ความบกพร่องโดยสมบูรณ์
หัวใจที่เข้มแข็งคือยาชั้นดี
“ง่ายงามและเป็นดั่งลมหายใจของฉัน” ใช่ ฉันหมายถึงลูกสาววัย 14 ขวบที่กำลังก้าวขึ้นมาบนรถเธอกลับมาพร้อมเรื่องเล่าเกี่ยวกับทีมฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ของเธอ และวันนี้ทีมฟุตบอลของเธอได้รวมกลุ่มกันหลังจากการซ้อม เธอดูมีความสุขมากและแน่ละเธอก็อยากจะเล่าเรื่องราวที่น่าตื่นเต้นของเธอหลังจากพบกับเพื่อนๆ มา “แม่คะ แม่จะไม่มีทางเชื่อหนูเลย ว่ามีคนอีกตั้งเยอะที่พ่อแม่ของพวกเขาชอบดื่มเหล้า เพื่อนหนูสองคนเขาเคยทำร้ายตัวเองเพราะเรื่องแบบนี้ด้วยนะ แต่ตอนนี้เขาเลิกทำบ้าๆ แบบนั้นแล้วละ อ้อ แล้วก็มีเพื่อนหนูบางคนเขากินข้าวเข้าไปแล้วสักพักก็ต้องอ้วกออกมา หนูว่ามันน่ากลัวสุดๆ”
“ขนาดนั้นเชียวเหรอลูก” ฉันประหลาดใจเล็กๆ กับเรื่องเล่าของลูกสาว พอได้ฟังแล้วก็พยามนึกชื่อของเพื่อนๆ ของลูกและชื่อพ่อแม่ของพวกเขา สักพักฉันก็นึกออกว่าพ่อแม่ของพวกเขาเคยทำงานพิเศษด้วยกัน และพวกเราก็เป็นเพื่อนที่อยู่หมู่บ้านเดียวกันด้วย “แล้วไงต่อเหรอลูก” ฉันถามแบบนี้ออกไปเพราะไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วฉันต้องตอบลูกสาวว่าอย่างไร “ลูกกำลังเล่าอะไรเหรอ”
“คุณแม่คะ หนูแค่อยากพูดเรื่องคุณแม่และก็น้องคูเปอร์อะค่ะ” เธอตอบ และพอเธอพูดจบเธอก็โยนรองเท้าสตั๊ดที่ยังไม่ได้ร้อยเชือกไปท้ายรถ เป็นปกติที่เธอชอบทำแบบนี้
“จริงเหรอลูก” ฉันตอบกลับไป เพราะฟังแล้วคงจะไม่ใช่เรื่องน่าตื่นเต้นที่เกี่ยวกับตัวลูกสาวฉันเลย กลับกันเธอน่าจะคิดคำนวณถึงเวลาที่แม่ของเธอใช้ไปบนรถวีลแชร์และน้องชายของเธอที่ป่วยเป็นดาวน์ซินโดรมอยู่ในตอนนี้ อีกทั้งยังส่งผลให้น้องชายของเธอมีความพิการรวมอยู่ด้วย และนี่อาจจะเป็นโศกนาฏกรรมของครอบครัวในอีกรูปแบบหนึ่งก็ได้
“ลูกกำลังหมายความว่ายังไง” ฉันถามออกไป แต่ก็กลัวคำตอบที่จะได้รับกลับมาเหมือนกัน
เธอตอบกลับมาพร้อมเสียงหัวเราะชอบใจ “อ้อ เปล่าค่ะแม่ ไม่มีอะไรจริงๆ แค่แม่นั่งอยู่บนรถวีลแชร์มานานมากๆ นั่นก็ไม่ใช่เรื่องที่ดีเท่าไรแล้ว และบางครั้งก็มีเรื่องน่าหนักใจอีกนั่นคือน้องคูเปอร์ก็กำลังป่วยอยู่ แต่จริงๆ แล้วน้องเป็นคนเก่งนะ เป็นคนตลกด้วยแต่บางครั้งก็น่ารำคาญนะหนูว่า”
ฮืมมมมม
