นักเขียน


เอาเข้าจริงๆ แล้วคำว่า “นักเขียน” นั้นเป็นคำที่มีความหมายกว้างพอสมควร แต่หากยึดเอาโมงยาม ณ ปัจจุบันเป็นที่ตั้งแล้ว คำว่า ‘นักเขียน’ ในบริบทสมัยใหม่อาจไม่ได้หมายถึงอาชีพๆ หนึ่งที่มีหน้าที่รังสรรค์ถ้อยคำผ่านห้วงความคิดในห้วงยามที่หลากหลายเพียงอย่างเดียว หากแต่อาชีพเดียวกันนี้ยังทำหน้าที่เป็น ‘ร่างทรง’ ที่ซ้อนทับกับอาชีพและบทบาทอื่นๆ ทางสังคม อย่างมีนัยสำคัญ

http://www.iamtrang.com/uploaded/images/people-intv/jid1.jpg

หากเรายังจำกันได้ถึงข่าวการคัดค้านการสร้างเขื่อนแม่วงก์ของรัฐบาลที่ทำให้เกิดกลุ่มประชาชนนักอนุรักษ์ซึ่งได้ออกมารวมพลังกัน เราคงเห็นชื่อของ “สหายใบไม้” หรือคุณจิระนันท์ พิตรปรีชา นักเขียน นักแปลชื่อดังที่ออกมาร่วมขบวนต่อต้านในครั้งนี้ด้วย ถึงแม้ว่าคุณจิระนันท์จะไม่ได้เป็นหัวหอกในการออกมาต่อต้านเรื่องนี้ตั้งแต่แรกเริ่มเดิมที แต่ใช่หรือไม่ที่อานุภาพแห่งถ้อยคำได้นำพานักคิดนักเขียนผู้นี้ให้ออกมาทำบางสิ่งบางอย่างเพื่อเป็นการกระตุ้นจิตสำนึกของสังคม แสดงออกถึงผลลัพธ์ที่จะตามมาหากมีการสร้างเขื่อน และถ้าจะถามถึงร่างทรงที่ซ้อนทับกับอาชีพนักเขียนของกวีซีไรต์ผู้นี้คืออะไร คำตอบก็น่าจะเป็นนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเพื่อสังคม เพราะสิ่งหนึ่งที่ย้ำชัดในจิตวิญญาณต่อบทบาทด้านสิ่งแวดล้อมได้เป็นอย่างดีของนักคิดนักเขียนผู้นี้ก็คือคุณจิระนันท์เคยเป็นอดีตกรรมการและอาสาสมัครของมูลนิธิสืบนาคเสถียร-มูลนิธิป่าเขตร้อนเมื่อหลายสิบปีมาแล้ว นั่นจึงทำให้แรงกระเพื่อมทางสังคมที่ถ่ายทอดออกมาผ่านตัวหนังสือพร้อมกับบทเพลงรวมไปถึงบทกลอนที่เธอแต่งให้กับการออกมารณรงค์ครั้งนี้ดูทรงพลังและสื่อสารแทนเสียงของสังคมใหญ่ได้ดีอยู่เสมอ

ในอีกมุมหนึ่งนอกจากบทบาทที่ “เร้นซ่อน” ในอาชีพนักเขียนแล้ว มีอีกประด็นที่เข้าใจผิดกันเป็นอย่างมากเกี่ยวกับอาชีพนี้ เนื่องจากในยุคที่การสื่อสารไร้พรมแดนเกินกว่าที่จะใช้คำว่า “โลกาภิวัฒน์” นั้นทำให้ใครหลายคนทึนทักเอาว่า การหาคำโปรยโดนๆ การเขียนคำคมสักประโยคราวกับว่าเป็นบทความ หรือการหาข้อมูลเพื่อที่จะใช้แสดงความเห็น บนเครือข่ายสังคมทั้งหลายก็คงจะได้รับการขนานนามว่านักเขียนได้ไม่ยาก แต่เทคโนโลยีกำลังทำให้เราโง่ลงและเข้าใจผิดอย่างที่นักเขียน นักแปล และนักวิชาการอิสระด้านการเงินอย่างคุณ ‘สฤณี อาชวานันทกุล’ ได้เปรียบเทียบไว้บนทวิตเตอร์ส่วนตัวว่า “อย่ายอมให้อินเทอร์เน็ตทำให้เราโง่ลง เริ่มจากการตระหนักว่า ข้อมูลไม่ใช่ความรู้ สเตตัสไม่ใช่บทความ และการแสดงความเห็นไม่ใช่การวิเคราะห์” แต่ก็อีกนั่นแหละก่อนจะไปถึงจุดที่ตัวหนังสือจะได้แสดงออกอย่างทรงคุณค่า ดูมีชั้นเชิงและมั่นใจว่าเราสามารถเป็นนักเขียนได้ก็คงเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาในการเก็บเกี่ยวประสบการณ์กันต่อไป

http://cathyday.com/files/2012/04/Typed-Writer.jpg

ท้ายนี้ไม่ว่าจะมีบทบาทใดที่เร้นซ่อนอยู่หรือต้องคอยเก็บเกี่ยวประสบการณ์มากมายแค่ไหนถึงจะกล้าเรียกตัวเองได้ว่าเป็นนักเขียน อาชีพนี้ก็คงเป็นอีกหนึ่งอาชีพที่ต้องคอยตอบคำถามตัวเองอยู่เรื่อยๆ เหมือนกับที่ต้องคอยหาความรู้ใหม่ๆ อยู่เสมอ เพราะสิ่งที่สำคัญก็คือการซื่อสัตย์ต่ออาชีพของตัวเอง(ไม่ว่าจะอาชีพใดก็ตาม) และอย่าลืมว่าผู้ที่คอยตัดสินผลงานก็คือผู้อ่านที่หมุนเวียนเปลี่ยนรุ่นไปเรื่อยๆ การจะหยิบของเก่ามาเล่าใหม่บ่อยๆ นั้นคงไม่ดีแน่ เพราะถ้าเราคือ “ของจริง” ก็คงรับมือกับความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ได้อย่าง “แยบยล” และ “ไม่พร่างพราย”