขเปอร์เซ็นต์_) หลังจากการดำเนินโครงการเสร็จสมบูรณ์ตามรายละเอียดโครงการข้างต้น
(ข) การชำระค่าโครงการในทุกระยะจะต้องดำเนินการชำระภายใน (_แก้ไขจำนวน_) วัน หลังจากได้รับใบแจ้งหนี้ หากมีความล่าช้าในการชำระค่าโครงการ ผู้ถูกว่าจ้างขอสงวนสิทธิในการพักการดำเนินงานหรือพิจารณายกเลิกโครงการตามเห็นสมควรโดยไม่มีการคืนเงินมัดจำที่ได้รับชำระเป็นค่าโครงการในส่วนที่ได้ดำเนินการไปแล้วในทุกกรณี

6.ปัญหาและการยกเลิกสัญญา / โครงการ

บางทีบางครั้งก็อาจจะมีปัญหาเกิดขึ้นมาระหว่างการทำงานก็เป็นได้ แต่ปัญหาบางทีก็หนักหนามากจนถึงขั้นทำให้งานสะดุดได้เลย เราอาจต้องเตรียมตัวไว้เผื่อในกรณีนี้ จะได้ไม่เจ็บตัวมาก หรือจะตกลงกันครึ่งทางก็แล้วแต่

ตัวอย่าง

ปัญหาและการยกเลิกสัญญา / โครงการ:
(ก) หากโครงการมีความล่าช้าหรือปัญหาที่ทำให้ไม่สามารถดำเนินโครงการต่อไปได้ หรือจำเป็นต้องพักโครงการ โดยปัญหานั้นเกิดจากผู้ว่าจ้าง ผู้ถูกว่าจ้างขอสงวนสิทธิ์พักการดำเนินการหรือยกเลิกโครงการตามเห็นสมควร โดยไม่มีการคืนเงินมัดจำที่ได้รับชำระเป็นค่าโครงการในส่วนที่ได้ดำเนินการไปแล้วในทุกกรณี
(ข) ในกรณีที่ผู้ว่าจ้างต้องการยกเลิกโครงการในทุกระยะ ผู้ว่าจ้างต้องชำระเงินค่าธรรมเนียมการยกเลิกโครงการให้แก่ผู้ถูกว่าจ้างเป็นค่าเสียเวลาและเสียโอกาสเป็นจำนวนร้อยละ (_แก้ไขเปอร์เซ็นต์_) ของมูลค่าสุทธิโครงการ

7.ระยะเวลาการทำงาน

ระบุช่วงเวลาการทำงานโดยละเอียด บอกไปให้หมดว่างานจะเริ่มวันไหน จะพรีเซนท์ความก้าวหน้ากี่ครั้ง ตอนงานเดินไปได้แล้วกี่เปอร์เซ็นต์ งานจะเสร็จภายในวันไหน และจะส่งมอบงานทั้งหมดก่อนจะจบโครงการภายในวันไหน

แนะนำว่าถ้าต้องแก้ไขงาน ให้เพิ่มเวลาการทำงานเข้าไปด้วย (ไม่งั้นเวลาการทำงานจะลดลง Dead line จะเข้ามาใกล้ขึ้น ไฟจะลนหัวกันก็คราวเนี้ยะ)

ตัวอย่าง

ระยะเวลาการทำงาน:
(ก) (_แก้ไขรายละเอียดตารางงาน โดยระบุวันที่เริ่มงาน วันนำเสนอความก้าวหน้าของงานในแต่ระยะ วันที่งานจะเสร็จ วันที่จะส่งมอบงานและวันสิ้นสุดโครงการ_)
(ข) ระยะเวลาการส่งมอบผลงาน วันนำเสนอความก้าวหน้าของงานจะถูกปรับเปลี่ยนตามจำนวนวันที่ต้องใช้ในการแก้ไขงาน

