รีวิว Ricoh GR III — กล้อง Compact ที่ Complete

Peera V.
Peera V.
Apr 13 · 4 min read

ยี่ห้อ ? ราคา? น้ำหนัก? หรือ หน้าตา?

แต่ครั้งแรกที่ผมตัดสินใจเลือก Ricoh GR เพราะไอดอลด้านการถ่ายภาพของผมใช้ครับ!

ลุงคนนั้นชื่อ Daido Moriyama ช่างภาพชาวญี่ปุ่นกับภาพขาวดำสุดดุดัน และ กล้องประจำกายของเขามาตลอดคือ Ricoh GR

เดี๋ยวๆๆ อย่าเพิ่งทำหน้าแบบนั้น เรารู้คุณอาจจะคิดว่าอิหยังวะอยู่ในใจ ถึงจะชอบกล้องตัวนี้เพราะความติ่ง แต่ถ้าเป็นเรื่องจ่ายเงินจริงๆ ก็ต้องมีคิดบ้างแหล่ะ แหม่ ซึ่งพอได้ลองจับ ลองถือ ลองถ่ายแล้ว บอกเลยว่า… ผมเจอรักแท้ของผมแล้วล่ะ=

นี่คือกล้อง Ricoh GR II มือสองที่เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาจากอเมริกา — GR ตัวแรกของผม

ล่าสุด เมื่อช่วงปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา สิ่งที่ผมรอคอยมานานแสนนานก็มาถึง นั่นคือ Ricoh GR III ที่ได้ออกมาสู่ตลาดเสียที หลังจากปล่อยให้แฟนๆ รอกันมานานถึง 3 ปีกว่าๆ โดยมันกลับมาพร้อมหน้าตาที่เปลี่ยนไปและอัดเทคโนโลยีอะไรใหม่ๆ เพิ่มจากรุ่นก่อนหน้าเข้าไปอีกเพียบ

Ricoh GR III ผู้นี้ นี่เองงงงงงงงง~

เชื่อว่าหลายคนอาจจะยังไม่เคยรู้จักกับกล้อง Ricoh GR มาก่อน ขอเล่าประวัติสั้นๆ ให้ฟังดังนี้ครับ

Ricoh GR คือไลน์กล้องคอมแพ็กต์ระดับพรีเมียมของ Ricoh ผู้ผลิตกล้องชื่อดัง ซึ่งมีจุดเด่นอันเป็นเอกลักษณ์ตั้งแต่สมัยกล้องฟิลม์ GR1 ที่ออกเมื่อปี 1996 มาจนถึงกล้องดิจิตอล GR III ที่ออกในปีนี้ คือ หน้าตาที่แทบจะเหมือนเดิมแทบทุกประการตลอด 20 กว่าปี ขนาดตัวกล้องที่เล็ก พกใส่กระเป๋ากางเกงได้สบายๆ การออกแบบที่จับได้ถนัดควบคุมการตั้งค่าต่างๆ ได้ด้วยมือเดียว และชุดเลนส์ fix สุดคม 28 mm (ยกเว้นรุ่น GR21 ที่กว้างถึง 21 mm) ที่เป็นจุดเด่นที่ไม่เหมือนใคร

โทนสี / การจับถือที่ลงตัว / ไซส์เล็กพกพาสะดวก สามข้อนี้คือเหตุผลที่ทำให้ผมหลงรัก GR จนทำให้ไปถอย Ricoh GR II มาใช้

หน้าตาของตระกูล GR // ดูเพิ่มเติมได้ที่ GR Story

แล้วทำไมถึงมี GR III ?

ง่ายๆ ครับ บอกกันตรงๆ ที่ได้ไปถอยตัวนี้มาใช้ เพราะชนะกิจกรรม I Love GR ได้รางวัลเป็นส่วนลด 50% ครับ แฮร่ (อ่านบทความที่ชนะกิจกรรมได้ ที่นี่)

แน่นอนว่า รีวิวนี้เขียนขึ้นจากการใช้งานเองจริงๆ ซื้อมาเองจริงๆ ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียอะไร ส่วนลดที่ได้มาไม่มีผล ทำอะไรก็ได้กูไม่ได้ขอตั…. (พอ!)