นี่คงเป็นเรื่องที่ทำให้ฉันรู้สึกตื้นตันอีกครั้งหลังจากคืนนั้นเมื่อประมาณสามสี่ปีที่แล้วที่ฉันต้องคอยเตือนสามีของฉันว่าอย่าไปกะเกณฑ์พฤติกรรมของลูกสาวที่กำลังเข้าสู่วัยก่อนวัยรุ่นมากนักเลย เพราะตอนนั้นเธอยังไม่เข้าใจและเคยสบถออกมาแรงๆ ด้วยว่า “หนูมีน้องชายที่ประหลาดและมีแม่ที่นั่งรถเข็นบ้าๆ ตัวหนึ่ง” ก่อนที่เธอจะปิดประตูอย่างแรงและเข้าห้องไป “ให้เธอได้มีพื้นที่ส่วนตัวเถอะ” ฉันยังจำได้ว่าเคยบอกแบบนี้กับพ่อของคูเปอร์ และฉันก็ยังจำได้ถึงเหตุการณ์ในวันนี้เมื่อหลายปีก่อนที่น้องชายของฉันผลักฉันใส่พุ่มไม้แทนที่เราจะค่อยๆ เดินลงมาจากเขา ซึ่งนั่นเป็นวิธีแกล้งกันของน้องชายที่ทำเป็นประจำเมื่อเราต้องเดินไปซื้อของที่ร้านค้าใกล้ๆ แต่แล้วเหตุการณ์นั้นก็นำมาสู่เก้าอี้วีลแชร์ตัวที่ฉันนั่งอยู่ในตอนนี้ หากคุณไม่สามารระบายเรื่องของครอบครัวคุณให้กับคนในครอบครัวได้ฟัง อีก 20 ปีต่อจากนี้ครอบครัวของเราจะเดินไปในทิศทางไหน และถ้าเราไม่คุยเรื่องนี้ให้กันและกันฟัง จะเป็นไปได้อย่างไรที่ครอบครัวของเราจะดำเนินชีวิตต่อไปในสังคม
ตอนนั้นฉันก็กำลังตั้งท้องน้องคูเปอร์ ฉันใช้เวลาอยู่บนวีลแชร์ตัวนี้ราวๆ 27-35 ปี เป็นเวลาที่เนิ่นนานพอสมควรเพราะการคิดอ่านที่ไม่สามารถใช้งานได้เหมือนคนปกติบวกกับการใส่วัตุที่ทำให้รู้ว่าคือคนพิการ และบางสิ่งบางอย่างก็เปรียบเสมือนว่ามันคือสัญลักษณ์แห่งความยอดเยี่ยมในชีวิตที่ยากที่จะสัมผัส ที่ฉันต้องพูดแบบนั้นก็เพราะ “มีเพียงแค่ขาของฉันที่พิการ แต่สมองของฉันยังทำงานได้ดีอยู่” ครั้งหนึ่งฉันสื่อเป็นนัยเกี่ยวกับเรื่องนี้ผ่านสายตา รอยยิ้ม และคำพูดที่หลักแหลมกับพนักงานเสิร์ฟที่ถามคู่ดินเนอร์ของฉันว่าฉันอยากจะทานอะไรในมื้อนั้น(แทนที่พนักงงานคนนั้นจะถามฉันเอง) หรือแม้แต่พ่อแม่ของฉันที่จะชอบพูดช้าหรือพูดเสียงดังกับฉัน สิ่งเหล่านั้นก็ยังคงทำให้ฉันมีความสุขและหลายๆ ครั้งก็ยังรู้สึกภูมิใจด้วยนะ จริงๆ แล้วคนส่วนใหญ่ที่รู้จักกับฉันดีพวกเขาก็ไม่เคยนึกถึงความไม่พร้อมทางร่างกายของฉันเลย เพราะว่าความพิการไม่สามารถนิยามความเป็นตัวฉันหรือชีวิตของฉันได้เลย
