สมดุลแห่งโยคะ สมดุลแห่งชีวิต

คงปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกวันนี้เทรนด์รักสุขภาพได้เข้าไปเป็นกิจวัตร(แต่ไม่ประจำวัน)ของคนยุคปัจจุบันอย่างเลี่ยงไม่ได้ แม้ว่ามนุษย์เงินเดือนอย่างเราๆ จะต้องทำงานหนักเพื่อเอาเม็ดเงินใปใช้พักผ่อนในวันหยุดอันแสนสั้นก็ตาม และด้วยเงื่อนไขในเรื่องของเวลาพักผ่อนที่มีน้อยไม่ต่างกับเงินเดือนที่ได้รับจึงทำให้คนวัยทำงานต่างก็มองหาวิธีออกกำลังกายรักษาสุขภาพเพื่อผลลัพธ์ของงานที่ดีที่จะออกมาในวันต่อไป เพราะเหตุนี้จึงทำให้ศาสตร์ที่มีชื่อว่า “โยคะ(Yoga)” เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่คนส่วนใหญ่ให้ความสนใจโดยเฉพาะกับคุณผู้หญิงที่ต้องทำงานหามรุ่งหามค่ำจนทำให้พวกเธอไม่มีเวลาออกกำลังกาย โยคะจึงเป็นการออกกำลังกายที่ตอบโจทย์คุณผู้หญิงได้เป็นอย่างดี เนื่องด้วยวิธีการเริ่มต้นฝึกฝนที่ไม่ยากนักบวกกับสถานที่ในการฝึกโยคะที่ไม่จำเป็นต้องใช้เนื้อที่มากจึงทำให้เราเห็นกลุ่มสุภาพสตรีหลากหลายวัยไล่ไปตั้งแต่วัยเรียน วัยทำงานไปจนถึงวัยกลางคนจับกลุ่มกันเข้าไปเรียนโยคะกันอย่างตั้งอกตั้งใจ

ถ้าว่ากันจริงๆ แล้วกีฬาโยคะไม่ได้เพิ่งจะมาเกิดกระแสคลั่งไคล้ในหมู่คนเมืองเมื่อไม่กี่ปีมานี้ หากแต่ศาสตร์ชนิดนี้ได้เข้ามาเป็นทางเลือกในการออกกำลังกายของคนยุคใหม่ได้สิบกว่าปีแล้ว ตัวอย่างที่เด่นชัดในเรื่องนี้ก็คงจะเป็นดารานักแสดงรุ่นเก๋าอย่าง “ป้าจิ๊ อัจฉราพรรณ ไพบูลย์สุวรรณ” ที่เริ่มเล่นโยคะตอนอายุ 52 ปีจากการชักชวนของเพื่อนร่วมวงการอย่าง “ตุ๊ก ดวงตา ตุงคะมณี” ซึ่งทุกวันนี้ป้าจิ๊ก็ยังคงฝึกฝนโยคะอย่างต่อเนื่องและยังเป็นตัวอย่างที่น่ายกย่องให้กับดารานักแสดงรุ่นหลังๆ ที่เพิ่งหัดเล่นโยคะและอยากมีผิวพรรณเปล่งปลั่งที่สวนทางกับอายุจริงเหมือนกับป้าจิ๊อีกด้วย ขยับวัยลงมากันหน่อยถึงแม้จะไม่มีชื่อเสียงด้านโยคะศาสตร์เหมือนกับนางแบบและนักเล่นโยคะตัวแม่ผู้จุดกระแสโยคะทางฝั่งยุโรปในช่วงยุคปลาย 80 ต่อต้นยุค 90 อย่าง “คริสตี้ เทอร์ลิงตัน(Christy Turlington)” แต่ “เคท ไบรโอนี่” หรือไบรโอนี่อดีตดารานักร้องช่วงยุคปลาย 90 ก็คงเป็นชื่อแรกๆ ที่นักเล่นโยคะมือใหม่ในเมืองไทยต้องนึกถึง ความมุ่งมั่นของเธอบวกกับประสบการณ์ที่ค่อยๆ เก็บเกี่ยวมาทางด้านโยคะทำให้เธอเชี่ยวชาญและสามารถเปิดคอร์สสอนให้กับผู้ที่สนใจได้ เรียกได้ว่าเธอได้ผันตัวเองจากอาชีพนักร้องมาเป็นครูสอนโยคะได้อย่างไม่น่าเชื่อและเธอก็ทำมันได้ดีอีกด้วย กระทั่งสามีของเธอ “ไดซ์ ไดซุเกะ” ก็เป็นครูสอนโยคะอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา นั่นจึงทำให้คลาสของเธอที่เปิดสอนในเมืองไทยมีความน่าเชื่อถือและได้รับการตอบรับที่ดีขึ้นกว่าเดิม นอกจากดารานักแสดงทั้งสองท่านที่ยกขึ้นมาเป็นตัวอย่างให้กับผู้ที่สนใจในศาสตร์แห่งโยคะแล้ว ยังมีนักแสดงอีกจำนวนไม่น้อยที่ขานรับกับกระแสการออกกำลังกายในรูปแบบนี้ อาทิ นักแสดงสาวแห่งวิก 3 “ชมพู่ อารยา” ที่ขยันอัพรูปโชว์ท่ายากให้แฟนคลับได้ติดตามผ่านสื่อสังคมออนไลน์อยู่เสมอตามมาด้วยคุณนายเบียร์สิงห์อย่าง “นุ่น วรนุช” ที่จริงจังกับการรักษารูปร่างให้ดูเป๊ะอยู่ตลอดด้วยการเล่นโยคะอย่างต่อเนื่อง เห็นตัวอย่างจากนักแสดงทั้งสองท่านแล้วก็มีคำถามตามมาว่าแล้วอะไรล่ะที่เป็นแรงบันดาลใจหรือเป้าหมายของการเล่นโยคะสำหรับคนที่ฝึกได้นานแล้วหรือคนที่เพิ่งเริ่มเล่นเขาจะได้อะไรกลับไปบ้างกับการฝึกทางด้านนี้