เกริ่นมาซะยาวเหยียด เข้าเรื่องเลยละกัน รีวิวนี้จะไม่ได้เน้นไปที่สเป็กมากเท่าไร แต่ขอพุ่งไปที่การใช้งานครับ


ปรับปรุงของเดิม เพิ่มเติมของใหม่

ถึงจะบอกว่ารักแท้กันขนาดไหน ผมก็มีแว้บนอกใจไปใช้กล้องตัวอื่นอยู่พักนึงเหมือนกันครับ เพราะ GR II มีปัญหาจุกจิกแต่ยิ่งใหญ่มากๆ สำหรับตัวเอง ซึ่งเหนื่อยใจที่จะแก้เหลือเกิน

แต่ราวกับสวรรค์มาโปรด GR III ที่ออกมาใหม่นี้มีการออกแบบที่เข้ามาแก้ปัญหาคาใจของผมเรียบร้อยแล้ว

แล้วข้อดีของ Ricoh GR III มีอะไรบ้าง มาดูกัน

1. มีระบบ Dust Removal

ที่ต้องยกสิ่งนี้มาชูเป็นสิ่งแรก เพราะฝุ่นคือสาเหตุที่ผมโบกมือลาจาก GR II ครับ ปัญหาตลอดกาลของ Ricoh GR II คือ การที่ฝุ่นเข้าไปติดอยู่บนเซนเซอร์ ซึ่งวิธีทางแก้มีทางเดียวคือต้องแกะออกมาเพื่อเป่าฝุ่นเอง ซึ่งผมเองก็แกะออกมาเป่าหลายต่อหลายครั้งด้วยตัวเอง แต่สุดท้ายก็ยังเข้าไปอีก เป่าก็ไม่ออก เลยจำใจต้องทิ้งมันทั้งที่ยังรักอยู่

แต่ใน GR III นี้มีระบบ Dust Removal ที่ใช้การสั่นเซนเซอร์เพื่อสะบัดให้ฝุ่นหลุดออกไป ซึ่งความสามารถนี้เป็นผลพลอยได้มาจากระบบกันสั่นของกล้องนี้อีกที

พอได้ยินแบบนี้ก็สบายใจครับ เลยมีความมั่นใจอยากกลับมาลองเจ้า GR III อีกครั้ง

2. มีทัชสกรีน

แต่ไหนแต่ไรก็ไม่เคยคิดว่าจะได้ใช้ประโยชน์อะไรมากมายกับทัชสกรีน แต่พอได้ลองของจริงแล้วก็ได้รู้ซึ้งเลยว่ามันช่วยให้ชีวิตสะดวกขึ้นมาก การแตะเพื่อโฟกัสช่วยให้ถ่ายรูปที่ต้องการได้ง่ายขึ้นจริงๆ ไม่ต้องมานั่งขยับไปมาทีละจุดๆ อีก

3. มีความคม

กล้องในตระกูล GR ขึ้นชื่อว่ามาพร้อมกับเลนส์ที่คมกริบอยู่แล้ว GR III มาพร้อมกับเซนเซอร์ตัวใหม่ 24 ล้านพิกเซลที่พอผนวกกำลังกับเลนส์ที่ออกมามาโดยเฉพาะเลยทำให้ภาพที่ได้นั้นคมขึ้นไปอีก ใครที่เป็นสายถ่ายเก็บดีเทลหรือมาโครน่าจะชอบใจ

4. มีความเร็ว ความแรง

ถ้าพูดรวมๆ GR III ถือว่าอัพเกรดมาจากรุ่นก่อนหน้าค่อนข้างเยอะ ทั้งความเร็วในการพร้อมใช้หลังเปิดเครื่อง ความเร็วในการโฟกัส ความแม่นในการล็อกโฟกัส รวมถึง ISO ที่จัดการ noise ได้ดีกว่าเดิมมาก ก็ถือว่าเติมส่วนที่ดีอยู่แล้วให้ดียิ่งขึ้นไปอีก