8.ลิขสิทธิ กรรมสิทธิและความเป็นเจ้าของผลงาน

ตกลงกันให้ดีว่าผลงานที่ทำอยู่นี้ สิทธิ์ส่วนไหนเป็นของใคร อาทิเช่น (ขอยกตัวอย่างมาจากเรฟตรงๆเลย) เราออกแบบตัวละครไว้ แล้วมีคนมาสนใจ อยากจะเอาไปใช้ในงานของเขา หลังจากงานเสร็จเรียบร้อยแล้ว กรรมสิทธิในตัวละครตัวนั้นยังเป็นของเรา ลูกค้าไม่สามารถเอาไปใช้ในงานอื่นๆได้ เว้นแต่ว่าดีลสัญญาอย่างอื่นเอาไว้

ส่วนงานที่ลูกค้า “จ้างให้เราสร้างสรรค์ขึ้นมา” กรรมสิทธิของงานนั้นก็จะตกเป็นของลูกค้า แล้วถ้าหากเราอยากนำมันมาใส่ในพอร์ตของเราก็ให้ตกลงกับลูกค้าไว้ก่อนจะเริ่มงานก็ดีครับ

ตัวอย่าง

ลิขสิทธิ กรรมสิทธิและความเป็นเจ้าของผลงาน:
(ก) ในกรณีที่ผู้ว่าจ้างต้องการใช้ผลงานที่ผู้ถูกว่าจ้างเป็นเจ้าของกรรมสิทธิอยู่ ลิขสิทธิของผลงานนั้นจะยังเป็นของผู้ถูกว่าจ้าง หากผู้ว่าจ้างต้องการนำผลงานไปใช้ในทางอื่นจะต้องทำสัญญาตกลงกันเป็นครั้งคราวไป
(ข) หากผลงานเป็นผลงานที่ผู้ว่าจ้าง จ้างให้จัดทำเป็นผลงานตามความต้องการของผู้ว่าจ้าง กรรมสิทธิของผลงานนั้นจะตกเป็นของผู้ว่าจ้าง
(ค) ผู้ว่าจ้างยินยอมให้ผู้ถูกว่าจ้างนำผลงานที่จัดทำขึ้นไปเป็นประวัติการทำงาน การโปรโมท ออกบูธแสดงผลงานได้ไม่ว่ากรรมสิทธิของผลงานนั้นจะตกเป็นของฝ่ายใด หรือตามแต่ข้อตกลงระหว่างผู้จ้างและผู้ถูกว่าจ้าง

9.การใช้งานทรัพยากรจากบุคคลที่สาม

เรื่องนี้ค่อนข้างเป็นเรื่องใหญ่สำหรับบ้านเรา อาจจะมีเคยเจอมาบ้าง เช่น ลูกค้าอยากให้ใส่เพลงนี้ลงไปในงานด้วย เราก็บอกลูกค้าไปว่าเพลงมันต้องซื้อมานะครับ เอามาใช้เลยไม่ได้ ถ้าลูกค้าเข้าใจก็ดีไป แต่ก็มีบ้างที่ไม่เข้าใจ ฉันจะเอาๆ โหลดมาสิ Youtube ดูฟรีๆก็มี ทำไม่เป็นหรือไง?

ตรงนี้เราสามารถปกป้องตัวเองได้ด้วยการเขียนสัญญาครับ ถ้าลูกค้าเอา Resources มาให้ ซึ่งเราก็ไม่รู้หรอกว่าเค้าได้มายังไง แต่ถ้าเจ้าของผลงานมาเห็นแล้วฟ้อง เราจะเป็นคนแรกๆที่รับกรรมครับ แต่ถ้าลูกค้าบอกว่าถ้ามีปัญหา เดี๋ยวชั้นจัดการเอง งั้นก็ทำโล้ด 555555+

