เหตุผลในการเลือกที่ทำงาน ver.เด็กจบใหม่ตาดำๆ

ก่อนหน้านี้ได้มีโอกาสไปงาน React Bangkok 2.0.0 มา ทั้งที่เคยมีปณิธานว่าจะไม่ไปงาน meetup เพราะไม่ชอบที่คนเยอะๆ T_T คิดว่างานค่อนข้างดีเลยนะ รู้สึกสมองได้ทำงาน 5555 ได้เจอคนคุ้นหน้าคุ้นตา คือเป็นน่าจะเป็น community ที่ strong ที่สุดในขณะนี้แล้ว

เรื่องมีอยู่ว่าช่วงท้ายๆของงานก็มีการจับกลุ่ม discuss กันในหัวข้อว่า

เด็กสมัยนี้มีปัจจัยในการเลือกที่ทำงานกันยังไงบ้าง ?”

ซึ่งคำตอบส่วนใหญ่ก็จะประมาณว่าอยากแต่งตัวชิว มีลำดับชั้นในการทำงานที่น้อย มีความ flexibleในการทำงาน ซึ่งแทบทุกคนจะบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าเดี๋ยวนี้ก็มีกันจนแทบจะเป็น minimum requirements ไปซะแล้ว

เกิดเป็นคำถามแล้วนอกเหนือจากเรื่องด้านบน เรามองหาอะไรล่ะ ?
เลยอยากมาลองแชร์มุมมองการเลือกที่ทำงานของตัวเองดูบ้าง เผื่อเป็นแนวนางให้กับคนอื่นๆได้ (รึเปล่าวะ) เพราะเห็นช่วงนี้ก็เป็นเทศกาลเรียนจบพอดี

หลบอยู่ในหลืบ ไม่เห็นเราหรอก ฮ่าๆ

1. การเดินทาง

ก็ถูกแล้วนิ ? มีอะไรแปลกหล่ะ ?? สังเกตว่าเราเอาข้อนี้ขึ้นมาเป็นอย่างแรก
 มีคนบอกว่าปกติปัจจัยหลักเวลาเลือกงานของคนเราจะมีประมาณ 3 อย่างนี้

  • ค่าตอบแทน
  • เนื้องาน
  • Lifestyle

ซึ่งก็ถูกของเขา แต่สำหรับเราค่อนข้างให้ความสำคัญเรื่องของการเดินทางมากหน่อย

จำได้ว่ามีช่วงนึงของชีวิตที่ต้องไปฝึกงานแถวสีลมอยู่ 2 เดือน ตอนนั้น suffer กับการเดินทางหนักมาก ถึงบ้านดึกทุกวัน สุขภาพร่างกายย่ำแย่มาก ตูต้องตายแน่ๆๆ หลังจากนั้นเลยสาบานกับตัวเองว่าจะไม่เข้าไปทำงานในเมืองเด็ดขาด โน้ววว(อย่างน้อยก็ในตอนนี้)

ลองนึกภาพจากเช้าอันสดใส ที่ต้องมาสังเวยเวลาและ energy ให้กับการจราจรอันโหดร้ายของกรุงเทพมหานคร กว่าจะถึงที่ทำงานสมองจาก 100 เหลือแค่ 30 
หรือต่อให้ย้ายไปอยู่คอนโดอยู่หอมันก็มีเรื่องของค่าใช้จ่ายต่างๆที่เพิ่มมาอีกก็ลองบวกลบคูณหารดูว่าคุ้มรึเปล่า

คืออย่างน้อยก็ควรคิดถึง solution เรื่องของการเดินทางไว้บ้างก่อนที่จะเลือกที่ทำงาน

2. ตอบโจทย์ตัวเองได้

จำได้ว่ามีช่วงนึงที่ตื่นมาทุกๆวันกับคำถามว่า “นี่ตูกำลังทำอะไรอยู่วะ?”
แล้วก็จะบอกตลอด ถามว่าจบแล้วทำอะไร เหมือนถามว่าตายแล้วไปไหน 555555 
ซึ่งในที่สุดเราก็หา solution ให้กับตัวเองได้ นั่นคือ ออกไปคุยกับคนเยอะๆๆ

