กระเป๋าตังค์ใหม่เราาา : bellroy

ด้านซ้าย : ชุดกระเป๋าเก่า // ด้านขวา : ชุดกระเป๋า bellroy

อย่างที่เห็นว่าผมใช้กระเป๋าตังค์สมัยเรียนอยู่ ซึ่งรวมกันราคาไม่เกิน 500 หรือที่เคยซื้อมานั้นไม่ได้แพงเลย แต่ความทนทานและความดูดีของมันไม่ยั่งยืนนักเท่าไหร่

ผมถูก bellroy ธุรกิจทำประเป๋าหนัง ขายออนไลน์เท่านั้น จากออสเตเรียตามหลอกหลอนบนโฆษณาออนไลน์อยู่บ่อยครั้ง คาดว่านี่คือช่องทางหลัก ช่องทางเดียว เพราะเท่าที่ทราบ อิเว็บนี้ทำคนหลอกหลอนมาเยอะ Ads. เกาะหนึบมาก จนผมหลงเข้าดู เข้าส่องบ่อยๆ ลังเลอยู่นาน

สุดท้ายก็รูดซื้อด้วยความงง

หมดไป 5*** บาท … โฮก

What’s we got here?

ผมเป็นคนมีบัตรเยอะ … บัตรอะไรก็ไม่รู้ของร้านนั่นนี่ที่มีสมัครก็ทำๆ ไป แม้ปีนึงใช้ไม่กี่ครั้งก็ตาม สุดท้าย กระเป๋าตังค์เดิมจุไม่ลง จบด้วยการซื้อกระเป๋าแยก 2 ใบ สำหรับเก็บเงิน-เอกสารมีค่า และอีกใบสำหรับเก็บบัตรสมาชิก-บัตรรถไฟ

Note Sleeve

กระเป๋าตังค์หลักของผม ผมเลือกรุ่น Note Sleeve เพราะ bellroy มีกระเป๋าตังค์ที่มีช่องใส่เหรียญแค่ 3 รุ่น Hide & Seek, Coin Fold และที่ผมใช้อยู่ รุ่นนี้สมดุลระหว่างความบางและความจุที่ไม่น้อยเกินไป

ฟีเจอร์ของรุ่นนี้มีดังนี้

  • เก็บบัตรได้ 4–11+ ใบ
  • ขนาดกระเป๋า 103มม x 85มม
  • เก็บธนบัตร (อ่าว แน่นอนสิอีดอก)
  • ช่องใส่บัตรหลัก 3 ช่องแบบเข้าถึงง่ายๆ
  • และช่องแบบ pull tab สำหรับการ์ดที่ชาตินึงจะได้ใช้ที
  • มีช่องเก็บใบเสร็จนิดหน่อยที่ยัดเศษเหรียญ
  • ใช้หนังแบบ vegetable-tanned leather ซึ่ง Premium จริง
  • รับประกัน 3 ปี

อีกเหตุผลหนึ่งที่เลือกรุ่นนี้ เพราะมันมีสี Blue Steel (น้ำเงินเข้มจัด) ซึ่งเป็นสีใหม่ที่ผมเลือกใช้กับหลายๆ สิ่งอย่าง

ด้านในกระเป๋า

แกะมาทีแรกจับคือฟินมากกก หนังเนียนนุ่มมือ กลิ่นเฉพาะตัวไม่ฉุนและหอมแปลกๆ ดีตามสไตล์หนัง ยิ่งใช้หนังยิ่งแตกลายเฉพาะตัว เกิดผิวสัมผัสเฉพาะ ทนทานต่อเล็บมือได้ดี แต่ไม่แนะนำให้ถูกของมีคมนะะ ตะเข็บด้ายเก็บเนี๊ยบดี ด้านในมีลวดลายสวยงามมาก

จากที่ลองใช้งานมา พบว่ายัดบัตรจริงๆ 8–9 ใบก็บวมๆ แล้ว … ถึงกระนั้น “ความบาง” ยังอยู่ และทำได้ดีมากๆ อย่างไม่น่าเชื่อ แต่ก็แบบมันนูนอ่ะ รู้เลยว่ายัดเยอะไป ต้องตัดใจเอาบัตรออกหลายอันอยู่ ฮา