อีกกรณีที่พบได้บ่อยก็เป็นพวกฟ้อนต์กับภาพถ่ายนี่แหละครับ ทุกอย่างหาได้จาก Google แต่ก็ไม่ใช่ทุกอย่างจะฟรี หรือต่อให้ฟรีบางทีมันก็มีเงื่อนไขนะคร้าบบบ

ตัวอย่าง

การใช้งานทรัพยากรจากบุคคลที่สาม:
(ก) การใช้ทรัพยากรจากบุคคลที่สามเพื่อประกอบการทำงานโดยผู้ว่าจ้างเป็นผู้ส่งมอบทรัพยากรนั้นให้กับผู้ถูกว่าจ้าง ผู้ว่าจ้างจะต้องรับผิดชอบในทุกกรณีหากเกิดการฟ้องร้องกรรมสิทธิจากบุคคลที่สาม
(ข) การใช้ทรัพยากรจากบุคคลที่สามโดยผู้ว่าจ้างร้องขอให้ผู้ถูกว่าจ้างจัดหาทรัพยากรนั้น หากมีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นโดยค่าใช้จ่ายนั้นเป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้ระบุไว้ในใบเสนอราคาหรือรายละเอียดโครงการ ผู้ว่าจ้างจะได้รับรายละเอียดประกอบการตัดสินใจก่อนทุกครั้งจากผู้ถูกว่าจ้าง

10.การรับประกันและการแก้ไขที่นอกเหนือจากที่ระบุไว้ในสัญญา

บางทีการมีบริการหลังการขายก็ช่วยให้เราดูมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น แถมลูกค้าจะรู้สึกคุ้มกับเงินที่จ่ายไปด้วย ซึ่งหลายๆที่บอกเป็นเสียงเดียวกันว่า เซอร์วิสต์สักประมาณหนึ่งเดือนหลังส่งมอบผลงานกำลังดีครับ

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เหมือนกับข้อ 4 เรื่องการแก้ไขงาน เราต้องกำหนดระยะเวลาที่จะเซอร์วิสต์ให้แบบฟรีๆ กับจำนวนการแก้ที่สามารถทำได้ หากเกินกว่านี้หรือช่วงเวลานี้ก็จะมีค่าธรรมเนียมในการแก้ไข

คงไม่อยากเจอกรณีทำงานจนเสร็จ ส่งงานไปแล้ว สองปีต่อมาลูกค้าติดต่อมาขอให้แก้ฟรีๆใช่ไหมครับ

ตัวอย่าง

การรับประกันและการแก้ไขที่นอกเหนือจากที่ระบุไว้ในสัญญา:
(ก) การรับประกันคุณภาพผลงานและบริการหลังจากการส่งมอบงานเสร็จสมบูรณ์ ภายในระยะเวลา 30 วันนับจากวันที่ส่งมอบ ผู้ถูกว่าจ้างอนุญาติให้มีการแก้ไขผลงานเพิ่มเติมได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายโดยมีเงื่อนไขดังนี้
-การแก้ไขงานขนาดเล็ก อนุญาติให้แก้ไขเพิ่มเติมได้อีก (_แก้ไขจำนวน_) ครั้ง
 -การแก้ไขงานขนาดใหญ่ อนุญาติให้แก้ไขเพิ่มเติมได้โดยจะต้องใช้เวลาไม่เกิน (_แก้ไขจำนวน_) วัน
(ข) การแก้ไขงานกรณีเกินจากระยะเวลาการรับประกันคุณภาพหรือแก้ไขเกินเงื่อนไขการรับประกัน ผู้ถูกว่าจ้างอนุญาติให้มีการแก้ไขผลงานเพิ่มเติมได้โดยมีค่าใช้จ่ายตามเงื่อนไขดังนี้
 -การแก้ไขงานขนาดเล็ก ครั้งละ (_แก้ไขราคา_) บาท แต่ไม่เกิน (_แก้ไขราคา_) บาท
 -การแก้ไขงานขนาดใหญ่ วันละ (_แก้ไขเปอร์เซ็นต์_) จากมูลค่ารวมของโครงการ

