ก้าว.ข้าม.กรอบ : 2215 เชื่อ บ้า กล้า ก้าว [สปอยล์] : r.d.o thoughts №1

r.d.o
r.d.o
Sep 8, 2018 · 7 min read

· 6 กันยา 2561

ผมมุ่งตรงไปยังโรงหนังใกล้บ้าน
คะเนเวลาพอดีรอบฉาย 15.30 น.
นานมากแล้วที่ผมไม่ได้ดูหนังในโรง
เรื่องสุดท้ายคือเรื่องอะไร
กี่ปีมาแล้วนะ
ให้นึกตอนนี้ผมนึกไม่ออกจริงๆ

บ่ายวันพฤหัสอย่างนี้
โรงหนังใต้ถุนซุปเปอร์สโตร์
ของจังหวัดเล็กๆ
ดูเงียบเหงา แทบร้างคน
ไม่มีพนักงานขายตั๋ว
มีแต่เครื่องให้กดเอง
ยังดีที่มีคนยืนอยู่ใกล้ๆ คอยแนะนำ
เลือกเรื่อง เลือกรอบ เลือกที่นั่ง
กดยืนยัน รับตั๋ว
แล้วจ่ายเงินกับคนที่ยืนอยู่ข้างๆ
140 บาท

“อ้าว ไม่ใช่ 50–90 บาท
ราคาทุนตามที่เพจก้าวบอกเหรอครับ”
ผมถามพนักงานสาว

“ไม่ใช่ค่ะ
ถ้าจะดูฟรีมีรอบหกโมงเย็นค่ะ”

“เปล่าครับผมไม่ได้ตั้งใจจะมาดูฟรี
แต่ทางเพจก้าวบอกว่ารอบทั่วไป
จะขายบัตรในราคาต้นทุน
ของโรงหนัง”

“ไม่นะคะ ทางโรงคิดราคาปกติค่ะ”

“โอเคครับ ผมไม่มายด์เรื่องราคา
แค่ติดใจว่าได้ข้อมูลมา
ไม่ตรงกับความเป็นจริง
คงจะต้องรายงานเรื่องนี้
ให้เพจก้าวรับทราบ”

แต่ผมไม่ได้รายงานหรอกครับ
เดี๋ยวนี้ผมไม่ใช่แอคทีฟซิตีเซ้นท์
(Active Citizen) อะไรขนาดนั้น
ผมไม่ติดใจเรื่องราคาตั๋ว
เพราะยินดีจ่าย แต่ติดใจที่
ระบบการสื่อสารเมืองไทยยุด 4.0
ยังคงมีความคลาดเคลื่อน
กับความเป็นจริง
ระดับนโยบาย และระดับปฏิบัติ
มักจะเกิดความไม่สอดคล้องกัน
อย่างนี้ให้เห็นอยู่เสมอ
มันสะท้อนประสิทธิภาพ
การจัดการของบ้านเมืองเรา
ว่ายังคงไปไม่ถึงไหน
ตั้งแต่ผมเกิดจนใกล้จะตาย
ซึ่งผมมายด์เรื่องนี้มากกว่า
แต่คงต้องหาทางแสดงออก
ด้วยวิธีอื่นต่อไป

ตั๋วที่ผมได้รับมา
แทบไม่มีความหมาย
เพราะทางเดินเข้าโรงหนัง
อันเงียบเหงาแห่งนี้
ไม่มีพนักงานตรวจตั๋ว
ผมไม่ได้รู้สึกอะไร
เพราะราคาที่ผมจ่าย
มันเทียบไม่ได้กับความตั้งใจ
ที่ผมจะมาดูผลงาน
ภาพยนตร์สารคดีของ
‘ไก่ ณฐพล บุญประกอบ’
ผู้กำกับภาพยนตร์
ที่ผมติดตามเขามา
ได้ระยะหนึ่งแล้ว

ทั้งที่นี่เป็นผลงานสารคดี
เรื่องแรกของเขา
เป็นผลงานของเขาเอง
แบบเต็มตัวเรื่องแรก
ที่ปรากฏสู่สายตาสาธารณะชน
เพราะที่ผ่านมาผมรู้จักเขา
ในฐานะทีมร่วมเขียนบทหนังของ
‘หมู ชยนพ บุญประกอบ’
พี่ชายของเขา
ซึ่งเป็นหนังที่ผมชอบมากๆ
ทั้งสองเรื่อง
คือ ‘ซักซี้ด หวยขั้นเทพ’
และ ‘เมย์ไหน ไฟแรงเฟร่อ’
หนังวัยรุ่นผลงานของคนเจนวาย
ที่ดูเหมือนไม่มี ‘อะไร’ แต่ก็มี ‘อะไร’
มากพอที่ทำให้คนเจนเอ็กซ์
ในโลกชายขอบอย่างผมโคตรอิน
และเสียน้ำตาให้กับ เป็ด คุ้ง และ ป๋อง
ไปมากมาย

เพลงสรรเสริญพระบารมีจบ
หนังจะฉายแล้วครับ
ผมเหลือบตามองไปรอบๆ
ทั้งโรงมีคนเสียเงินซื้อตั๋ว
เข้ามาดูเหมือนผม
นับรวมกันแล้ว 4 คน

· 20 พฤศจิกา 2560

บ่ายวันจันทร์ที่ว่างเปล่า
ผมนั่งแช่อยู่หน้าจอคอมตามปกติ
ปล่อยเวลาให้ไหลเลื่อน
ไปในโลกออนไลน์
สุดแล้วแต่ว่าอะไร
จะดึงดูดความสนใจไปได้
แต่แล้วเวลาว่างเปล่าของผม
ก็มาหยุดแช่อยู่ที่การไลฟ์
ของเพจ ‘ก้าว’

ไม่ใช่ว่าก่อนหน้านี้
ไม่ได้ยินข่าวคราว
กระแสวิพากษ์วิจารณ์ของสังคม
ทั้งแง่บวกและลบของโครงการนี้
ไม่ใช่ว่าไม่เคยแว้บ
เข้าไปส่องดูไลฟ์การวิ่งของ ‘พี่ตูน’
บ้างเป็นบางครั้ง
แต่ไม่มีอะไรยึดตรึง
ความสนใจของผมไว้ได้นานนัก
แต่การไลฟ์ในเซ้ทที่ 3
ของบ่ายวันจันทร์ที่ 20 พฤศจิกา
ที่ผมบังเอิญกดเข้าไปดู
มีอะไรบางอย่างที่ ’หยุด’
โลกที่เลื่อนไหลของผมไว้ได้