  • ลองมองตัวเองจากมุมของคนอื่นดูบ้าง ต้องยอมรับว่ามุมมองของคนอื่นที่มองตัวเราก็สำคัญและหลายครั้งที่มักเป็นเรื่องที่คาดไม่ถึง ทำให้เราได้พิจารณาตัวเองได้มากกว่าเดิม
  • ลองคุยกับคนในหลายๆ field ดู จะถามคนอื่นบ่อยมากว่า “ทำอะไรดีวะ” แล้วก็จะได้มุมมองใหม่ๆมาเสมอ มันจะค่อยๆตอบตัวเองได้เอง ว่าอะไรที่เราชอบหรือไม่ชอบบ้าง

พอผ่านไปสักพักจะเริ่มค่อยๆ ออกมาเป็นรูปเป็นร่างว่าจริงๆ ตัวเราต้องการอะไร
ใช้เวลาไปกับการเรียนรู้ข้อดี ข้อเสีย ข้อจำกัดของตัวเอง หาอะไรที่ทำแล้วรู้สึกตื่นเต้นเร้าใจ exciting ไปกับมัน

จะบอกว่าเราเคยผ่านช่วงชีวิตที่ทุกข์ทรมาณ เอาแต่คิดว่าตัวเองเป็นคนที่ห่วยแตก ล้มเหลว เปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น คือมันไม่ใช่ตัวเรารึเปล่าวะ คนอื่นอาจจะเป็นแบบนึง(ที่เราก็เห็นแค่สิ่งที่เห็น ไม่ได้ไปรับรู้เบื้องหลังอะไรเขา) แต่ตัวเราไม่ได้ถูกสร้างมาแบบนั้น มนุษย์ทุกคนถูกสร้างมาไม่เหมือนกัน สุดท้ายมันคือการฝืน

เหมือนเรากำลังจะเริ่มต้นอะไรสักอย่าง ทั้งที่ก็ไม่รู้ว่ากลางทางเราคาดหวังจะไปอยู่ตรงไหน แล้วปลายทางสุดท้ายมันใช่สิ่งที่เราต้องการไหม

โจทย์ที่แต่ละคนจะต้องตอบย่อมไม่เหมือนกัน เลือกบริษัทไหนที่จะมาตอบโจทย์เราตรงนี้ได้ ถ้าคิดว่าใช่ ทำแล้วเราได้เติบโตขึ้นก็ใส่ให้สุดเกียร์

ปล. ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้ยังไม่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไรไม่ได้แปลว่าเราล้มเหลวในชีวิตนะ คือมันไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเลยที่เด็กจบมาใหม่ๆจะยังไม่รู้ตัวเองว่าอยากทำอะไร อยากรู้อะไรให้ลองเลย

ปล2. คนที่ล้มเหลวจริงๆคือคนที่ไม่ยอมรับข้อผิดพลาด ไม่รู้ว่าข้อเสียตัวเองอยู่ตรงไหน ไม่พยายามเข้าใจ ปรับปรุงและยอมรับคำวิจารณ์

3. มีความเป็น playground

คำว่า playground ในที่นี่หมายถึงว่า มี ability ในการได้หยิบจับ เรียนรู้ ลองเล่นสิ่งใหม่ๆได้ รวมถึงอาจได้มีโอกาสได้สัมผัสงานที่สำคัญ และสร้าง impact ได้จริงๆ

ทำอะไรที่คิดว่าตัวเองจะได้ประสบการณ์มากที่สุดในเงื่อนไขที่จำกัด เช่น เรื่องของเวลา หรือ ขอบเขตงาน

4. Office environment

พยายามอยู่ใน environment ที่เอื้อต่อการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ สังคมที่ดี ร่วมงานกับคนเก่งๆ เปิดโอกาสให้พูดคุยความคิดได้อิสระ

