การอกหักที่รู้สึกดีที่สุดในชีวิต

ฟังดูแปลกๆ เนอะ

ผมเป็นหนึ่งในบุคคลที่พูดได้ชัดว่าไม่มีดวงด้านความรัก ทำมันเละเทะผิดพลาดไปหมด ประกอบกับความรู้สึกนึกคิดที่มันแปรปรวนมากๆ เก็บกด ชอบอยู่กับตัวเอง และเงียบก็เยอะ ทำให้ใครต่อใครไม่เข้าถึงผมได้มากสักเท่าไหร่

และผมเลือกมาก อีก .. อ่าว สม

เดี๋ยวสิ…

Start to Finish.

รักครั้งล่าสุดของผมเกิดจากการแอบปลื้มน้องคนหนึ่งในค่าย YWC ด้วยกันนี่แหละ (รุ่น 12) ตอนปีก่อน (2558) ซึ่งตอนเจอกันก็ไม่ได้คิดอะไรนะ แต่มีบางอย่างดึงความสนใจผมไปหาเขา น้องคนนี้ตัวเทพในศาสตร์ที่เขาถนัด แต่ไม่เก่งการปฏิสัมพันธ์เท่าไหร่ (ก็พอๆ กับมึงแหละ) ไอ้เราก็แสร้งว่าไม่รู้สึกเพราะกลัวจะทำเขากลัว 555 ก็ได้แต่ทำเป็นรู้จักห่างๆ

ความรักของเราในช่วงนั้น มักมาจาก Tinder ปัดจน Match แล้วได้แฟนก็ผ่านช่องทางนี้ แต่ไม่ยืดยาวซักเท่าไหร่ คนล่าสุดที่คบกันคือไม่ถึงเดือน เหตุผลง่ายๆ คือผมดันบอกเลิกคนเก่า (ซึ่งเขาอุตส่าห์แอบชอบเรามาสองปี …) แล้วคบคนนี้เพื่อ”คาดว่า”จะยื้อตัวเองให้โอเค แต่เรากลับไม่ยอมรับคนนั้นจนต้องบอกเลิกเสียอีกอย่างรวดเร็วมาก ไม่ถึงเดือน… เลวไปอีก

กลับมาที่น้องคนนี้ต่อ พอปี 2559 เราและเขาเริ่มด้วยการมีทักทายบนแชตแบบพี่น้อง จนผมไปจี้จุดบางอย่างที่ผมอ่านรูปการณ์ในขณะนั้นได้ว่า “นี่น่าจะเป็นโอกาส” เลยลองหยอกไป พิมพ์ไปก็เขินไป แอร๊ย แบบ คือแอบปลื้มน้องเขามานาน

จากนั้นก็เจอตัวจริงและพยายามรู้จักกันมากขึ้น ความรู้สึกที่เบ่งบานขึ้นในใจเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ

จนเราได้คบกัน :)

แต่ก็มีข้อเสียของกันและกันอย่างหนึ่ง ซึ่งผมนั้นยึดถือกับทุกๆ คนที่ผมรู้จัก แม้แต่กับพ่อแม่ คือ

ทุกคนมีพื้นที่ส่วนตัว เราจะไม่ก้าวก่ายและไม่ยึดติดว่าต้องอยู่ด้วยกัน มิหนำซ้ำ เราจะให้ความรู้สึกคล้ายราวกับว่ามีอิสระสูงสุดในจุดที่เรารับได้
เราจะไม่ก้าวก่ายส่วนตัวมากมาย โดยไม่จำเป็น ในทางตรงข้าม “คุณ” ก็มีสิทธิ์เข้าถึงผมได้ในส่วนที่ผมต้องการให้เท่านั้น

สิ่งนี้ทำให้เกิดช่องโหว่งอย่างหนึ่ง “เพื่อนสนิท” เมื่อผมรู้จักเพื่อนสนิทเขา ทีแรกที่คิดคือ “ต้องสนิทกันมากแน่ๆ เลย” เพราะเขาดูตัวติดกัน และออกสื่อในฐานะ “เพื่อนร่วมคณะ” ได้อย่างแนบเนียนกว่าอยู่กับผม ผู้ไม่อายถ้าต้องบอกว่าเราคบกัน เพราะผมกล้าแสดงออกว่าชีวิตนี้สามารถจะอุทิศให้ใครซักคน คือน้องเขาปกปิดชีวิตส่วนตัวเยอะกว่าผมมากงี้ …

ผมก็หยอกๆ ไปแหละ ว่าต้องมีไรกันแน่ แต่ในใจคิดว่า “ไม่น่าปกติแล้ว” แล้วก็จริงๆ ด้วย เขาติดกันตลอดแม้ผมเจอเขา และเราก็เริ่มห่างกันมากขึ้น ผมก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร

จนเขาทะเลาะกันเพราะเขาเจอผมในเหตุการณ์หนึ่ง แล้วเพื่อนสนิทเขาลาจากอย่างรวดเร็ว แล้วมีเรื่องทะเลาะกันเองจนหายจากผมไปเป็นเดือน ๆ

ผมหล่ะโคตรลงแดงเลย

คือ ได้แต่คิดไปต่างๆ นาๆ แต่รู้เลยว่าต้องจบไม่สวย ก็ได้แต่ประคองตัวเอง ติดต่อไม่เคยได้เพราะน้องเขากลัว หนีๆๆ งี้

จนแล้วจนรอด สุดท้าย เราก็เลิกกันจริงๆ ในวันนี้

ทำไมถึงมีความสุข ทั้งที่ทุกข์?

