กรณีไอศครีมถั่วดำของวอลล์ และ 3 เหตุผลที่เราควรเลิกใช้คำว่า”ถั่วดำ”เมื่อพูดถึงเกย์

เมื่อวันที่ 27 มิถุนายนที่ผ่านมา Facebook Page ของไอศครีม Wall’s ได้ทำการร่วมฉลองให้กับการที่ศาลสูงสุดในสหรัฐอเมริกาตัดสินให้กฏหมายสามารถรองรับการแต่งงานของคนเพศเดียวกัน

แต่ภาพที่ทางวอลล์นำมาใช้แสดงความยินดีนั้น กลับเป็นภาพมุขตลกที่ไร้รสนิยม โดยนำไอศครีมรส “ถั่วดำ” มาไว้บนฉากหลังสีรุ้ง โดยประดับรูปภาพด้วยบอลลูนข้อความว่า #Lovewins ซึ่งเป็นแท็กที่ใช้แสดงความยินดีกับสิทธิในการแต่งงานที่เท่าเทียมกัน

รูปภาพไอศครีมถั่วดำบนฉากหลังสีรุ้งพร้อมข้อความ#Lovewins

สำหรับคนที่ไม่เข้าใจว่าภาพนี้สื่อถึงกลุ่มคนรักเพศเดียวกันอย่างไร “ถั่วดำ” ในภาษาไทยนั้นเป็นศัพท์แสลงที่หมายถึงการมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักของชายรักชาย ดังนั้นในภาพนี้ทีมงานไอศครีมวอลล์จึงใช้ไอศครีมรสถั่วดำ เปรียบเสมือนตัวแทนของชายรักชาย ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มคนรักเพศเดียวกัน

แน่นอนว่าการกระทำนี้ตามมาด้วยเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในแง่ลบ เพราะหลายๆคนทราบกันดีว่า “ถั่วดำ”หรือ “อัดถั่วดำ” เป็นศัพท์แสลงที่มักมีความหมายในแง่ลบ และเป็นคำที่มักใช้ดูถูกชายรักเพศเดียวกัน แต่ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ ก็มีคนจำนวนไม่น้อย ที่ออกมาแสดงความเห็นว่า ทำไมเราถึงต้องคิดมากกับคำนี้ มันไม่ใช่แค่คำล้อเล่นขำๆหรอกเหรอ? ทำไมต้องคิดมาก ทำไมไม่เปิดใจ

ด้วยเหตุนี้ผู้เขียนจึงคิดว่า น่าจะเป็นการดี หากมีการชี้แจงให้เห็นชัดเจนถึงเหตุผลที่เราควรเลิกใช้คำนี้กันเสียที และให้เห็นว่าไม่ว่าคุณจะรู้สึกว่าคำๆนี้ทำร้ายคุณหรือไม่ก็ตาม มันมีผลกระทบให้คนส่วนใหญ่ในสังคมดูถูกคนรักเพศเดียวกันแบบเงียบๆ

1. คำว่า”ถั่วดำ”มีที่มาจากชื่ออาชญากร

จากบทความ “ถั่วดำกับตุ๋ย(เหมือนจะรู้ แต่รู้หรือเปล่า)” ที่ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์แนวหน้าในปี 2007 ได้พูดถึงที่มาของคำว่าถั่วดำไว้ดังนี้

จริงๆแล้วคำนี้ ฮิตติดตลาดมา 70 กว่าปีแล้ว ต้นเรื่องมาจาก ชายผู้มีชื่อเล่นว่า “นายถั่วดำ” ทำวิตถารกับเด็ก ๆ ดังที่ปรากฏข่าวใน หนังสือพิมพ์ ศรีกรุง ฉบับประจำวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2478 มีรายละเอียดว่า เมื่อวันที่ 18 เดือนนี้ เวลา 18 น. ร.ต.ท. แสวง ทีปนาวิณ สารวัตร สถานีตำรวจป้อมปราบ ได้จับตัว นายการุณ ผาสุข หรือ นายถั่วดำ ตำบลตรอกถั่วงอก อำเภอป้อมปราบ มาไต่สวนยัง สถานีป้อมปราบ
เหตุที่นายการุณ หรือถั่วดำ ถูกจับนั้น ความเดิมมีว่า ร.ต.ท. แสวง เห็นห้องแถวเช่า ซึ่งนายถั่วดำ เช่าอยู่ มีเด็กชายตั้งแต่ 10–16 ปี อยู่ในห้องมากมาย จึงสงสัยว่า เด็กชายเหล่านั้น จะเป็นเด็กที่ ประพฤติในทางทุจริต ร.ต.ท.แสวง ได้ออกสืบสวนอยู่ 2–3 วัน จึงทราบว่า นายถั่วดำ เป็นคนไม่มีภรรยา และเป็นผู้ชักชวนเด็ก ๆ ผู้ชาย ไปดูภาพยนตร์บ้าง ซื้อของเล่นบ้าง ให้ขนมรับประทานบ้าง แล้วก็พากันมาที่ บ้านพัก ของนายถั่วดำ ก็กระทำการ สำเร็จความใคร่ แก่เด็กชาย ที่พามาเสียก่อน และต่อจากนั้นแล้ว ก็จะจัดเด็กเหล่านั้น รับสำเร็จความใคร่ กับแขกบ้าง เจ้าสัว และจีนบ้าบ๋าบ้าง พวกที่มา ต้องเสียเงินเป็นรางวัล ให้แก่นายถั่วดำ เยี่ยงหญิงโสเภณี
จากนั้นคำว่า “ถั่วดำ” ก็กลายมาเป็น ศัพท์เฉพาะ ที่รู้ทั่วกันว่า หมายถึง การเสพสม ทางทวารหนัก
ที่มา