การบรรยายของ ‘เบลล์’
(เบลล์ไหนฟร้ะ?)
ที่ผมเพิ่งเคยได้ยินเสียง
คู่กับแขกรับเชิญคือ ‘เอ๋ นิ้วกลม’
ช่วยให้การดูภาพการวิ่ง
ของชายร่างผอมบางคนหนึ่ง
และทีมงานของเขา
ที่ปะทะพบปะกับผู้คนสองข้างทาง
ดูเป็นเรื่องสบายๆ
เข้าถึงจับต้องได้
ดูธรรมดา ดูปกติ
ดูซิมเปิ้ล(Simple) ดูรีแล๊กซ์(Relax)
ต่างจากไลฟ์วันก่อนๆ
ที่เคยแว้บมาดูแล้วรู้สึกว่า
เต็มไปด้วยความเงียบที่ชวนอึดอัด
สลับกับการบรรยาย
ที่เต็มไปด้วยข้อมูลซ้ำๆ
ที่ค่อนข้างจะเป็นทางการ

ถึงผมจะไม่รู้จักเบลล์
แต่ผมรู้จักนิ้วกลมมาก่อน
เคยอ่านงานของเขา
ในยุคแรก 2–3 เล่ม
‘เนปาลประมาณสะดือ’
‘โตเกียวไม่มีขา’
‘กัมพูชาพริบตาเดียว’
อะไรประมาณนั้น
หลังจากงานยุคแรกผมรู้ว่าเขาขยัน
เขามีงานเขียนออกมาอีกมากมาย
ที่คร้านจะตามอ่านเสียแล้ว
เขามีชื่อเสียงในฐานะนักเขียนรุ่นใหม่
ที่มีอิทธิพลมากคนหนึ่ง
เขาเป็นพิธีกรรายการสารคดีซีเรียสๆ
ชื่อ ‘พื้นที่ชีวิต’ ‘วัฒนธรรมชุบแป้งทอด’
อะไรทำนองนั้น
ที่พอผ่านตาเข้ามาบ้าง
แต่ไม่ถึงกับตรึงใจ

แต่ไม่รู้ทำไม
พอเบลล์ชวนนิ้วกลมคุย
ผมรู้สึกว่าได้รู้จักนิ้วกลม
ในมุมที่คาดไม่ถึงมาก่อน
นักเขียนรุ่นใหม่
ที่ดูเหมือนจะชอบครุ่นคิด
กับเรื่องราวรอบตัวตลอดเวลา
กลายเป็นคนธรรมดาอย่างที่เขาเป็น
ซึ่งทำให้คนฟังอย่างผมรู้สึกว่า
มันโคตร ‘เรียล’
และความ ‘เรียล’ นี้เองที่ดึงดูดผมได้

หลังจากที่มโนทัศน์(Mindset)
ของผมถูกกล่อมเกลา
ด้วยโลกของความเรียลในสื่อออนไลน์
มาระยะเวลานานพอสมควร
และเกิดมโปฏิปักษ์กับความฟอร์มอล
(Formal ความเป็นแบบเป็นแผน)
ของสื่อเป็นทางการต่างๆ
ที่เคยเสพมาค่อนชีวิต
ซึ่งหลังๆ รู้สึกว่ามันผนวกมา
พร้อมกับความ ‘เฟค’ (Fake)
จนทำให้แค่เจอ
ก็อยากจะเบือนหน้าหนีเสียแล้ว

บทสนทนาภาษาวัยรุ่นตอนปลาย
ที่จิกกัดกันเองไปมา
แบบฮาๆ ปน แป๊กๆ
ของเบลล์กับนิ้วกลม
ทำให้ผมสนุกอยากดูไลฟ์ต่อไปเรื่อยๆ
อยากรู้ว่า เบลล์ คือใคร
ทำไมถึงทำให้ใครต่อใคร
ที่มาคุยด้วยสำแดงตัวตนในด้านที่เรา
ไม่เคยสัมผัสออกมาได้ทุกคน
อย่างที่ดูเหมือนว่า
เขาจะไม่ได้ใช้ความพยายามอะไร
เลยสักนิด

แล้วเสน่ห์ของเสียงนุ่มๆ
และความคิดโลกสวย
แบบดาร์คๆ ของเบลล์
ก็ทำให้ผมกลายเป็นแฟนไลฟ์
การวิ่งของพี่ตูนแบบติดหนึบ
กลายเป็นหนึ่งในหลายๆ คน
ที่ตื่นมาตั้งแต่ ตีสอง ตีสาม ตีสี่
เพื่อรอดูไลฟ์แรกของวัน
และระหว่างพักเซ็ท
ก็ตามย้อนกลับไปดูไลฟ์เก่าๆ
ตั้งแต่วันแรกที่พลาดจนครบ
จนจบ 55 วัน
จนกระทั่งขบวนก้าวทุกชีวิต
ถึงจุดหมายปลายทางที่ตั้งไว้

แน่นอน ทั้งหัวเราะ ทั้งยิ้ม
ทั้งปลื้มปริ่มอิ่มเอม
มีน้ำหูน้ำตาและน้ำมูกในบางช่วง
คล้ายกับความรู้สึกของทุกคน
เกิดความรู้สึกผูกพันธ์
กับทีมก้าวทั้งทีม
คอยเอาใจช่วย คอยลุ้น
คอยเครียดกับการโดนเบียด
โดนกระแทกของพี่ตูน
เห็นหัวจิตหัวใจที่มีให้กันของคนในทีม
พี่เอส พี่เอียด พี่ซัน พี่แดน พี่ตู้
ที่คอยเป็นกันชนให้พี่ตูน
รู้จัก หมอเมย์ หมอปัม พี่ป๊อก ไก่ต๊อก
กิ๊บหลับ โดนัท พี่โอ พี่โอ็ต
และใครต่อใครที่จำชื่อได้ไม่หมด

และแน่นอนว่าเป็นครั้งแรก
ที่ได้เห็นหน้าค่าตาของ ‘ไก่’ ตัวเป็นๆ
หลังจากรู้จักชื่อเสียงเรียงนาม
ของเขามาระยะหนึ่ง
และได้รับรู้ว่าไก่
และทีมจาก GDH อีก 3 คน
คือ เอ็ม-ยศ เยเมนส์ และ มอส
คือทีมถ่ายสารคดี
ที่มาตามติดขบวนก้าว
เพื่อที่จะถ่ายทอดเรื่องราว
ปรากฏการณ์ครั้งนี้
ให้ออกมาเป็นหนังเรื่องหนึ่ง
ผมจึงตั้งตารอที่จะดูหนังเรื่องนี้
นับแต่นั้น