ใครที่มักใช้เงินสดโดยเฉพาะเหรียญ ไม่เหมาะกับรุ่นนี้เท่าไหร่ เพราะช่องใส่มันแคบกว่าที่ควร อันที่จริงมันไว้ใส่นามบัตรเสียด้วยซ้ำ ถ้าคุณเป็นฟรีแลนซ์หรือมีนามบัตรและต้องการเก็บเหรียญเยอะหน่อย คงต้องดูรุ่น Hide & Seek แทน ถ้าเน้นเข้าถึงเศษเหรียญง่ายๆ จุดเยอะกว่าบัตรก็ Coin Fold

Card Sleeve

เนื่องจากพกบัตรเยอะๆ ควรมีประเป๋าใส่บัตรแยกซะเลย กระเป๋านี้ยัดบัตรได้รวมสูงสุด 8 ใบ โดยมีช่องย่อย 2 ด้าน และด้านในจุได้ 6 ใบด้วยกัน

ฟีเจอร์ของรุ่นนี้มีดังนี้

  • เก็บบัตรได้ 2–8+ ใบ
  • ขนาด 103มม x 71มม
  • ทรงบางกว่ากระเป๋าบัตรทั่วไป
  • ช่องใส่บัตรเข้าถึงง่ายทั่งสองด้าน
  • ช่องใส่ด้านในมี Pull tab สำหรับเก็บสรรพสิ่ง
  • ใช้หนังแบบ vegetable-tanned leather ซึ่ง Premium จริง
  • รับประกัน 3 ปี

และแน่นอน เราเลือกสี Blue Steel เข้ากับกระเป๋าตังค์เป็นโทนเดียวกันอย่างกลมกลืน

ฟิลเหมือน Note Sleeve คือหนังเนียนนุ่มมากๆ บางเบาและเล็กสุดๆ งานเนี๊ยมเหมือนกัน (แน่แหละ ของมันแพง)

แต่แอบเป็นห่วงขอบของที่ใส่บัตรด้านหน้าทั้งสอง เพราะเมื่อดึงเข้าออก บัตรจะถูๆ ขอบจนอาจทำให้หนังขาดได้ง่ายดาย กับตัวกระเป๋าที่บาง พอยัดบัตรเยอะๆ จะพบว่าป่องจนเสี่ยงที่จะขาดเนื่องจากแรงกดขณะใส่กระเป๋ากางเกงด้านหลังกดทับกระเป๋างี้เสริมกับความแน่นพอดีจนดูแน่นไปบ้าง

Conclusion

สำหรับการใช้งานที่ผ่านมา 2–3 วันของผมนั้น ผมฟินมากกับความเจ๋งของกระเป๋า แม้จะแอบรู้สึกว่าเครมปริมาณจุบัตรเยอะไปนิดนึง แต่กระนั้นงานโดยรวมคือดีงาม ถ้าไม่เกี่ยงว่าราคา Note Sleeve ใบละ $89.95 (฿3,***) ราคา Card Sleeve ใบละ $54.95 (฿1,9**) ไม่รวมค่าส่ง $8 (฿280) กับการรอประมาณครึ่งเดือน..

ข้อดี

  • วัสดุเหนือราคา
  • จุของได้เยอะมากกว่ากระเป๋าทั่วไป
  • ทรงบางเบาอย่างเหลือเชื่อ
  • ผิวสัมผัสดีเหลือเกิน
  • รับประกันงาน 3 ปี

ข้อเสีย

  • ราคาแบบนี้ คุณสามารถหากระเป๋าที่ดีและถูกกว่าได้
  • บางคนรู้สึกว่ามีความไม่ทนทานมากนักเท่าไหร่…
  • ค่าส่งแพงมาก (คาดว่าเพราะผลิตในอินเดียแล้วไปเก็บที่ออสเตเรีย)

จะว่าไปแล้ว …บางทีเราก็มีบัตรเยอะไปเนอะ

Like what you read? Give Gotta a round of applause.

From a quick cheer to a standing ovation, clap to show how much you enjoyed this story.