คำๆนี้เกิดเมื่อหลายสิบปีก่อน สมัยที่คนยังไม่เข้าใจถึงความหลากหลายทางเพศ สมัยที่คนยังมองว่าการมีเพศสัมพันธ์ของชายกับชายคืออะไรที่วิตถารและผิดธรรมชาติ (อันที่จริง สมัยนี้ก็ยังมีคนที่คิดแบบนี้อยู่)

ที่สำคัญ คำๆนี้เกิดขึ้นโดยคนรักต่างเพศ ที่มีอำนาจในสังคมมากกว่า การนำชื่ออาชญากรมาใช้เป็นตัวแทนการกระทำของคนรักเพศเดียวกันนั้น ส่งผลให้คนรู้สึกว่าการมีเพศสัมพันธ์ระหว่างชายกับชายเป็นสิ่งที่ผิด ไม่ถูกต้อง และควรถูกดูถูกดูแคลน

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่คนรักเพศตรงข้ามนำชื่อของอาชญากรมาใช้เรียกเซ็กส์ระหว่างผู้ชายด้วยกัน อีกคำนึงที่เราคงคุ้นหูกันก็คือ “ตุ๋ย” ซึ่งที่มาของคำนี้นั้นก็ไม่ต่างกัน

เมื่อต้นปี 2541 ก็มีข่าว ข้าราชการ ชื่อเล่นว่า “ตุ๋ย” ทำมิดีมิร้าย กับเด็กชาย หนังสือพิมพ์ก็ใช้คำ “ตุ๋ย” พาดหัวข่าว แทนความหมายดังกล่าว เหมือนกับข่าวล่าสุดที่มีหนุ่มวิตถารชาวแคนาดาที่ถูกตำรวจสากลตามล่าเนื่องจากไปตุ๋ยเด็กมาแล้วหลายคน
ที่มา

สิ่งที่เราควรมองว่าเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง คือการข่มขืนกระทำชำเรา และการล่วงละเมิดทางเพศเด็ก ถ้าเราไม่เคยนำชื่อเล่นของอาชญากรชายที่ข่มขืนเด็กผู้หญิง มาใช้เรียกการมีเพศสัมพันธ์ระหว่างชายหญิง ทำไมเรารู้สึกว่าเราต้องนำการกระทำของอาชญากรคนนึงมาตีตราเพศสัมพันธ์ระหว่างชายกับชายด้วย?

2. คำว่า “ถั่วดำ” ตอกย้ำความเชื่อผิดๆที่ทำร้ายคนรักเพศเดียวกัน

ความเชื่อผิดๆอย่างหนึ่งที่ชายรักเพศเดียวกันต้องเจอทั้งในไทยและต่างประเทศก็คือ คนชอบสับสนและเข้าใจว่า ชายรักเพศเดียวกันนั้นมีรสนิยมชอบเด็กผู้ชายอายุน้อยกว่า หรือที่เราเรียกกันว่าเพดโดฟิเลีย (Pedophillia) ทั้งๆที่มันไม่เป็นเรื่องจริงเลย

การที่ใครจะชอบเพศอะไร เป็นเรื่องของรสนิยมทางเพศ โดยการมีเพศสัมพันธ์กับใครนั้น ยังอยู่บนพื้นฐานของเรื่องของการสมยอม(consent)ตามกฏหมายอยู่แต่เพดโดฟิเลียนั้นเป็นอาการผิดปกติทางจิตที่ทำให้รู้สึกมีอารมณ์ทางเพศกับผู้เยาว์ โดยเพดโดฟิเลียนั้นเกิดขึ้นได้ทั้งชายและหญิง ไม่ว่าจะรักเพศตรงข้ามหรือรักเพศเดียวกันก็ตาม