ดังนั้นในระหว่างดูไลฟ์
อีกสิ่งหนึ่งที่ผมมักจะทำเสมอคือ
คอยสอดส่องว่า ไก่ และ เอ็ม
ซึ่งเป็นสองกล้องหลัก
ของทีมสารคดี
จะพาตัวเขาไปอยู่ตรงจุดไหน
ตำแหน่งไหน
แล้วเรื่องราวที่พวกเขาบันทึกไว้
จะออกมาหน้าตาเป็นอย่างไร

เท่าที่จำได้ ที่ตาก ตอนค่ำวันหนึ่ง
ผมเห็นไก่นั่งถือกล้องถ่าย
คล้ายคุยสัมภาษณ์กับ
‘พี่โน็ต อุดม’
อยู่บนหลังคารถ
ที่ฉายไฟให้ขบวนวิ่ง
ผมอยากรู้จริงๆ ว่าคนอย่าง ไก่
ในฐานะคนทำสารคดี
เขาจะคุยอะไรกับพี่โน้ต
ในเวลาอย่างนั้น
และเก็บความสงสัยใคร่รู้นั้น
ไว้เนิ่นนาน
จนกระทั่งวันที่
ภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้
ออกฉายในวันที่ 6 กันยา
ที่ผ่านมา

แต่หลังเดินออกจากโรง
ผมก็ไม่รู้อยู่ดีว่าสองคนนั้น
เขาคุยอะไรกันในค่ำวันนั้น

แล้วหนังเรื่องนี้ ทำให้ผม ‘รู้’
และ ’รู้สึก’ อะไร

แล้วทำไมพอเดินออกจากโรง
ไปสูบบุหรี่มวนนึง
แล้วจึงตัดสินใจเดินกลับมา
ขอรับตั๋วดูหนังเรื่องนี้อีกครั้ง
ในรอบฟรีตอนหกโมงเย็น
ทั้งที่ตอนแรกตั้งใจว่า
จะมาดูรอบบ่าย
เพื่อจะได้ไม่กลับบ้าน
ที่อยู่ห่างจากตัวเมืองออกไป
สิบกว่ากิโลค่ำเกินไป
เพราะไม่อยากทิ้งแม่
ให้อยู่บ้านคนเดียว

ทำไม?

· 4 พฤศจิกา 2560

“ช่วงนี้รู้สึกเหมือนกำลัง
ยกดัมเบลเล่นสงกรานต์กลางฝน
ที่ถนนข้าวสารติดต่อกันมาสี่วัน
วันละยี่สิบชั่วโมงรวด
วูบหลับแปปเดียวนาฬิกาก็ปลุกมา
เพื่อจะพบว่า…เหลืออีก 51 วัน!
โคตรคลั่ง”
#ก้าวคนละก้าว

นี่เป็นข้อความจากเฟสบุ๊คของ ไก่
ผู้กำกับ ‘2215 เชื่อ บ้า กล้า ก้าว’
เป็นข้อความแรก
และเป็นเพียงไม่กี่ข้อความ
ที่เขาโพสต์ในเฟสส่วนตัว
ที่พูดถึงเหตุการณ์ระหว่างการก้าว

เฟสบุ๊คของ ไก่
เป็นหนึ่งในหลายสิบเฟสและไอจี
ของคนในทีมงานก้าว
ที่ผมคอยเข้าไปสอดส่อง
ดูความเคลื่อนไหวว่าพวกเขา
จะพูดถึงแง่มุมเล็กๆ น้อยๆ
จากมุมมองส่วนตัว
ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างไร
เพื่อที่จะได้เอามาปะติดปะต่อ
เป็นภาพรวม
เพื่อร่วมซึมซับรับความรู้สึกต่างๆ
ที่เกิดขึ้นไปพร้อมกับทีมก้าว

แต่สิ่งที่ผมพบในเฟสของไก่
ค่อนข้างจะแตกต่างจากเฟส
ของทีมงานคนอื่นๆ อย่างมีนัยยะ
ผมลองย้อนกลับไปสำรวจ
และตั้งข้อสังเกตบางประการ
มาแสดง ณ ที่นี้
เพื่อจะได้ทำความรู้จัก
มุมมองความคิดพื้นฐานของ
‘ผู้กำกับ’ หนังสารคดีเรื่องนี้
ก่อนที่จะไปประเมินผลงานของเขา
ได้ถี่ถ้วนขึ้น

ระหว่างวันที่ 1 พ.ย.-25 ธ.ค.2560
รวม 55 วันของโครงการ
ก้าวคนละก้าว เบตง-แม่สาย
มีโพสต์บนไทม์ไลน์ของไก่
จำนวนทั้งหมด 38 โพสต์
มีเพียง 8 โพสต์
ที่เกี่ยวกับตัวโครงการก้าว

ใน 8 โพสต์นี้
4 โพสต์เป็นการแชร์ ข้อมูล
บทความ ข่าว จากเว็บและเพจต่างๆ
อีก 4 โพสต์ไก่พูดถึง
ประสบการณ์ตรงของตัวเอง คือ

1. โพสต์แรกที่ยกมาข้างบน
ในวันที่ 4 พ.ย.

2. โพสต์คลิปเพลงแสงสุดท้าย
ในเวอร์ชั่นแดนซ์ By Dj Benz Remix
พร้อมข้อความสั้นๆ ว่า
“เมื่อต้องฟังเพลงเดียว
วันละสามร้อยรอบ”
(แอบฮา)

3. โพสต์รูปเยเมนส์นอนบนเสื่อ
ตรงเกาะกลางถนนที่ไหนสักแห่ง
แถวชานเมืองกรุงเทพฯ ในวันที่ 7 ธ.ค.
หลังจากที่ขบวนเริ่มเคลื่อน
ออกจากเมืองหลวง
พร้อมแคปชั่นสั้นๆ
“เคารพกฎจราจร”
(ฮา)

และ 4. โพสต์สุดท้ายเมื่อวันที่ 20 ธค.
เป็นรูปกราฟแสดงเพสการวิ่งของพี่ตูน
ที่กำลังคึกในช่วง อ.งาว จ.ลำปาง
พร้อมข้อความที่ยาวที่สุดว่า

“วันนี้กะจะวิ่งโบกรถ
เซตสุดท้ายชิวๆ
ที่อำเภองาว จังหวัดลำปาง
ตัดภาพไป
พี่ตูนพาวิ่งลงเขารวดเดียว
เร็วสุดคือเพส 3.55
ตั้งแต่เกิดมาเดินได้
เพิ่งเคยขยับขาเร็วขนาดนี้
ภาวนาให้เจอชาวบ้านบ่อยๆ
เซลฟี่นานๆ
แต่สองข้างทางแม่งมีแต่พงไพร
เหงื่อท่วมโดยไม่รู้ตัว
เพราะหนาวจัด
วิ่งคนเดียวคงไม่ลากมาถึงขนาดนี้
จึงขอบันทึกความแฮ่กไว้ที่นี่ แฮ่กๆๆ”