สรุป

ไม่ว่าจะรับงานไหนก็ตาม การมีหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษรเก็บไว้ก็เป็นเรื่องที่ดี เพราะเราจะได้หลักฐานที่มีน้ำหนักเวลามีปัญหาเกิดขึ้น เป็นการปกป้องตัวเองและช่วยให้ลูกค้าได้งานที่ดีขึ้น

ก็คงจริงที่มีคนบอกว่า “อย่าเริ่มงานเด็ดขาดถ้ายังไม่ได้ลายเซ็นต์” เพราะไม่งั้นบางทีเราอาจได้ทำงานฟรีครับ

ส่วนตัวผมก็เจอมาพอสมควร เข็ดแล้ว ยังไงหลังจากนี้ก็คงทำหนังสือสัญญาออกมาทุกครั้งก่อนจะเริ่มงานอะไรครับ ตัดปัญหาก่อนมันจะเกิด ดีกว่าหัวหายค่อยล้อมคอกเนอะ


ส่วนอันนี้เป็น Template หนังสือสัญญาแบบเต็มครับ สามารถเอาไปแก้ไขปรับปรุงให้เป็นของตัวเองได้เลย ใครคิดว่าตกหล่นอะไร ควรเพิ่มหรือควรตัดอะไรก็ทักมาบอกได้ครับ ขอบคุณที่อ่านมาจนถึงตรงนี้