เรื่อง culture ขององค์กรก็มีส่วน

ในความคิดเราคิดว่าในองค์กรที่มี process การทำงานที่ดี และ culture ที่ strong ไม่ว่าเราจะถามใคร คำตอบมันควรจะออกมาแนวทางเดียวกัน

เช่น ลองให้เขาเล่าเรื่องของ culture องค์กร หรือ ถ้าถามว่าในวันๆนึงทีมรู้ได้อย่างไรว่าต้องทำอะไรบ้าง ? มันควรจะต้องมีความชัดเจน ออกมาในแนวทางเดียวกันรึเปล่า

สถานที่ทำงานที่ดีจะทำให้เราอยากทำงานในทุกๆวัน รู้สึกมี energy ไม่ใช่เหมือนโดนสูบพลังงานชีวิตจนห่อเหี่ยวทำงานให้จบไปวันๆ

5. มองให้ลึกถึง full life cycle of product

สำหรับเราการที่ทำงานตาม spec ได้มันคือ responsibility ขั้นพื้นฐานที่สุดในการทำงานเลยนะ ถ้าคุณแค่ว่า task นี้เสร็จแล้วคนอื่นจะเอาไปใช้ยังไงต่อไม่สนใจนี่ถือว่ามักง่ายนะ 5555

ไม่ได้บอกว่าทุกคนต้องไปเรียนรู้ Business Marketing หรืออะไรใดๆเพิ่มนะ(แล้วแต่คนชอบ) แค่อยากให้ลองมองอีกนิดส์นึงว่า เห้ย สิ่งที่เราอุตส่าห์ทำมา ไอ้ที่เขาบอกว่าให้ทำแบบนี้มันไปแก้ปัญหาอะไรให้ผู้ใช้ ไปแอบส่องว่าผู้ใช้ใช้แล้วที่ว่าเวิร์คนี่มันเวิร์คจริงไหม ต้องปรับปรุงอะไรเพิ่มให้มันดีกว่านี้อีก บางอย่างแค่ตอน plan ก็แทบจะเห็นฉากจบ requirements ไหนคิดว่ามีปัญหาต้องกล้าพูด

(ก่อนหน้านี้ก็ไม่ค่อยกล้าพูดนะ คิดว่าตัวเราเป็นแค่จุดเล็กๆ ให้ทำไรก็ทำไป เอาจริงๆงานเราทำมาเองกับมือในบางอย่างเราอาจจะเห็นปัญหามากกว่าคนอื่น)

สุดท้ายจะประหลาดใจ เหมือนเวลาเราต่อจิ๊กซอว์แล้วเห็นภาพทั้งหมดมันค่อยๆมาประกอบกันเป็นภาพใหญ่ภาพหนึ่ง โอ้ ช่าง amazing จริงๆ

มีพี่ CTO ที่เคยร่วมงานกันท่านนึงจะบอกกับเราบ่อยๆว่าให้ Think like Product Owner และเราก็คาดหวังถึงบริษัทที่จะให้โอกาสเราได้ contribute เข้าไปในสิ่งเหล่านั้นได้ไม่มากก็น้อย

6. เลือก ทีม/หัวหน้า

การอยู่ในทีมที่ดีทำให้เรามีชัยไปกว่าครึ่ง

คนเราอาจมีวิธีการเลือกที่หลากหลาย บ้างอาจจะรู้จักเป็นการส่วนตัวอยู่แล้ว สำหรับเราอาจจะประหลาดกว่าชาวบ้าน วิธีดูที่ง่ายที่สุดอย่างนึงคือ

ดูว่าเขาทดสอบ candidate อย่างไร ?