เป็นอันว่า
ถ้าอยากจะรู้เบื้องหลังการทำงาน
ผ่านเฟสของไก่
คงไม่ใช่เรื่องที่ได้ผลนัก
แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น
เพราะสิ่งที่เราสามารถ ‘รู้’
มันมากกว่านั้น

ไปต่อนะครับ
จาก 38 โพสต์
ลบ 8 โพสต์เกี่ยวกับก้าว
30 โพสต์ที่เหลือ
ผมแบ่งประเภทหมวดหมู่
ได้ประมาณนี้

หมวดแรกเกี่ยวกับ
เรื่องของไอเดีย
ความคิดสร้างสรรค์
ในวงการศิลปะและสารคดี
จำนวน 8 โพสต์
ซึ่งทั้งหมดเป็นการแชร์
พร้อมแคปชั่นเล็กๆ น้อยๆ

หมวดที่สอง
ซึ่งเป็นก้อนหลักที่ใหญ่ที่สุด
คือที่เหลือทั้งหมด 22 โพสต์
เป็นการแชร์ข่าวและบทความ
ที่ค่อนข้างซีเรียสเกี่ยวกับ
ปัญหาสังคม
สิ่งแวดล้อม การเมือง
และชีวิตคนเล็กคนน้อย
ที่ได้รับผลกระทบจากมัน

ใครอยากรู้ว่าเกี่ยวกับอะไร
ในรายละเอียด
ก็ไปตรวจสอบกันเอาเองนะครับ
เพราะทั้งหมดเป็นโพสต์สาธารณะ
และผมก็ไม่ได้เป็น ‘เฟรนด์’ กับไก่
แต่อย่างใด

สรุปการทำสำรวจแบบง่ายๆ
ในช่วงเวลาสั้นๆ
ระหว่าง 55 วันของการก้าว
พอจะเห็นภาพว่า
ไก่ให้ความสำคัญกับ
เรื่องส่วนตัว 21%
(ถ้าจะเหมารวมว่าเรื่องของก้าว
เป็นเรื่องส่วนตัวของเขาในช่วงนั้น)
เรื่องศิลปะ
และความคิดสร้างสรรค์ 21%
เรื่องปัญหาสังคมการเมือง 58%

ผมไม่มีเวลาพอ
ที่จะสำรวจไทม์ไลน์ของไก่
ได้มากกว่านี้
แต่แค่นี้ก็คงพอที่จะสะท้อนอะไร
ได้บ้างไม่มากก็น้อย

แม้ผมจะไม่รู้ว่า
อะไรคือปัจจัยที่ทำให้
คนหนุ่มคนหนึ่ง
ที่เป็นลูกคนชั้นกลางในเมือง
อายุประมาณยี่สิบปลายๆ
เรียนจบวิชาภาพยนตร์จาก
สถาบันอุดมศึกษา
ชั้นนำของประเทศ
ที่มีภาพลักษณ์แบบอนุรักษ์นิยม
กลายมาเป็นคนที่คอนเซิร์น
(Concern รู้สึกรู้สา)
กับปัญหาต่างๆ ในสังคม
อย่างค่อนข้างซีเรียสระดับนี้

นั่นเป็นคำถามในใจ
ที่เราอาจหาคำตอบได้
ในโอกาสต่อไป
แต่ ณ จุดนี้ เราก็พอจะรู้จักพื้นฐาน
ตัวตน และความคิด
ของผู้กำกับหนังที่เราเพิ่งไปดูมา
ได้ในระดับหนึ่งแล้วล่ะ

ไปต่ออีกนิดนะครับ
ชีวิตการทำงานช่วงแรกของไก่
หลังเรียนจบ ผลงานเด่นๆ
เน้นหนักไปในด้าน
สื่อเพื่อความบันเทิง เช่น
ร่วมเขียนบทภาพายนตร์
กับพี่ชายตัวเองสองเรื่อง
ที่พูดถึงไปแล้ว
กำกับมิวสิควิดีโอประมาณสิบเพลง
ส่วนใหญ่เป็นเพลงนอกกระแส
ยกเว้น ฝากไว้ในกายเธอ
ที่เหลือเป็นคลิปสั้นๆ
เกี่ยวกับงานด้านสังคม
เช่น กราฟฟิค ‘รู้สู้ฟลัด’
อันแพร่หลายในช่วงน้ำท่วมปี 54
คลิปรายงานการวิจัย
เกี่ยวกับคนไทย
ที่ทำให้กับมูลนิธิคนไทย
ผ่านการนำเสนอหรือเล่าเรื่อง
ด้วยวิธีการแปลกๆ ใหม่ๆ
คลิป Know How สั้นๆ
เกี่ยวกับวิถีชีวิตทางเลือก
ที่ทำให้กับ สวนพันพรรณ
ของ พี่โจน จันได

ตรงนี้ขอขยายความนิดนึง
ในฐานะคนเคยไปอบรม
เรื่องการพึ่งตนเองกับพี่โจน
ที่พันพรรณมาเหมือนกัน
คลิปสั้นๆ 4–5 คลิปที่ไก่ทำ
มันได้กระชากภาพความเป็น
‘เทพโจน’
ที่มักจะถูกคนเหมารวม
ผ่านการเห็นแต่มุม
ที่เป็นนักคิดแบบชาวบ้าน
ที่มักจะแสดงความคิดเห็น
ต่อประเด็นต่างๆ แบบซีเรียส
แทบทุกครั้งผ่านสื่อต่างๆ
ทิ้งไปแทบไม่เหลือ

แม้แต่ผมเองที่ได้ไปสัมผัส
คอร์สอบรมมา
4 วัน 3 คืน ที่พันพรรณ
ก็ได้สัมผัสมุมความคิดที่ซีเรียส
ของพี่โจนเป็นส่วนใหญ่
แม้จะเห็นมุมความเป็นมนุษย์
ผ่านวิถีชีวิตเรียบง่าย
ไปพร้อมกันด้วย
แต่ก็ไม่เคยเห็นภาพพี่โจน
ที่กระชากตัวเองให้หลุด
จากความเป็นเทพลงมาเป็น
มนุษย์บ๊องๆ ธรรมดาๆ คนหนึ่ง
อย่างที่เห็นในคลิปสั้นๆ
ที่ไก่ทำมาก่อนเลย
อันนี้ขอมาร์คเอาไว้ก่อน
เป็นข้อสังเกตที่มันจะเชื่อมโยง
ไปถึงเรื่องของ ‘เทพตูน’
ใน ‘2215’ ด้วย