สัญญาข้อตกลงการจ้างงาน
สัญญาฉบับนี้จัดทำขึ้นที่ (_แก้ไขที่อยู่_) เมื่อวันที่ (_แก้ไขวันที่และเวลา_)
ระหว่างโฮปฮอฟสตูดิโอ ซึ่งในสัญญาฉบับนี้จะถูกเรียกว่า “ผู้ถูกว่าจ้าง” ฝ่ายหนึ่ง กับ (_แก้ไขชื่อนามสกุล หรือชื่อบริษัท พร้อมที่อยู่ของผู้ว่าจ้าง_) ซึ่งในสัญญาฉบับนี้จะถูกเรียกว่า “ผู้ว่าจ้าง” อีกฝ่ายหนึ่ง
1. ข้อตกลงและเงื่อนไข
(ก) ราคาสุทธิในใบเสนอราคาไม่รวมถึงค่าใช้จ่ายจำเป็นอื่นๆที่ไม่ได้ระบุไว้ในรายละเอียด หากมีค่าใช้จ่ายนอกเหนือจากที่ระบุไว้ข้างต้น ผู้ว่าจ้างจะได้รับการแจ้งรายละเอียดเพื่อการตัดสินใจก่อนทุกครั้งจากผู้ถูกว่าจ้าง
(ข) ข้อตกลงอื่นๆให้อ้างอิงจากเอกสารประกอบรายละเอียดโครงการ
2. ขอบเขตการทำงาน (_แก้ไขตามขอบเขตการทำงานที่ได้รับโดยละเอียด_)
3. การแก้ไขงาน
(ก) หากมีการแก้ไขงาน ผู้ถูกว่าจ้างจะเป็นฝ่ายประเมินระยะเวลาและค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นและส่งรายละเอียดให้กับผู้ว่าจ้างเพื่อประกอบการตัดสินใจ
(ข) ในระหว่างระยะเวลาการทำงาน ผู้ถูกว่าจ้างอนุญาติให้ผู้ว่าจ้างแก้ไขงานได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายโดยมีรายละเอียดเงื่อนไขดังนี้
 -การแก้ไขงานขนาดเล็กได้ 3 ครั้งโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
 -การแก้ไขงานขนาดใหญ่ได้ 1 ครั้งโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
(ค) หากมีการแก้ไขงานมากกว่าที่กำหนด ผู้ถูกว่าจ้างขอสงวนสิทธิ์ในการคิดค่าธรรมเนียมการแก้ไขงาน โดยจะส่งรายละเอียดให้กับผู้ว่าจ้างเพื่อประกอบการตัดสินใจก่อนทุกครั้ง
4. การชำระเงินและค่าตอบแทน:
(ก) เมื่อผู้ว่าจ้างตัดสินใจทำการจัดจ้างเพื่อดำเนินโครงการตามรายละเอียดข้างต้น ผู้ว่าจ้างต้องดำเนินการชำระเงินค่าโครงการในส่วนของเงินมัดจำค่าโครงการเป็นจำนวนร้อยละ (_แก้ไขเปอร์เซ็นต์_) ของมูลค่าสุทธิของโครงการ และชำระอีกร้อยละ (_แก้ไขเปอร์เซ็นต์_) ของมูลค่าสุทธิของโครงการหลังจากดำเนินงานไปได้ประมาณสามจากห้าส่วน และชำระอีกร้อยละ (_แก้ไขเปอร์เซ็นต์_) หลังจากการดำเนินโครงการเสร็จสมบูรณ์ตามรายละเอียดโครงการข้างต้น
(ข) การชำระค่าโครงการในทุกระยะจะต้องดำเนินการชำระภายใน (_แก้ไขจำนวน_) วัน หลังจากได้รับใบแจ้งหนี้ หากมีความล่าช้าในการชำระค่าโครงการ ผู้ถูกว่าจ้างขอสงวนสิทธิในการพักการดำเนินงานหรือพิจารณายกเลิกโครงการตามเห็นสมควรโดยไม่มีการคืนเงินมัดจำที่ได้รับชำระเป็นค่าโครงการในส่วนที่ได้ดำเนินการไปแล้วในทุกกรณี
5. ปัญหาและการยกเลิกสัญญา / โครงการ:
(ก) หากโครงการมีความล่าช้าหรือปัญหาที่ทำให้ไม่สามารถดำเนินโครงการต่อไปได้ หรือจำเป็นต้องพักโครงการ โดยปัญหานั้นเกิดจากผู้ว่าจ้าง ผู้ถูกว่าจ้างขอสงวนสิทธิ์พักการดำเนินการหรือยกเลิกโครงการตามเห็นสมควร โดยไม่มีการคืนเงินมัดจำที่ได้รับชำระเป็นค่าโครงการในส่วนที่ได้ดำเนินการไปแล้วในทุกกรณี