ใช่ !! อ่านไม่ผิดหรอก ตามหลักจิตวิทยา(มั่ว)แล้วสิ่งที่เราทำย่อมสะท้อนตัวตนของเราตลอดเวลา เฉกเช่นขณะที่กำลังอ่านบทความนี้อยู่ คุณก็คงจะพอเดาได้ว่าเราเป็นคนเช่นไร วิธีที่เขาใช้ทดสอบเราก็บ่งบอกถึงตัวองค์กร โดยเฉพาะทีมได้ไม่มากก็น้อย

จำได้ว่าประสบการณ์สัมภาษณ์(ฝึก)งานครั้งแรกในชีวิต ช่างโหดหินตราตรึงใจไม่มีวันลืม — พอมานั่งย้อนคิดดูค้นพบว่ากระบวนการต่างๆที่เขาทดสอบเรานั้นมีเหตุผลในตัวเอง ถูกออกแบบ และ วางแผนมาอย่างดีแล้ว

บางครั้งก็อาจเป็น นิสัยใจคอ ทัศนคติ ความถูกชะตาอะไรบางอย่าง (หมายถึงเขาโอเคกับเราด้วยนะ)ในการสัมภาษณ์ครั้งหนึ่ง พี่เขาจำเราได้เนื่องจากปกติเราจะไปเล่นดนตรีในงาน Barcamp แทบทุกปีแล้วจู่ๆก็กลายเป็นสนทนาเรื่องกลองไปซะงั้น 55555

7. Working with trust

เราเชื่อใน freedom & responsibility ซึ่งการจะบรรลุซึ่งสิ่งนั้นได้ความเชื่อใจในทีมเป็นสิ่งสำคัญ

ความเชื่อใจนำมาซึ่งคำว่า “โอกาส” การที่เรารู้จักคนๆนึงดีพอนำมาซึ่ง “ความเชื่อใจ”

บ่อยครั้งที่เราพบว่า คนบางคนโดนตีตราทั้งจากตนเองและคนอื่นไว้ว่า ไม่เก่ง ทำไม่ได้หรอก ค้นพบว่าธรรมชาติของคนมีวิธีการคิด หรือแก้ปัญหาไม่เหมือนกัน ค้นพบว่าจริงๆแล้วเรา communicate กับทีมน้อยไป

จนต้องย้อนกลับมาถามว่า

ทุกวันนี้เรารู้จักทีมตัวเองดีพอรึยัง ?

เรามองหาที่ที่เขาเชื่อใจการทำงานของเราและเราเชื่อใจเขาว่าเขาจะมอบสิ่งที่ดีให้กับเราได้เสมอ

8. Soft skills

Hard skill คือสิ่งที่ทำให้เราทำงานได้ เช่น เป็นแพทย์ควรมีองค์ความรู้ที่ใช้รักษาคนไข้ได้ ส่วน Soft skill คือสิ่งที่ทำให้เราทำงานเป็น อาจเป็นเรื่องของความมั่นใจ ความเป็นผู้นำ การทำงานเป็นทีม การสื่อสาร ภาษา มารยาท etc.

ณ จุดนี้ของชีวิตกล้าพูดเต็มปากเลยว่าโคตรสำคัญ เอาจริงทุกวันนี้ก็รู้สึกว่าคุยกับคนยังไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไหร่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันที่นอนไม่พอ

ปกติเป็นคนที่คิดอะไรในหัวแทบจะตลอดเวลา (ที่เห็นชอบเหม่อนั่นแหล่ะใช่เลย) เวลาต้องอธิบายอะไรใครสักอย่างนึง ในหัวนี่คิดไปแล้วประมาณ 10 ล้านอย่าง จนกว่าจะได้วิธีอธิบายที่ดีที่สุด — ถ้าจำเป็นต้องพูดตอบอะไรในทันที จะเหมือนได้ เศษของความคิดที่กระเด็นออกมาแบบ random เสมอเหมือนว่าเป็นโปรแกรมที่ยังประมวลผลไม่เสร็จดี แล้วทุกคนก็จะไม่เข้าใจว่าพูดอะไรของมันวะ 55555 บางทีก็ต้องบอกไปตามตรงว่า เออ อธิบายไม่เก่งนะ เดี๋ยวขอไปคิดมาก่อน