อีกนิดนึง
ก่อนจะปิดประเด็นเรื่อง
ตัวตนในเฟสบุ๊คของไก่
เราต้องไม่ลืมพูดถึงภาพปก
Cover Page
ที่เป็นรูปกล้องวงจรปิดสองตัว
ตัวหนึ่งไฟกำลังลุก
อีกตัวนึงจับภาพกล้องที่ไฟลุกนั้นอยู่
นี่คือภาพนิ่งจากผลงานหนังสั้น
ความยาว 2 นาที เรื่อง ‘17’
ที่ไก่ทำขึ้นเมื่อประมาณ
เดือนเมษา 2017
ช่วงนี้ผมเดาว่าเขาน่าจะกำลัง
เรียนปริญญาโทด้านการทำสารคดี
(Social Documentary) อยู่ที่
School of Visual Arts นิวยอร์ค
ก่อนที่จะกลับมาร่วมโครงการก้าว
คลิปสั้นๆ นี้โพสต์อยู่ในช่อง Vimeo
ที่รวมผลงานส่วนตัวของไก่
พร้อมข้อความว่า

Dedicated to Chaiyapoom Pasae,
a 17-year-old
filmmaker and activist
of Lahu ethnic minority
who was murdered by
the military on March 17, 2017
(อุทิศให้แก่ ชัยภูมิ ป่าแส
นักกิจกรรม นักทำหนัง อายุ 17 ปี
ชาติพันธุ์กลุ่มน้อยชาวละหู่
ซึ่งถูกฆาตกรรมโดยทหาร
เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2017)

ชัยภูมิ ป่าแส คือใคร
เกิดอะไรขึ้นกับเด็กหนุ่มคนนี้
ผมจะไม่ขยายความ ณ ที่นี้
ใครอยากรู้ว่า
คลิปสั้นๆ 2 นาทีชื่อ ‘17’ นี้
สะเทือนความรู้สึกขนาดไหน
และสะท้อนมุมมองความคิด
ของตัวคนทำอย่างไร
สามารถไปตามดูได้
https://vimeo.com/210624867

แต่ที่อยากตั้งข้อสังเกตอีกนิดคือ
ภาพนั้นเป็น Cover Page ของไก่
มาปีกว่าแล้ว
และเมื่อวันที่ 21 ธ.ค. 2560
ก่อนที่พี่ตูนจะวิ่งเข้าเส้นชัย 4 วัน
ระหว่างที่ทุกคนในทีมก้าว
คงกำลังอ่อนล้าอิดโรย
กับร่างกายที่สมบุกสมบัน
กันมากว่า 50 วัน
ไก่ยังแชร์ข่าวเกี่ยวกับ
ชัยภูมิ ป่าแส
เด็กหนุ่มชาติพันธุ์กลุ่มน้อย
ที่คนไทยทั่วไปไม่รู้จัก
เป็นข่าวที่พูดถึงการสืบสวน
เกี่ยวกับกล้องวงจรปิด
ที่ยังไม่มีความคืบหน้า
และความเป็นธรรม
ที่ยังถูกกลบฝัง
อยู่ใต้เงาท็อปบู๊ตทะมึน

นี่คือความเป็น
ไก่ ณฐพล บุญประกอบ
ผ่านการสำรวจอย่างเร็วๆ
นี่คือ พื้นฐานความคิด
ที่สะท้อน ‘กรอบ’
การมองโลกของ ไก่
ผู้กำกับ 2215 เชื่อ บ้า กล้า ก้าว
ที่ผมรับรู้

เขาคือผู้ที่จะมา
เป็นผู้กำหนด ‘กรอบ’
การมองโครงการก้าวคนละก้าว
ปรากฏการณ์ระดับชาติ
ที่ดึงความสนใจ
ของคนไทยจำนวนมาก
ตั้งแต่ล่างสุด
จนถึงบนสุดของสังคม
ให้เข้ามามีส่วนร่วม

เขาคือผู้มี ‘อำนาจ’ มากที่สุด
ในการกำหนดมุมมอง
ของการบันทึกเหตุการณ์
ประวัติศาสตร์ครั้งนี้
‘กรอบ’ ความคิดของเขา
จะส่งผลต่อ ‘กรอบ’
ความคิดของเราอย่างไร
หลังจากดูหนังเรื่องนี้

เป็นเรื่องสนุกเหลือเกิน
ที่เราอยากจะชำแหละมันออกมา

· 7 กันยา 2561

ผมนอนตื่นขึ้นมา
พร้อมกับคำว่า
‘ก้าว.ข้าม.กรอบ’
ผุดขึ้นมาในหัว
เมื่อคืนผมอาจจะฝัน
ถึงหนังเรื่องที่ผมเพิ่งไปดูมา
สองรอบติดกันในวันเดียว
แต่ผมก็จำความฝันไม่ได้
เหลือติดหัวมาแค่คำสามคำ

นานมากแล้ว
ที่ผมไม่ได้เขียนอะไรยาวๆ
นานมากแล้ว
ที่ผมไม่ได้สื่อสารความคิด
ของตัวเองออกไปให้คนอื่นรับรู้
ผมสร้างเพจ เคลียร์ช่องยูทูป
และสร้างช่องทาง
สื่อสารออนไลน์ต่างๆ
เตรียมไว้หลายเดือนแล้ว
เพื่อจะเริ่มทำอะไรบางอย่าง
ใหม่ๆ ในชีวิต
แต่ผมตั้งใจว่าจะทำมันจริงๆ จังๆ
หลังจากเคลียร์งาน
ที่ค้างคาอยู่ในใจมาหลายปี
จำนวนสองชิ้นให้เสร็จก่อน
จะได้ก้าวต่อไปได้เต็มแรง
โดยไม่รู้สึกว่ามีอะไรต้านหน่วง
อยู่ภายใน

ผมลังเลใจมากว่า
ผมควรจะใช้เวลาในวันนี้
ทำอะไรก่อนดี ถ้าผมไม่เขียน
‘ก้าว.ข้าม.กรอบ’ ตอนนี้
คงอีกอย่างน้อย 2–3 เดือน
ผมถึงจะได้เขียน
หรือถึงตอนนั้น
ผมอาจจะไม่ได้เขียนเลย