ลงสนามประสบการณ์ใช้งานจริง

“จะรอดจริงๆ เหรอวะ”

ผมและเพื่อนที่เคยใช้ Ricoh GR II ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันตอนเห็นหน้าตา GR III ครั้งแรก เพราะเจ้าตัวนี้มันตัดปุ่มสำคัญที่ใช้งานบ่อยมากๆ อย่างเช่นปุ่มล็อกโฟกัส และ ปุ่มชดเชยแสงออกไป!

มันจะถนัดเหมือนเดิมมั้ย มันจะคุมกล้องลำบากกว่าเดิมหรือเปล่า
นี่คือคำถามที่สงสัยมาตลอดกับ GR III

ข้างบน: GR II / ข้างล่าง: GR III เห็นได้ว่าปุ่มหายไปเยอะอยู่

แต่อย่างที่เขาว่ากัน “สิบตาเห็นไม่เท่าลงมือถ่าย” ได้ปุ๊บก็ต้องลองปั๊บ

ผลก็คือ…. มันไม่มีปัญหาอะไรกับการถ่ายเลย ออกจะสะดวกกว่าเดิมนิดๆ ด้วยซ้ำ!

ใช่ครับ ผมก็แปลกใจตัวเองเหมือนกัน

แต่พอค่อยๆ สำรวจความคิดตัวเองดู ก็ค้นพบว่า การใช้ปุ่ม Fn แทนปุ่มล็อกโฟกัสเดิมนั้นไม่ได้ลำบากขึ้นเท่าไร และ การใช้ปุ่มแบบวงล้อในการชดเชยแสงนั้น สะดวกกว่าปุ่มแยกตรงนิ้วโป้งขวามือมาก (ตรงนั้นกลายเป็นปุ่มดูรูปแทน ซึ่งก็ถือว่าโอเคเลย กดได้ด้วยมือเดียว)

การคอนโทรลกล้องถือว่าสอบผ่านครับ ยังให้ความรู้สึกที่ดีในการจับถือและปรับค่าเหมือนเดิม

RAW >> JPEG ในกล้อง / Picture Style: Positive Film

สำหรับทัชสกรีน ความดีงามนั้นอยู่ที่ทำให้เราสามารถเลือกจุดโฟกัสได้แบบทันที ทำให้หลักๆ แล้ว เราสามารถพร้อมใช้งานโหมดโฟกัสได้ 3 โหมดในเวลาเดียว คือ

Auto-Area AF สำหรับเวลาปกติ ถ้าอยากจะโฟกัสเฉพาะจุดก็จิ้มได้บนทัชสกรีน (Select AF) หรือถ้าอยากจะถ่ายแบบทันทีก็ใช้ฟีเจอร์ Full Snap ถ่ายในระยะ Snap Focus ได้ทันที

**Snap Focus คืออีกหนึ่งฟีเจอร์ที่เป็นเอกลักษณ์ของ Ricoh GR คือ เราสามารถตั้งระยะล่วงหน้าให้กล้องโฟกัสไว้ได้ เช่น 1 เมตร, 1.5, เมตร 2 เมตร ฯลฯ

ส่วนฟีเจอร์ Full Snap คือ ถ้าหากเรากดชัตเตอร์ครึ่งนึ่งเพื่อหาโฟกัส ระบบออโต้โฟกัสก็จะใช้โหมดที่เราเลือกไว้ตามปกติ แต่ถ้าเรากดชัตเตอร์ “ลงไปตรงๆ รวดเดียว” กล้องจะโฟกัสไปที่ระยะ Snap Focus ที่เราตั้งไว้ทันที ซึ่งเหมาะมากกับการถ่ายแบบรวดเร็ว หรือ snap สิ่งที่ผ่านหน้าแบบไวๆ**