เคยไปสัมภาษณ์เข้าค่าย YWC (สำหรับใครที่ไม่รู้ มันคือค่ายคนทำเว็บ)กับพี่ GDE ท่านหนึ่ง จำได้เขาพูดประมาณว่า เออ เท่าที่ดูคำตอบค่ายกับผลงานนี่ดูมีของมากนะ แต่สกิลการสัมภาษณ์นี่เข้าขั้นล้มเหลว ขายตัวเองไม่ได้เลย ตอนนั้นคิดไว้ว่าตกแน่ๆ นับว่าบุญรักษาที่เขายังเก็บฉันไว้ ไม่งั้นคงไม่มีวันนี้ กราบ — หลังจากนั้นพอมีโอกาสเจอพี่เขาในงานค่าย เขาจะบอกตลอดให้ไปหัดขายตัวเองมา เลยเอาวะ ! ขายตัว ก็ขายตัว ฮ่าๆๆ เป็นเรื่องที่ยังจำได้จนถึงทุกวันนี้

(ต้องเผาตัวเองขนาดนี้ไหม..)

ที่จะบอกคือสิ่งที่อยู่ในหัวเราจะไม่มีประโยชน์เลยถ้าเราอธิบายมันไม่ได้เป็นอย่างดี เผลอๆจะดูโง่ขึ้นมาทันทีด้วยซ้ำ 55555555555 ช่างน่าเจ็บปวดจริงๆ T_T #ในเลขห้ามีน้ำตาซ่อนอยู่

พอมาลองนึกถึงเวลาที่ต้องเสียหรือโอกาสดีๆที่เราต้องพลาดไปเพราะสิ่งเหล่านี้ ถึงได้บอกได้เต็มปากว่าโคตรสำคัญ

สำหรับเราคิดว่า engineer ที่ยิ่งใหญ่ควรมีสิ่งเหล่านี้

  • Clear communication of complex ideas
    เราค้นพบว่าคนที่เก่งมากๆจะมีความสามารถในการอธิบายเรื่องที่เข้าใจยากให้เข้าใจง่ายและน่าสนใจได้ แม้แต่กับคนที่เป็น non-technical โดยเฉพาะกับ engineer ด้วยกัน สิ่งนี้คืออะไร ? ทำไมต้องใช้ solution แบบนี้ ? แบบนี้ดีกว่าแบบนั้นอย่างไร ?
  • Strong social skills
    ในการทำงานจริงเรายังต้องร่วมงานกับผู้คนอีกหลากหลาย เพื่อให้งานออกมาดีที่สุด การมีปฏิสัมพันธ์แค่ในทีม developer อย่างเดียวอาจจะยังไม่พอ

(อาจจะมีอย่างอื่นอีก ตอนนี้ยังคิดไม่ออก)

ดังนั้นเราจึงมองหาบริษัทที่ไม่ใช่แค่ตอบโจทย์ด้าน technical skills แต่มีโอกาสให้ได้พัฒนา soft skills ยิ่งๆขึ้นไปด้วย

9. คุณค่าของงาน

ช่วงหลังๆมานี้ถ้าใครเคยร่วมงานกับเราอาจจะเคยได้ยินมาบ้าง

ถ้าเกิดว่านายมาร่วมงานกับเราจนจบโปรเจคแล้วรู้สึกว่าตัวเองมีความรู้เท่าเดิมนี่แปลว่าต้องมีอะไรผิดพลาดแล้วนะ

(ไม่ได้แปลว่าตัวเราต้องเทพนะ แต่พยายาม support คนอื่นเท่าที่ทำได้)

การทำงานไม่ใช่แค่ทำให้งานเสร็จ แต่มันแปลว่าเรากำลังลงทุน “เวลา” ไปกับมัน 
เราอุตส่าห์ทุ่มเท “เวลา” ให้มันแล้ว ตัวเองไม่ได้รู้สึกว่าพัฒนา ไม่ได้ภูมิใจไปกับผลงาน องค์กรก็ไม่ได้ดีขึ้น นี่มันไม่ใช่ล้าววว ต้องมี something wrong แน่ๆ

สิ่งที่จะบอกคืออยากให้ลองพิจารณา 
คุณค่าต่อตนเอง คุณต่อองค์กร คุณค่าต่อสังคม ?