เราคงเคยเห็นผ่านตากันมา กับข่าวพ่อข่มขืนลูก ลุงข่มขืนหลาน โจรข่มขืนเด็กผู้หญิงอายุไม่กี่ขวบ เช่น คดีสะเทือนขวัญฆ่าข่มขืนเด็กหญิงวัย 13 บนรถไฟเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา

แต่ไม่ว่าคดีจะสะเทือนขวัญแค่ไหน เกิดขึ้นบ่อยครั้งขนาดไหน สิ่งที่สื่อและผู้คนยังใช้เรียกการกระทำเหล่านั้นก็คือ “ข่มขืน” ไม่มีสักครั้งที่เรานำชื่ออาชญากรมาใช้แทนการกระทำชำเราเด็กผู้หญิงโดยอาชญากรผู้ชาย

หลังคดีน้องแก้มบนรถไฟ โดยอาชญากรชื่อเกม วันชัย แสงขาว ไม่มีการเรียกการข่มขืนเด็กผู้หญิงว่า “เขาเกมเธอ” หรือ “เขาวันชัยเธอ”

ไม่มีพาดหัวข่าวใดๆว่า “รวบพ่อแท้ๆวันชัยลูกสาวม.3 จนท้อง”

แต่คำว่าถั่วดำ? แต่คำว่าตุ๋ย?

เมื่อสื่อโยงคำที่พูดถึงการมีเพศสัมพันธ์ของชายรักชายในแง่ลบ วางในบริบทว่าชายรักชายนั้นล่อลวงกระทำชำเราเด็ก ซ้ำๆ ซ้ำๆ เป็นเวลานานนับหลายปี ความเข้าใจผิดที่ว่าเกย์เป็นพวกชอบล่อลวงเด็กก็ยิ่งฝังรากลึกลงไปเรื่อยๆ ไม่ว่าคนที่เป็นเกย์จะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม

3. คำว่า “ถั่วดำ” สร้างบรรยากาศให้คนไม่ยอมรับคนรักเพศเดียวกันในสังคม

แม้ว่าสมัยนี้หลายๆคนที่ใช้คำว่าถั่วดำ จะใช้โดยไม่ทราบถึงประวัติว่ามีที่มาจากชื่อของอาชญากรก็ตาม และไม่ได้ใช้ในบริบทที่พูดถึงการล่วงละเมิดทางเพศผู้เยาว์เหมือนสื่อ แต่สิ่งนึงที่ยังเหมือนเดิมคือ คนส่วนมากใช้คำว่าถั่วดำ เมื่อต้องการพูดถึงเพศสัมพันธ์ระหว่างผู้ชายด้วยกัน ว่าเป็นเรื่องตลก เรื่องแปลก ซึ่งเป็นสัญญาณที่บอกกลายๆว่า เพศสัมพันธ์ระหว่างผู้ชายด้วยกัน ยังเป็นเรื่องที่ไม่ยอมรับในสังคม

ทำไมเราถึงต้องมีคำเฉพาะสำหรับการมีเพศสัมพันธ์ระหว่างผู้ชายด้วยกัน แต่การมีเพศสัมพันธ์ระหว่างชายกับหญิง เรามองว่าไม่จำเป็นต้องมี? สาเหตุหนึ่งที่สิ่งนี้เกิดขึ้นเพราะคนส่วนใหญ่ยังมองว่า เซ็กส์ระหว่างผู้ชายกับผู้หญิง เป็นเรื่องปกติ เป็นเรื่องมาตรฐาน อะไรนอกเหนือจากนั้นคือผิดจากปกติและต้องมีคำใหม่

เราต้องเลิกมองได้แล้วว่า การมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักนั้นจำกัดอยู่แค่ระหว่างชายกับชาย หรือชายกับชายมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักกันเท่านั้น คู่รักชายหญิงหลายคู่เองก็มีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก แต่เราไม่เคย(หรือน้อยครั้งมาก)ที่จะใช้คำว่าถั่วดำกับคนเหล่านี้เลย เพราะอะไร?