และตอนนี้ฉันก็มีลูกๆ ที่น่ารักทั้งสองคนอยู่ข้างๆ ฉันแล้ว ขอบคุณสติปัญญาที่หลักแหลมของฉัน อารมณ์ขัน และแน่นอนบางครั้งก็ต้องขอบคุณความงี่เง่าน่ารำคาญเล็กๆ ของคูเปอร์ลูกชายฉันด้วย ช่วงเวลาเพียงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาสำหรับการล่องเรือกับลูกชายที่เปรียบเสมือนแก้วตาดวงใจนั้นทำให้ฉันค้นพบความสุขสงบในจิตใจตัวเอง และยังทำให้ฉันหยุดความคิดที่ว่าตัวเองผิดมาโดยตลอด อีกทั้งยังทำให้รู้ว่าฉันได้พาตัวเองออกมาจากวังวนแห่งความไม่พร้อมทางสติปัญญาได้ไกลแค่ไหนแล้ว และที่สำคัญคือฉันถืออัตตาในตัวเองน้อยลงกว่าแต่ก่อนเมื่อสมาชิกในครอบครัวได้พูดคุยกัน เมื่อก่อนฉันเคยรู้สึกราวกับว่าความพิการที่ฉันได้รับนั้นเป็นเหมือนกระจกสะท้อนในชีวิตของคูเปอร์ และบางครั้งสิ่งที่คูเปอร์ได้รับก็สะท้อนกลับเข้ามาในชีวิตของฉันได้เหมือนกัน เมื่อไรก็ตามที่ฉันกำลังคาดหวังกับคูเปอร์ ความผูกพันที่เรามีนั้นทำให้ฉันไม่กล้าแม้แต่จะคาดหวังในตัวเขา ไม่ใช่เพียงตัวคูเปอร์กับฉันเท่านั้น แต่เราผูกพันกันมากกว่าสายเลือด
นอกจากนี้เรื่องราวของฉันกับลูกสาวคนโตซึ่งเธอจะต้องดูแลน้องชายของเธอแทนฉันในวันข้างหน้า คงต้องยอมรับว่านี่จะกลายเป็นภาระที่หนักอึ้งของเธอแต่ฉันก็พบว่าฉันดูแคลนความเข้มแข็งของเธอต่ำเกินไป เธอมีหัวจิตหัวใจที่แข็งแกร่ง และที่สำคัญที่สุดก็คือสายสัมพันธ์ระหว่างน้องชายกับเธอนั้นคือสิ่งล้ำค่าที่เธอกับพ่อของเธอและตัวฉันจะแบ่งปันซึ่งกันและกัน
เมื่อก่อนฉันเคยยึดติดแต่กับความคิดของตัวเองเมื่อใดก็ตามที่เข้าไปในห้อง ฉันคิดว่าสุดท้ายฉันควรแก้ปัญหาความบกพร่องด้านร่างกายด้วยการทำให้แน่ใจว่าถ้าหากฉันเป็นจุดสนใจของคนอื่น ฉันควรมีคำพูดบางอย่างที่สำคัญที่จะพูดกับพวกเขา และสิ่งสำคัญที่สุดที่ฉันควรพูดก็คือ ไม่ว่าการกระทำหรือคำพูดก็ไม่สามารถที่จะดูถูกดูแคลนฉันได้ เช่นเดียวกันกับตอนนี้คำพูดแรกที่ฉันได้บอกกับคุณหมอทุกคนที่รักษาคูเปอร์หรือแม้แต่คุณครูที่เข้ามาสอนหนังสือให้เขาก็คือ อย่าประเมินความสามารถของคูเปอร์ต่ำเกินไป เพราะสิ่งที่ฉันรู้สึกเวลาที่คุณมองมาที่ฉันมันคือความรู้สึกเดียวกันที่สะท้อนในตัวลูกๆ ของฉัน และจนถึงทุกวันนี้พวกเขาก็ยังเป็นสิ่งที่ง่ายและงามในชีวิตของฉันเสมอ
I’d like to say Thank you very much for the inspirational and original story by Lisa Lilienthal >>>> https://medium.com/sonra-oku/6f721a21a1be