โจนัส เวสริง(Jonas Westring) ครูอนุสราโยคะชาวสวีเดนได้กล่าวไว้ว่า การฝึกโยคะจะทำให้เกิดการสร้างสมดุลกับชีวิต กล่าวคือโยคะใม่ได้ช่วยเพียงเรื่องการผ่อนคลายกล้ามเนื้อและเผาผลาญไขมันในร่างกายเท่านั้น แต่ศาสตร์เดียวกันนี้ยังช่วยปรับสมดุลจิตใจให้ทำงานสัมพันธ์กับร่างกายได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย เพราะชีวิตการทำงานที่เร่งรีบบวกกับคำว่าไม่มีเวลาออกกำลังกายทำให้ไลฟ์สไตล์ของคนเมืองเปลี่ยนไปนั่นจึงส่งผลให้โยคะมีการปรับเปลี่ยนให้เกิดความหลากหลายเพื่อให้เหมาะกับผู้ฝึกแต่ละวัย เช่น หนุ่มสาววัยทำงานที่มีชีวิตแบบเร่งรีบอยู่ตลอดโยคะที่เหมาะก็คือ “โยคะเย็น (Cool Yoga)” หรือโยคะธรรมดา โยคะประเภทนี้บ้างก็ฝึกกับธรรมชาติ บ้างก็ฝึกในห้องแอร์เพราะจะทำให้ได้ใช้พลังงานเต็มที่กว่าและไม่ทำให้เหนื่อยง่ายอีกด้วย สำหรับคุณแม่บ้านที่ไม่ต้องใช้ชีวิตแบบเร่งรีบก็อาจจะคุ้นชินกับการเคลื่อนไหวที่เนิบช้าทำให้ไม่กระฉับกระเฉง “โยคะร้อน(Hot Yoga)” ก็จะเป็นทางเลือกหนึ่งที่ทำให้รู้สึกเหมือนกับการได้ออกกำลังกายพร้อมๆ กับซาวน่าเพราะจะทำให้ผู้ฝึกเสียเหงื่อมากเหมือนกับการได้ออกกำลังกายอย่างหนัก อย่างไรก็ตามโยคะที่เหมาะสมกับสภาพอากาศบ้านเราก็คงจะเป็นโยคะเย็นมากกว่า เนื่องจากโยคะร้อนนั้นเหมาะกับสภาพภูมิอากาศแบบเมืองหนาวจึงทำให้ผู้ฝึกรู้สึกยืดยุ่นได้มากกว่า มาถึงตรงนี้เราคงได้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างรูปแบบของโยคะกับไลฟ์สไตล์ของคนแต่ละช่วงวัยมากกว่าที่จะมุ่งไปที่การโชว์ท่าโยคะยากๆ หรือต้องทำให้ได้เหมือนเกณฑ์ที่ตั้งไว้เพียงอย่างเดียว เพราะจุดสูงสุดของศาสตร์แห่งโยคะก็คือการรับรู้การรวมกายกับใจของผู้ฝึกไว้ด้วยกันและเหนือสิ่งอื่นใดก็คือการมีสติอยู่กับกายซึ่งจะทำให้ผู้ฝึกกำหนดลมหายใจได้อย่างถูกต้อง

ท้ายนี้สังคมรอบๆ ตัวมีการปรับเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว นั่นจึงทำให้วิถีชีวิตของมนุษย์ยุคใหม่ต้องปรับตัวตามไปด้วย กายกับใจก็เช่นเดียวกันหากมนุษย์ไม่ดูแลรักษาทั้งสองสิ่งควบคู่กันไป เชื่อว่าไม่เพียงแต่สติที่จะไม่อยู่กับกาย แต่สตางค์ที่กำลังจะเข้ามาอาจหดหายไปแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัวเพียงเพราะปัญหาสุขภาพก็เป็นได้

อธิปัตย์

One clap, two clap, three clap, forty?

By clapping more or less, you can signal to us which stories really stand out.