ในที่สุด
ระหว่างที่ยังไม่รู้
จะจัดการตัวเองอย่างไร
ผมก็ค้นหนัง ซักซี้ด และ เมย์ไหน
มานั่งดูอีกครั้ง
และเสียน้ำตาให้มันอีกครั้ง
ผมพบความเชื่อมโยง
อะไรบางอย่างกับ 2215
‘แม่ง ยังกับเดจาวู
ยังกับหนังเรื่องเดียวกัน’
ผมคิดในใจ
แล้วหลังจากนั้น
ผมก็เริ่มลงมือพิมพ์บทความชิ้นนี้
และเริ่มพยายามเชื่อมต่อ
จุดเล็กจุดน้อยในหัว
ให้ออกมาเป็นภาพร่างสักภาพ

ตอนนั้นผมคงอาจจะคิดว่า
ถ้าไม่ทำตอนนี้
ผมคงจะไม่ได้ทำมันอีกเลย
และมันคงจะค้างคาใจผม
ไปอีกนาน

ณ ตอนนี้
ตอนที่กดคีย์บอร์ด
พิมพ์บรรทัดนี้อยู่
ผมเพิ่งนึกขึ้นได้ว่า
มันเป็นอะไรที่คล้ายๆ
กับที่พี่ตูนพูดใน 2215
ทำนองว่า
‘ถ้าผมไม่แวะทักทาย
คนแก่และเด็กที่อยู่ข้างทาง
ภาพของคนเหล่านั้น
จะติดค้างอยู่ในใจผมตลอดไป’

เชี้ย! ขนลุก!
ผมคิดเหมือนพี่ตูน
หรือพี่ตูนคิดเหมือนผมว่ะ
เชี้ย! พี่ตูนจะมาคิดเหมือนมึงได้ไง
เขาไม่ได้รู้จักมึง
เออ ช่างเหอะ
ใครจะคิดเหมือนใครก็ช่าง
แต่ที่แน่ๆ ตอนนี้เราคิดเหมือนกัน
หรืออย่างน้อยก็คล้ายๆ กัน

ถึงแม้ว่าผมจะไม่ได้เป็น
ซุปเปอร์สตาร์ ซุปเปอร์ฮีโร่
ในความรับรู้ของคนอื่น
อย่างพี่เขาก็ตาม
แต่เรากำลังทำอะไรบางอย่าง
ที่คล้ายคลึงกัน
เราไม่อาจไม่มอบพลังคืนกลับ
ให้กับคนที่ส่งพลังดีๆ
มาให้กับเราได้

เราไม่อาจ ‘รับ’ โดยไม่ ‘ให้’
ไม่เช่นนั้น
บางส่วนในใจของเราจะแหว่งวิ่น

· 8 กันยา 2561

หลังจากพักสายตาจากหน้าจอ
ออกไปตัดหญ้าในสวนหลังบ้าน
กลับเข้ามาเปิดเครื่องอีกครั้ง
ก็พบข้อความนี้
บนไทม์ไลน์ของไก่
เมื่อ 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา

“ทำหนังว่ายากแล้ว
การพาคนออกมาดูหนัง
นั้นยากไม่แพ้กัน

เพราะกำแพงของคำว่า
‘สารคดี’ มันสูงใหญ่จริงๆ
คนส่วนใหญ่อาจจะยังกลัวว่า
มันจะดูยาก และน่าเบื่อ

แต่ด้วยความตั้งใจ
ของพี่ตูนและทีมงาน คือ
“เราอยากให้คนดูมากที่สุด
เท่าที่จะเป็นไปได้”

ฉะนั้น อยากจะรบกวน
ใครได้มีโอกาสดูหนัง
ของพวกเราแล้ว ถ้าชอบ
ก็ช่วยบอกต่อหน่อยนะครับ
จะเขียนโพสท์รีวิว
บิ้วท์ด้วยทวิตเตอร์
เขียนข่าวป่าวร้องตะโกน
ให้คนข้างบ้านได้ยินก็ได้ครับ
เพราะคำบอกต่อของคนใกล้ตัว
มีพลังกว่าโฆษณาในทีวี
แน่นอนอยู่แล้วครับผม!

ขอบคุณมากนะคร้าบ”

จากที่ได้ไปสัมผัสบรรยากาศ
ที่โรงมาด้วยตัวเอง
และจากข้อความของไก่
ทำให้รู้สึกว่าสถานการณ์ของ
‘2215 เชื่อ บ้า กล้า ก้าว’
ในตอนนี้คงไม่ค่อยจะดีนัก
นี่เป็นประเด็นที่สามารถ
ชวนวิเคราะห์ถกเถียงได้อีกมาก
ว่าสาเหตุมาจากอะไร
แต่คงไม่ใช่ตอนนี้

สิ่งที่ผมควรทำที่สุดตอนนี้
ก็คือต้องปั้นบทความชิ้นนี้
ให้เสร็จเสียทีภายในคืนนี้
ถึงจะช่วยอะไรไม่ได้มาก
ถึงจะเป็นเสียงของคนไร้ตัวตน
จากชายขอบของสังคม
แต่อย่างน้อยถ้ามันจะช่วย
ให้หนังเรื่องนี้ก้าวไปถึงคนดู
อีกสักคนอีกสักก้าว
ก็น่าจะดีกว่าไม่ได้ทำอะไรเลย

เมื่อกี้ตอนตัดหญ้า
ผมยังคิดอยู่เลยว่าตอนเย็น
จะออกไปดูหนังเรื่องนี้
อีกสักรอบดีไหม
เพราะจำรายละเอียดได้ไม่ทั้งหมด
แต่ถึงตอนนี้ก็คิดว่าลุยไปเลย
ตามความรู้สึก
ที่ยังอมอวลอยู่จะดีกว่า
ดังนั้นถ้าความคิดเห็น
ที่จะตามมาหลังจากนี้
หากมีอะไรที่ผิดพลาด
คลาดเคลื่อนไปบ้าง
ก็ต้องขออภัยไว้ล่วงหน้า
ด้วยนะครับ

เอาล่ะ
เรามาเริ่มเข้าเรื่องกันจริงๆ เสียที
(อินโทรโคตรยาว)

ในที่สุด
จากเรื่องราวมากมายมหาศาล
ที่เกิดขึ้นระหว่างการก้าว
ในฟุตเทจที่บันทึกไว้
ไก่ เลือกที่จะซิมพลิฟาย
(Simplifies)เรื่องทั้งหมดให้ง่าย
เล่าเรื่องที่ทุกคนรู้ตอนจบอยู่แล้ว
ด้วยมุมมองที่ไก่เอง
คงสนุกไปกับมัน
และเป็นสิ่งที่เขาให้ความสนใจ
เป็นพิเศษอยู่แล้ว