เรียกได้ว่า ใช้โหมด M ตั้งรูรับแสง ชัตเตอร์สปีดที่เหมาะสม แล้วใช้ Auto ISO ก็ยกถ่ายๆๆๆๆ ได้ทุกสถานการณ์แล้วสำหรับกล้องตัวนี้

RAW >> JPEG ในกล้อง / Picture Style: Positive Film

ส่วนฟีเจอร์อื่นๆ อย่างการแปลงไฟล์ RAW ได้เลยในตัวกล้อง (มี Picture Style สวยๆ หลายอัน โดยเฉพาะโทนขาว-ดำ เข้มๆ แน่นๆ อันเป็นซิกเนเจอร์ของเจ้านี้) / ปรับระยะ crop 28/35/50 mm ได้ / ระบบกันสั่น ก็ช่วยให้ประสบการณ์ออกไปถ่ายรูปด้วย GR III นั้นยอดเยี่ยมเหมือนเคย

Picture Style ที่ชอบที่สุดสามอันของกล้องนี้ จากซ้ายไปขวา Hi-Contrast > Positive Film > Standard

ตำแหน่ง “กล้องที่ถ่ายสนุกที่สุด” ที่ผมมอบให้เมื่อครั้งยังใช้ GR II นั้น ก็ยังเอามาใช้ได้กับ GR III เหมือนเดิม

ส่วน VDO นั้น…. ไม่ได้ลองครับ เพราะไม่คิดว่าจะเอาตัวนี้มาถ่าย VDO แน่ๆ ถ้าใครสนใจถ่ายภาพเคลื่อนไหวด้วย ไปตัวอื่นเลยน่าจะดีกว่าจ้า :P

ลองชมภาพตัวอย่างได้ตามนี้ครับ
ทั้งหมดถ่าย RAW แล้วแปลงเป็น JPEG ในกล้อง


ข้อเสีย มีไม่มากแต่บาดลึก

จากที่เขียนไป เห็นผมชื่นชมกล้องตัวนี้มากขนาดนี้ แต่ใช่ว่ามันจะสมบูรณ์แบบ เพราะ GR III ยังมีข้อเสียอยู่บางประการที่แม้ว่าจะไม่เยอะ แต่ก็เป็นจุดใหญ่ที่ชวนเจ็บใจนิดๆ เหมือนกัน ดังต่อไปนี้ครับ

ไม่มีแฟลชหัวกล้อง
หากลองถามผู้ใช้งาน GR II ว่าชอบอะไรในกล้องตัวนี้ หลายๆ คนจะตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า “มีแฟลชหัวกล้อง” ซึ่งความน่าเจ็บใจคือ GR III นี้ไม่มีครับ

แฟลชหัวกล้องของ GR II นั้น แม้จะเล็กแต่เด็ดดวงมาก ใช้งานได้ดี มีประโยชน์ในหลากหลายสถานการณ์ เช่น ตบแฟลชเวลาถ่ายย้อนแสง หรือ สาดแฟลชให้เอ็ฟเฟกต์ภาพแปลกๆ ถึง GR III จะมีการจัดการ noise ที่ดีขึ้นใน ISO สูงๆ แต่บอกเลยว่าก็ยังแอบคิดถึงแฟลชหัวกล้องอยู่ดีครับ

กินแบต
กล้องตัวนี้ซดแบตหนักมากๆ ถ่ายไปราวๆ 200 รูปก็แบตหมดเกลี้ยงแล้ว เข้าใจว่า เพราะใช้ทัชสกรีนด้วยเลยทำให้กล้องต้องใช้ไฟมากขึ้น (รู้สึกได้เลยว่าเวลาถ่ายไปสักพักกล้องจะอุ่นๆ) ดังนั้น เพื่อความสบายใจอาจจะต้องพกแบตสำรองเพิ่มอีกซัก 1–2 ก้อน หรือ ถ้ามีช่วงพัก ก็เสียบ USB-C ชาร์จกับพาวเวอร์แบงก์รอไว้เลย