(ข) ในกรณีที่ผู้ว่าจ้างต้องการยกเลิกโครงการในทุกระยะ ผู้ว่าจ้างต้องชำระเงินค่าธรรมเนียมการยกเลิกโครงการให้แก่ผู้ถูกว่าจ้างเป็นค่าเสียเวลาและเสียโอกาสเป็นจำนวนร้อยละ (_แก้ไขเปอร์เซ็นต์_) ของมูลค่าสุทธิโครงการ
6. ระยะเวลาการทำงาน:
(ก) (_แก้ไขรายละเอียดตารางงาน โดยระบุวันที่เริ่มงาน วันนำเสนอความก้าวหน้าของงานในแต่ระยะ วันที่งานจะเสร็จ วันที่จะส่งมอบงานและวันสิ้นสุดโครงการ_)
(ข) ระยะเวลาการส่งมอบผลงาน วันนำเสนอความก้าวหน้าของงานจะถูกปรับเปลี่ยนตามจำนวนวันที่ต้องใช้ในการแก้ไขงาน
7. ลิขสิทธิ กรรมสิทธิและความเป็นเจ้าของผลงาน:
(ก) ในกรณีที่ผู้ว่าจ้างต้องการใช้ผลงานที่ผู้ถูกว่าจ้างเป็นเจ้าของกรรมสิทธิอยู่ ลิขสิทธิของผลงานนั้นจะยังเป็นของผู้ถูกว่าจ้าง หากผู้ว่าจ้างต้องการนำผลงานไปใช้ในทางอื่นจะต้องทำสัญญาตกลงกันเป็นครั้งคราวไป
(ข) หากผลงานเป็นผลงานที่ผู้ว่าจ้าง จ้างให้จัดทำเป็นผลงานตามความต้องการของผู้ว่าจ้าง กรรมสิทธิของผลงานนั้นจะตกเป็นของผู้ว่าจ้าง
(ค) ผู้ว่าจ้างยินยอมให้ผู้ถูกว่าจ้างนำผลงานที่จัดทำขึ้นไปเป็นประวัติการทำงาน การโปรโมท ออกบูธแสดงผลงานได้ไม่ว่ากรรมสิทธิของผลงานนั้นจะตกเป็นของฝ่ายใด หรือตามแต่ข้อตกลงระหว่างผู้จ้างและผู้ถูกว่าจ้าง
8. การใช้งานทรัพยากรจากบุคคลที่สาม:
(ก) การใช้ทรัพยากรจากบุคคลที่สามเพื่อประกอบการทำงานโดยผู้ว่าจ้างเป็นผู้ส่งมอบทรัพยากรนั้นให้กับผู้ถูกว่าจ้าง ผู้ว่าจ้างจะต้องรับผิดชอบในทุกกรณีหากเกิดการฟ้องร้องกรรมสิทธิจากบุคคลที่สาม
(ข) การใช้ทรัพยากรจากบุคคลที่สามโดยผู้ว่าจ้างร้องขอให้ผู้ถูกว่าจ้างจัดหาทรัพยากรนั้น หากมีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นโดยค่าใช้จ่ายนั้นเป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้ระบุไว้ในใบเสนอราคาหรือรายละเอียดโครงการ ผู้ว่าจ้างจะได้รับรายละเอียดประกอบการตัดสินใจก่อนทุกครั้งจากผู้ถูกว่าจ้าง
9. การรับประกันและการแก้ไขที่นอกเหนือจากที่ระบุไว้ในสัญญา:
(ก) การรับประกันคุณภาพผลงานและบริการหลังจากการส่งมอบงานเสร็จสมบูรณ์ ภายในระยะเวลา 30 วันนับจากวันที่ส่งมอบ ผู้ถูกว่าจ้างอนุญาติให้มีการแก้ไขผลงานเพิ่มเติมได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายโดยมีเงื่อนไขดังนี้
-การแก้ไขงานขนาดเล็ก อนุญาติให้แก้ไขเพิ่มเติมได้อีก (_แก้ไขจำนวน_) ครั้ง
 -การแก้ไขงานขนาดใหญ่ อนุญาติให้แก้ไขเพิ่มเติมได้โดยจะต้องใช้เวลาไม่เกิน (_แก้ไขจำนวน_) วัน
(ข) การแก้ไขงานกรณีเกินจากระยะเวลาการรับประกันคุณภาพหรือแก้ไขเกินเงื่อนไขการรับประกัน ผู้ถูกว่าจ้างอนุญาติให้มีการแก้ไขผลงานเพิ่มเติมได้โดยมีค่าใช้จ่ายตามเงื่อนไขดังนี้
 -การแก้ไขงานขนาดเล็ก ครั้งละ (_แก้ไขราคา_) บาท แต่ไม่เกิน (_แก้ไขราคา_) บาท
 -การแก้ไขงานขนาดใหญ่ วันละ (_แก้ไขเปอร์เซ็นต์_) จากมูลค่ารวมของโครงการ
ผู้ว่าจ้างยอมรับเงื่อนไขข้างต้น พร้อมยอมรับเอกสารใบเสนอราคาที่แนบมากับหนังสือสัญญาฉบับนี้ เป็นการยืนยันการว่าจ้างโครงการหลังจากได้ลงนามไว้เป็นหลักฐาน