นั้นคือการพาตัวเองและคนดู
เข้าไปสำรวจตัวตนของ ‘เทพตูน’
ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง
ให้ตูนเป็นจุดศูนย์กลางของเรื่อง
อย่างที่เขาก็เป็นจุดศูนย์กลาง
ในการก้าวอยู่แล้ว
เป็นวิธีคิดแบบง่ายๆ
ที่ดูเหมือนไม่มีอะไรแปลกใหม่
แต่ที่น่าตื่นเต้นก็คือ
ไก่สามารถใช้ความเชี่ยวชาญ
ในการเป็นคนทำสารคดี
พาผมในฐานะคนดูไปสัมผัสกับตูน
ในมุมที่ไม่เคยเห็นและคาดไม่ถึง

ตอนติดตามโครงการก้าว
ผมติดตามโดย
ไม่ได้โฟกัสอยู่ที่ตัวตูน
ผมชอบที่จะดูบริบทแวดล้อม
และปฏิกิริยาของผู้คนและสังคม
ที่เกิดขึ้นรอบตัวของตูนมากกว่า

บอกตรงๆ ว่า
ผมไม่ใช่คนที่โตมากับเพลงของตูน
เพิ่งจะมารู้จัก
และตามฟังอย่างจริงๆ จังๆ
ก็เมื่อหลังการวิ่ง
ที่บางสะพานคราวแรก
ผมฟังเพลงเขาได้
แต่ไม่ใช่เพลงประเภท
ที่ผมอินมากนัก

ในส่วนของการ
เพอร์ฟอร์มแม้นซ์ของตูน
หรือพูดง่ายๆ ว่า
การแสดงออกของเขา
ต่อหน้าสาธารณะ
มีภาพจำให้ผมเห็นอยู่สองอย่าง

หนึ่ง คือบนเวทีคอนเสิร์ต
เข้าเป็นร็อคสตาร์ที่ออกจะบ้าพลัง
สุดเหวี่ยงกับอารมณ์ความรู้สึก
ท่วงทำนองและเนื้อหาของเพลง
อย่างมากถึงมากที่สุด

แต่อีกภาพหนึ่ง
มันคอนทราสต์กันมาก
(Contrast ขัดแย้ง)
เมื่อเขาตอบคำถามสื่อมวลชน
หรือพูดคุยกับผู้คนในโอกาสต่างๆ
เสียงนุ่มๆ เบาๆ แผ่วๆ ของเขา
ช่างทำให้เขาดูเป็นคน
ที่สุขุมเยือกเย็น ดูนุ่มนวล
สุภาพอ่อนโยนกับทุกคน
ดูว่าช่างแคร์ความรู้สึก
คนรอบข้างเสียเหลือเกิน
ดูเป็นคนดีอย่างเหลือเชื่อ
ดีจนผมไม่รู้สึกอยากเข้าใกล้
ผมรู้สึกว่าตัวเองมีกำแพง
กับคนแบบนี้

ผมจึงออกจะเซอร์ไพรส์กับมุข
น้ำเต้าหู แม๊กก้า และทิชชี่
ที่เห็นในเทรลเลอร์
ไม่ใช่ในฐานะเป็นมุขตลกแป๊กๆ
แต่ในฐานะที่เป็นมุมใหม่ของตูน
ที่ผมไม่เคยเห็น
คนดีมีการศึกษาสูง
ซุปเปอร์สตาร์ ซุปเปอร์ฮีโร่
ก็เล่นมุขปัญญาอ่อนแบบนี้
เหมือนกันเว้ยเฮ้ย
อะไรทำนองนั้น

จากมุขที่เซอร์ไพรซ์ในเทรลเลอร์
พอไปดูในหนัง
มันก็กลายเป็นเรื่องธรรมดาไป
แม้แต่การสบถว่า ‘แม่ง’ ‘เชี้ย’
เมื่อถูกเข็มแทงก็ไม่ใช่เรื่อง
ที่แปลกประหลาดอีกต่อไปแล้ว
แต่ภาพที่สั่นสะเทือนความรู้สึก
ของผมมากที่สุดก็คือ
การที่ตูนยกตีนใส่หน้าโอ็ต
ตอนที่มีปัญหาอะไรกันสักอย่าง
เกี่ยวกับการจัดการโครงการ

เฮ้ย! นี่แหละ
แบบนี้แหละกูก็เคยเป็น
เอ้อ ถึงผมจะไม่เคยยกตีนใส่หน้าใคร
แต่ผมก็เคย ‘หลุด’
บ่อยๆ กับคนใกล้ตัว
กับคนที่เราคิดว่ารัก
และไว้วางใจมากๆ
ผมว่าเราต่างก็เคยระเบิดอารมณ์
ใส่คนที่เรารักมาด้วยกันทั้งนั้น
ไม่มากก็น้อย

การเลือกช็อตนี้ซีนนี้มาใส่ในหนัง
สำหรับผม
ถือว่าเป็นการแสดงเจตจำนง
อย่างแน่วแน่
ของไก่
ที่จะพาคนดูให้ไปสัมผัส
ตัวตนที่แท้จริงของ ‘มนุษย์ตูน’
สำหรับผม
ไก่ ได้ทำลายภาพ ‘เทพตูน’
ลงไปไม่เหลือแล้วด้วยซีนนี้ซีนเดียว
กำแพงที่มองไม่เห็นที่เคยกั้นอยู่
พังทลายลงไปแล้ว

ขณะที่ไก่
พาเราไปสัมผัสตัวตนของตูน
ใกล้ชิดขึ้นเรื่อยๆ
ไก่ก็ตอบโจทย์
และแก้ปัญหาให้ตูนไปทีละเปลาะ

ตั้งแต่ทำไมถึงออกมาวิ่ง
การถูกวิจารณ์ว่าวิ่งรับบริจาค
ไม่ช่วยแก้ปัญหาในเชิงระบบ
แต่เรื่องราวของน้องแพรว
ที่บางสะพานก็ช่วยเคลียร์ประเด็นนี้
ได้อย่างหมดจด อย่างนุ่มนวล
ล้ำลึก และสั่นสะเทือนจิตใจ

จนคิดว่า
ถ้าเจ้าของคำวิพากษ์เหล่านั้น
ได้มาดูหนังเรื่องนี้
จะสามารถหาข้อโต้แย้งใดๆ
มาถกเถียงอภิปรายได้อีก
เมื่อพวกเขาได้มามองเห็น
ความเป็นมนุษย์ของตูน
ความเป็นคนของน้องแพรว
เมื่อเห็นก้าวย่าง
ที่ยากลำบากของพวกเขา
เมื่อเห็นความพยายาม
ต่อสู้กับความเจ็บปวดทรมาน
ทางกายของพวกเขา
บนสายใยเชื่อมโยงของจิตใจ
ที่กว้างใหญ่ไพศาล