(ขออนุญาตอ้างอิงบทความ)

ถ้าพูดแบบเรียลหน่อยคือ จริงๆโลกไม่ได้สนใจหรอกว่าคุณทำงานหนักแค่ไหน ใช้เทคนิคอันล้ำเลิศใน3โลกรึเปล่า สิ่งที่สำคัญจริงๆคืองานคุณมัน impact แค่ไหนไม่ทางใดก็ทางนึง

10. Work life balance

ตามชื่อหัวข้อนั่นแหล่ะ

ถ้าคุณเป็นคนที่สามารถจัดการกับงานได้ดีเราจะถือคุณเป็นคนเก่ง
ถ้าคุณเป็นคนที่สามารถจัดการงานและชีวิตตัวเองได้ดีด้วยเราจะถือว่าคุณเป็นคนที่สุดยอด

ชีวิตมีอะไรน่าสนใจให้ไปลองทำอีกเยอะแยะ อย่าทำแต่งานอย่างเดียวต้องใส่ใจคนรอบข้างด้วย บริษัทก็ต้องเล็งเห็นถึงความสำคัญตรงนี้ด้วยนะ

11. ว่าด้วยความสมบูรณ์แบบ

เราชอบอะไรที่มันยังไม่ perfect เพราะรู้ว่าจะพัฒนาเพิ่มตรงไหนได้อีก คือสุดท้ายเราก็จะค้นพบว่าสิ่งที่ perfect แล้วมันไม่มีอยู่จริง

เรารู้ว่าตัวเราเองก็ไม่ได้ perfect ฉันใด code ที่เราเขียนเองก็ฉันนั้น


มีเรื่องมาเล่าให้ฟัง ก่อนหน้านี้เราเคยมีโอกาสทำระบบ Chatbot ให้แอพชื่อดังแห่งหนึ่ง ฟังดูน่าตื่นเต้น เร้าใจ น่าจะเป็นอะไรที่ technical มากๆ ซึ่งก็คงใช่ ประเด็นคือ หลังจากทำโปรเจคนี้ไปสักพัก ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าคุยเก่งขึ้นเยอะมากๆ กลายเป็นว่าสิ่งที่เป็น major change ของเราที่สุดคือ soft skills และมุมมองใหม่ๆ เพียงแค่เราสนใจความเป็นไปของงานให้มากขึ้นอีกนิดส์ เพราะว่าเราทำงานทั้งหมดคนเดียวเลยต้องรับผิดชอบหลายภาคส่วน เมื่อก่อนนี่เป็นมนุษย์เงียบเบอร์แรง

(คิดในใจสงสัยไปสิงอยู่กับทีม marketing content designer เยอะไปแน่ๆ)

บอกไว้ก่อนเลยว่าไม่ใช่ dev(Developer) ที่เก่งอะไร แต่ใช้ google เก่งมาก 55555 เรียกได้ว่าเป็น #devสายsearchที่แท้ทรู #กราบgoogle #และstackoverflow

11 ข้อด้านบนก็กรั่นกรองออกมาจากประสบการณ์อันน้อยนิด ความชอบสังเกตและมุมมองส่วนบุคคลของตัวเอง หากตรงไหนรู้สึกขัดใจหรือดูเพ้อๆก็ให้คิดซะว่าไอ้นี่มันบ้าละกัน 55555 ถือว่าอ่านขำๆไป

รู้สึกว่าที่ผ่านมาใช้ชีวิตได้เลื่อนลอยมาก วิทยายุทธยังอ่อนด้อยยิ่งนัก โดยเฉพาะเมื่อเจอกับคนเก่งๆ เข้าสู่ช่วงชีวิตที่ต้องทำงานทำการแล้วคงต้องใส่ใจมากขึ้นกว่าเดิม :D

ถ้าคิดว่ามีประโยชน์ต่อมนุษยชาติหรือผองเพื่อนที่กำลังหางานสามารถแชร์ต่อได้ฮะ