หลอกตัวเองหรือเปล่า

โดยปกติแล้ว 
ผมเป็นหมอที่ไม่ได้จ้ำจี้จ้ำไช
ถามคนรู้จัก หรือ ถามคนไข้ทั่วๆ ไปว่า
กินเหล้าหรือเปล่า เลิกบุหรี่หรือยัง
ตราบใดที่มันยังไม่ได้มีผลต่อร่างกายมากนัก

ผมไม่เคยกะเกณฑ์ว่าเลิกเถอะ 
แต่ละคนมีความสุขกับชีวิต
ด้วยวิธีที่ต่างกัน

แต่กับคนที่เกิดปัญหาจาก ความสุข เหล่านี้
ในฐานะเป็นหมอ ก็ต้องบอก ต้องเตือน
กินเหล้าจนอ้วกเป็นเลือด 
.. ไม่ห้าม ก็ไม่รู้จะเป็นหมอทำไม

แต่หลายครั้งหลายหน
เวลาที่เจอคนไข้ตับแข็งไม่เลิกกินเหล้า
คนไข้ถุงลมโป่งพองไม่หยุดสูบบุหรี่

ถึงจุดหนึ่ง 
ผมจะบอกตัวเองว่า 
ชีวิตใครก็ชีวิตมัน
เขา/เธอ มีสิทธิเลือกทางของตัวเอง 
ไม่ว่ากัน … ไม่ว่ากัน

แต่ (อีกแล้ว) 
ไม่ได้รู้สึกว่า คิดได้แบบนี้เป็นความใจกว้าง
หรือ คิดแบบนี้เป็นคนมองโลกแง่ดี
หรือ คิดแบบนี้คือคนที่เข้าใจโลก 
เข้าใจมนุษย์
เข้าใจคนไข้
ไม่ใช่เลย..

ทุกครั้งที่คิดแบบนี้
คือ ทุกครั้งที่ผมยอมแพ้แล้ว ต่างหาก
ยอมแพ้ให้กับ เหล้า 
ยอมแพ้ให้กับ บุหรี่

แล้วบอกตัวเองว่า 
เขาก็เลือกทางของตัวเอง เขามีสิทธิ
จริงๆ มันเกือบจะเป็น การหลอกตัวเองว่า
ทำดีที่สุดแล้ว … ปล่อยไปเถอะ 
.
.
.
คิดดูแล้ว .. มันมีเส้นบางๆ ระหว่าง 
ความใส่ใจกับคนไข้มากเกินไป
กับ การสนใจแต่กับโรค.. อยู่เพียงนิดเดียว

คุณครูของผมทุกคน
จะสอนเสมอว่า เป็นหมออย่ารักษาแค่โรค
ต้องรักษา “คน” ด้วยเสมอ 
.
อ้วกเป็นเลือด ให้เลือดให้ยาเสร็จ
ก็ต้องไม่หยุดแค่นั้นต้องไปแก้ที่เหตุ 
แก้ที่ “คน” ด้วย กินยาไม่ถูกวิธีก็ต้องสอน
กินเหล้า กินเบียร์ ก็ต้องหาทางให้เขาเลิก

ผมเชื่อว่า ความคิดแบบนี้
มีอยู่ในหมอเกือบทุกคน 
ซึ่งผมเพิ่งรู้ตัวไม่นานนี้เองว่า
บางที คนไข้ หรือ คนทั่วไป ไม่ได้คิดแบบนี้

คนบางคนคิดว่า 
หมอจะมายุ่งกับชีวิตเขาทำไม?
มีหน้าที่รักษาก็รักษาไป เอายามา 
เวลาผมเจ็บ ผมป่วย รีบมารักษา เท่านั้นพอ…
อย่าล้ำเส้น
.

ทุกครั้งที่ผมบอกตัวเองว่า
อืม.. ทุกคนก็มีสิทธิเลือกทางของตัวเอง
จึงหมายความว่า ตอนนั้น ผมยอมแพ้ 
และหมดหนทางแล้ว จริง ๆ 
ไม่ใช่ .. ความเข้าใจชีวิตแต่อย่างใด

ทุกวันนี้ได้แต่เตือนตัวเองว่า
อย่ายอมแพ้ง่ายไป 
แน่ใจนะว่า ไม่ได้หลอกตัวเอง
ว่าเข้าใจคนไข้ดี ก็เลยปล่อย ๆ ไป 
และแน่ใจนะว่า เราพยายามเต็มที่แล้ว
พูดจนปากเปียก ปากแฉะ หมดแล้วจริง ๆ

แน่ใจนะว่า .. โดยไม่รู้ตัว 
เรากลายสภาพเป็นหมอ ที่เพียงแต่
ก้มหน้าก้มตารักษาโรค แล้ว
ปล่อยให้ คนไข้เราไปตามยถากรรม 
แล้วใช้คำว่า เพราะเป็นสิทธิของเขา 
บอกให้ตัวเองสบายใจ และดูดีอีกต่างหาก

.
.
เล่าไว้เมื่อ 25 Jan 2015

One clap, two clap, three clap, forty?

By clapping more or less, you can signal to us which stories really stand out.