แปลกใช่มะ?

คือ ผมและเขามีจุดหนึ่งที่เหมือนกัน คือ เราต่างไม่ค่อยมีดวงด้านความรักนัก

เราตกลงกันว่า ถ้าเราและนาย “โอเค” กัน เราจะอยู่ด้วยกัน และผมมักเน้นและกล่าวไว้เสมอทิ้งข้อความไว้ในช่วงเขาหายไป ว่า ถ้าไม่โอเคกับเราจริงก็จากกันก็ได้ ต่างคนต่างจาก ถ้าไม่โอเค

อีกอย่าง ผมมองว่าเขาและ “เพื่อนสนิท” มีความสนิทมากกว่าที่ผมจะแทรกแซงไปได้ เขาเกาะติดกันตั้งแต่ปีหนึ่ง แต่เขาทั้งสองเหมือนพยายามหาเส้นทางชีวิตของตัวเองโดยที่เต็มไปด้วยการลองผิดลองถูก การไม่เปิดใจ การหนีปัญหา ฯลฯ ที่ผมไม่หยั่งรู้ได้นัก แต่ทั้งหมดทั้งมวล เขาสองคนก็อยู่ข้างๆ กันเสมอ

ซึ่งเทียบกับผมไม่ติด

ในขณะผมอยู่ในช่วง Death Air นั้น ทุกอย่างเต็มหัวไปหมด แม้อยากจะเลิกใจจะขาด แต่ผมผูกพันกับเขามาก ซึ่งคาดเดาได้ว่าผมนั้นรู้สึกกับคนนี้ “พิเศษ” เหมือนคนที่ผมชอบคนแรกในชีวิต

ตอนเรารู้จักแรกๆ เราไม่ค่อยได้อะไรนัก แต่แม่งรู้สึกดีมาก แต่ก็แปบๆ แล้วหายไปเป็นเดือนๆ

ผมได้แต่คิดว่าทำอย่างไรเขาจะมีชีวิตที่ดีขึ้นด้วยฝีมือเรา คิดว่าทำยังไงเขาจะมีความสุขในทุกรูปแบบเท่าที่ทำได้ ซึ่งความผูกพันแบบแนบแน่นอย่างพี่น้องและที่รักแบบนี้ ไม่เคยเกิดกับผมมาก่อน และผมก็ไม่ค่อยจะแคร์ใครมากเท่านี้เลย แค่ตัวเองก็จะแย่แล้ว

กับ ผมอยากเป็นคนดูแลใครซักคน อย่างจริงจังเหมือนคนอื่นเขา .. เสียที

จนวันที่เขาบอกเลิกกับผม ผมใจสั่นเมื่อต้องเผชิญเหตุการณ์ที่แย่ที่สุด ถ้าเป็นปกติที่มองแบบเห็นแก่ตัว คงหนีหายไปเลย แต่พออยู่ตรงหน้าเขา ผมได้แต่ถาม ได้แต่แสดงความเป็นห่วงและยอมรับคำกล่าวอย่างไร้การโต้เถียง ตอนนั้นคิดอย่างเดียว “ทำยังไงให้น้องสบายใจที่สุด?” ซึ่งนั่นคือยอมรับการบอกเลิกและให้คำปรึกษาเพื่อกลับไปหา “เพื่อนสนิท” ของเขา

ผมอยากร้องไห้มากๆ และคงได้ร้องไห้อีกยาว แต่ขณะเดียวกัน ผมก็โล่งใจที่เขาระบายความในใจออกมา ยอมรับสิ่งที่รู้สึก ผมโล่งใจเมื่อเขาจะไปในทางที่เขาต้องการแม้จะขัดกับสิ่งที่ผมต้องการ โดยที่เราไม่ต้องรังเกลียดกัน

เพราะผมเดาไว้แล้ว แต่ทำใจยากเหลือเกิน

ผมยังอยากให้เขากลับมาคบกันอีกอย่างแน่นอน ถึงกระนั้น โอกาสแทบเป็น 0 เลยทีเดียว

รักแท้ แพ้ใกล้ชิด

สิ่งที่คิดหลังจากนั้น

ถ้ารักใครจริงจัง จะต้องไม่รังเกียจเขาแม้ถึงจุดที่ไปกันไม่ได้ ดีร้ายแค่ไหนจิตใจคนไม่ใช่ The Sims ห้ามคิดแนวนั้นเด็ดขาด

เพราะเราก็ยังมีจุดที่ไม่ชอบใครบังคับเหมือนกัน แล้วถ้าเราบังคับใจเขา เขาจะมีความสุขหรอ? คาดคั้นเขามากๆ เขาชอบหรอ? ใช่มะ?

ถ้าต้องคาดคั้นสิ่งที่ต้องการกับเขาอย่างเอาเป็นเอาตาย มันไม่ใช่รักหว่ะ


รักน้องอยู่นะ

อย่าหนีหายจากพี่คนนี้ .. นะ

:))

One clap, two clap, three clap, forty?

By clapping more or less, you can signal to us which stories really stand out.