ยังโอนรูปเข้ามือถือไม่ได้ (ตอนนี้)
อันนี้ไม่ใช่จุดใหญ่มาก แต่แอบงอนนิดๆ เพราะ ณ วันที่เขียนนี้ (ช่วงก่อนสงกรานต์) แอพ Image Sync ที่เอาไว้ใช้โอนถ่ายรูปจากกล้องของ Ricoh ยังไม่รองรับ GR III ซึ่งจากการสอบถามข้อมูลจากศูนย์ฯ เจ้าหน้าที่บอกว่าแอพจะพร้อมสำหรับ GR III ในการอัพเดตช่วงปลายเดือนเมษายนนี้

** เพิ่มเติม ตอนนี้โอนได้แล้วจ้า อย่าลืมอัพเดต Image Sync และ เฟิร์มแวร์กล้องตามลิงก์นี้ **

ไม่มี NFC
อันนี้ไม่ติดใจอะไรมาก แต่ทำให้การโอนรูปช้าลงอีกนิดสสส์นึง (ฮา)

ไม่มีจอพับ

อันนี้ก็ไม่ติดใจมาก แต่ถ้ามีก็ดีนะ


สรุป

สั้นๆ ง่ายๆ สำหรับ Ricoh GR III คือ ประทับใจ ครับ

เหตุผลในการเลือกกล้องของแต่ละคนนั้นแตกต่างกันไป สำหรับผม ผมมองหากล้องตัวที่เล็กพอใส่กระเป๋าพกติดตัวได้ทุกที่ เบา คุณภาพของไฟล์ที่ดี ใช้ snap ได้ ตอบสนองฉับไว ซึ่ง GR III ตอบโจทย์ทุกอย่างครับ

หลายๆ ที่อาจจะบอกว่า Ricoh GR คือกล้องสำหรับการถ่ายสตรีท แต่จริงๆ แล้ว มันเอาไปใช้ง่ายถ่ายอย่างอื่นได้หมือนกล้องทั่วๆ ไปนั่นแหล่ะครับ ผมเคยเห็นคนใช้กล้องตระกูลนี้ถ่ายงานสารคดี หรือ เพื่อนผมที่เป็น Blogger ท่องเที่ยว พอได้ลอง GR III แล้วก็ถอยมาครอบครองทันที เพราะตอบโจทย์เรื่องการพกพาสะดวก และ คุณภาพไฟล์

สำหรับใครที่มี GR II อยู่ในมือ การมา GR III คือการอัพเกรดจากกล้องที่คุณมีอยู่ไปอีกขั้น แลกกับการเสียแฟลชหัวกล้องไปและเพิ่มเงินอีกนิดหน่อย อันนี้ต้องลองพิจารณาดูว่าคุ้มไหมสำหรับตัวคุณเองครับ

ถ้าใครอ่านจบแล้วสนใจ Ricoh GR III ก็ขอแนะนำว่าให้ไปลองจับ ลองถือ ลองเล่นตัวจริงที่ร้านขายกล้องก่อน เพราะกล้องตัวนี้ถึงจะเป็นกล้องคอมแพ็กต์ที่ดีมากๆ ตัวนึง แต่ก็มีข้อจำกัดในตัวมันเยอะอยู่เหมือนกัน เช่น ซูมไม่ได้ หรือ ถ่ายวิดีโอได้ยังไม่ดีมากนัก จึงอยากให้ไปลองสัมผัสของจริงก่อนที่จะตัดสินใจซื้อครับ

Peera V.

Written by

Peera V.

Creative • Photographer • Writer / peera-vora.com

Welcome to a place where words matter. On Medium, smart voices and original ideas take center stage - with no ads in sight. Watch
Follow all the topics you care about, and we’ll deliver the best stories for you to your homepage and inbox. Explore
Get unlimited access to the best stories on Medium — and support writers while you’re at it. Just $5/month. Upgrade