ปัจจุบันนี้คำนี้พัฒนาไปยิ่งขึ้นอีก ถั่วดำ ไม่ใช่แค่การมีเพศสัมพันธ์ของชายรักชายอีกต่อไปแล้ว แต่กลายเป็นตัวแทนกลุ่มชายรักชายไปเลย เหมือนอย่างที่เห็นได้จากภาพที่ไอศครีมวอลล์โพสต์ด้านบน ที่เลือกนำไอศครีมรสถั่วดำมาใช้ประกอบภาพ

นี่เป็นการเปรียบเทียบผิดๆ คู่รักระหว่างชายกับชายหลายๆคู่ เลือกที่จะไม่มีเพศสัมพันธ์โดยการสอดใส่ หรือในบางคู่ก็รักกันโดยไม่จำเป็นต้องมีเพศสัมพันธ์ด้วยซ้ำ การจับ “เพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก = ชายรักชาย” ยิ่งทำให้คนเข้าใจชายรักเพศเดียวกันผิดๆยิ่งขึ้น และอาจบีบให้เกย์ที่ไม่ชอบมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักรู้สึกว่าตัวเองแปลกด้วยซ้ำ

ถึงเวลาแล้วที่เราต้องมองว่าไม่ว่าจะรสนิยมทางเพศแบบไหน เซ็กส์ ก็คือ เซ็กส์ เราไม่ควรว่าเซ็กส์ระหว่างชายชาย หรือหญิงหญิงเป็นเรื่องแปลกอีกต่อไปแล้ว

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่วอลล์ทำแบบนี้

เจตนาไม่เกี่ยวข้องกับผลลัพธ์ของการกระทำ

การกระทำของทีมงานไอศครีมวอลล์ครั้งนี้ ไม่ว่าจะกระทำโดยเจตนาใช้คำที่ดูถูกชายรักเพศเดียวกันหรือไม่ก็ตาม ผลลัพธ์ยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง คือการใช้คำที่สร้างบรรยากาศทำให้คนมองว่าชายรักเพศเดียวกันเป็นเรื่องตลก และบั่นทอนภาพลักษณ์ของคนรักเพศเดียวกัน

เจตนาไม่สามารถใช้หักล้างผลลัพธ์ของการกระทำได้ เจตนามีไว้เพื่อให้เราพิจารณาว่าเราควรคิดยังไงกับคนที่ทำผิดไป ไม่ต่างอะไรกับการเหยียบเท้าคนอื่น ถ้าคุณเหยียบเท้าคนอื่น ไม่ว่าจะทำโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ ความเจ็บปวดก็ไม่หายไป

หากคุณไม่เจตนา นั่นอาจทำให้คนโกรธคุณน้อยลง แต่สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ตรงนั้น มันอยู่ที่คุณควรเรียนรู้ ระมัดระวังเพิ่มเติม และไม่ทำผิดพลาดอีก

มันเป็นตลกร้ายมากๆ ที่คุณใช้คำที่มีประวัติจากการดูถูกคนรักเพศเดียวกัน มาใช้ฉลองสิ่งที่คนรักเพศเดียวกันต่อสู้มานานแสนนานเพื่อให้ได้มา ไม่ว่าคุณจะเจตนาหรือไม่ก็ตาม สิ่งนึงที่เห็นได้ชัดเจนคือคุณไม่ได้สนใจที่จะช่วยหรือสนับสนุนคนรักเพศเดียวกันอย่างจริงจังเลย

เราอยู่ในยุคที่ความหมาย และที่มาของคำว่าถั่วดำ สามารถหาได้ด้วยการเปิดหน้าต่างเวบขึ้นมาใหม่แล้วพิมพ์คีย์เวิร์ดลงใน Google ซึ่งใช้เวลาน้อยกว่าการหาภาพไอศครีมถั่วดำมาตัดต่อเพิ่มคำพูดแล้วอัพโหลดเสียด้วยซ้ำ

แต่ทีมงานวอลล์ไม่ทำ ไม่คิดแม้แต่จะทำ เพราะสังคมเราทำให้เคยชินกับการใช้ภาษาแบบนี้ เคยชินกับใช้คำนี้มาตลอด ยิ่งนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ทีมงานทำแบบนี้ ยิ่งทำให้คิดว่าทางทีมงานไม่เคยคิดจะปรับปรุงเรื่องนี้จริงจังเลย

ได้เวลาแล้วที่เราควรเลิกใช้คำๆนี้ ปล่อยให้มันล้าหลัง อยู่แค่ในพจนานุกรมไป การเลิกใช้คำเหล่านี้ เป็นสิ่งเล็กๆ ที่ทุกคนสามารถช่วยกันได้ เพื่อให้สังคมเราเคารพตัวตนของแต่ละคนกันมากขึ้น

One clap, two clap, three clap, forty?

By clapping more or less, you can signal to us which stories really stand out.