ผมจึงอยากจะได้ยินเสียง
ของเหล่านักวิพากษ์สังคมอีกครั้ง
หลังจากได้ชมหนังเรื่องนี้เหลือเกิน

คำพูดของกบ
เพื่อนร่วมงานที่แทบจะเป็นเหมือน
คนในครอบครัวคนหนึ่งของตูน
คนที่เขียนเพลงให้ตูนร้องมากมาย
คนที่บอกว่าเข้าใจว่าตูนคิดอะไร
เหมือนแทบจะสิงร่างกัน
คำพูดของกบในหนังเรื่องนี้
เหมือนคริสตัลใส ที่ให้ประกายสว่าง
เจียระไนควาเป็นตูนออกมา
ได้อย่างหมดจด อธิบายความเป็น
คนธรรมดาสามัญของตูนได้
ในทุกประเด็น

ตั้งแต่ความคิดง่ายๆ ที่ออกมาวิ่ง
อย่างที่แทบจะเรียกว่า
เป็นความคิดบ้าๆ
เพราะคนปกติทั่วไป
คงไม่คิดจะทำกัน
กบอธิบายว่ามันก็แค่
เป็นการสร้างภูเขาอีกลูกเพื่อป่ายปีน
เพื่อความท้าทายใหม่ๆ ในชีวิต
ของชายวัยกลางคนดื้อๆ คนหนึ่ง
ที่ผ่านความกดดันมามากมาย
จากภูเขาอีกลูกที่เรียกว่า
ชื่อเสียงเงินทองและเกียรติยศ
ที่ที่ก่อให้เกิดความเปราะบาง
เมื่อต้องยืนอยู่บนเวที
ที่เหมือนเป็นหาดทราย
ที่ถูกมวลพลังมากมายของคลื่น
แห่งความนิยมรักใคร่
จากฝูงชนที่ไม่รู้จัก
ปะทะเข้าใส่ครั้งแล้วครั้งเล่า

ภาษาพูดของกบในหนัง
เรียบง่ายกว่านี้ สวยงามกว่านี้
ลึกเข้าไปในใจมากกว่านี้
แต่ผมจำมันไม่ได้แบบคำต่อคำ
นั่นเป็นเหตุผลที่ใครที่ยังไม่ได้ดู
และอ่านมาถึงตรงนี้
ต้องไปดู และสัมผัส ซึมซับ
และตีความมันด้วยตัวเอง

อีกประเด็นหนึ่งที่กบ
ช่วยสร้างความกระจ่างให้พวกเรา
และเปิดมุมมองใหม่ให้กับสังคม
ก็คือ การมองว่าตูนเป็นฮีโร่
เป็นคนดีโคตรๆ เป็นคนโคตรดี
มันเป็นอันตรายกับตัวตูนเองมากๆ
เพราะเมื่อตูนพลาด
ตูนจะกลายเป็นอะไร
ในสายตาของคนเหล่านั้น
ก็สุดจะคาดเดา
คำพูดนี้ของกบมาในช่วงกลางเรื่อง
ช่วงที่ตูนวิ่งมาถึงเมืองหลวง
ศูนย์กลางการปกครอง
ของสังคมไทย

ผมสะใจมากๆ
เมื่อไก่เอาคำพูดของกบที่ว่า
มาตบปิดซีเควนซ์ที่อึงอล
ไปด้วยเสียงเพลงที่คล้าย
ขบวนแห่งานเฉลิมฉลอง
ที่พาผู้คนหลั่งไหลออกมา
แห่แหนยกย่องเชิดชูวีรบุรุษ
ตั้งแต่ชาวบ้านร้านตลาด
ทหาร พลเรือน นักกระโดดร่ม
ไปจนถึงนักการเมืองท้องถิ่น
และนักการเมืองระดับชาติ
ที่มาจากการแต่งตั้งโดยกฎหมาย
ที่พวกพ้องของเขาบัญญัติขึ้นเอง

ด้วยมุมกล้อง
เสียงเพลง การตัดต่อ และเนื้อหา
ที่สอดประสานกันอย่างกลมกลืน
ไก่ สะท้อนความเข้าใจของตัวเอง
ที่มีต่อสังคม ต่อตัวของตูน
ผนวกสิ่งเหล่านี้เข้าด้วยกัน
ด้วยกลวิธีที่มีศิลปะ
เพื่อกระชาก ‘เทพตูน’ ลงมาจากหิ้ง
เพื่อปกป้องตูนจากภาพอันตราย
ที่ถูกสังคมสร้างขึ้น
และเพื่อกระตุกเตือน
และพยายามปกป้องสังคม
ให้มองเห็นสิ่งที่ควรจะเป็น
และทางที่ควรจะก้าวเดินไป

แค่นั้นยังไม่พอ
เมื่อออกจากเมืองหลวง
ขบวนก้าวมุ่งหน้าสู่บ้านเกิดของตูน
ไก่ ก็พาเราไปพบตัวตนของตูน
ที่เราคาดไม่ถึงอีกครั้ง
พาคนดูไปสู่โลกของตูนที่ลึกไปอีกขั้น
พาเราไปพบกับตูนในวัยเด็ก
ที่เพิ่งหัดร้องเพลง สบายๆ ของพี่เบิร์ด
พาเราไปฟังคำบอกเล่าของพ่อแม่
ที่เล่าว่า
เลี้ยงตูนมาอย่างเด็กธรรมดาคนหนึ่ง
เลี้ยงมาแบบไม่คาดหวังว่า
เขาจะต้องเป็นอะไร

ทั้งหมดนี้ทั้งพ่อและแม่ของตูน
เล่าอย่างเรียบง่าย อย่างเป็นธรรมชาติ
ไม่รู้สึกถึงความปรุงแต่งสร้างภาพ
ผมรู้สึกได้ว่านี่คือคำพูดของพ่อแม่
ของคนบ้านๆ อย่างเราๆ
ที่เป็นคนธรรมดาสามัญเหมือนๆ กัน

ผมรู้สึกใจสั่น
ตั้งแต่ตอนที่แม่เต็น
นั่งลงสอดม้วนวิดีโอเทป
เข้าไปในเครื่องเล่นแล้ว
ม้วนเทปที่ไม่ได้เห็นมานาน
เครื่องเล่นที่เราเคยมีกันทุกบ้าน
พวกเราหลายคนไม่ได้เห็น
ไม่ได้ใช้กันมานานแล้ว
ทั้งที่ครั้งหนึ่ง
มันเคยเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเรา
ขณะที่ใจกำลังสั่นๆ น้ำที่ตากำลังเอ่อๆ
ผมก็ยิ้มและหัวเราะไปพร้อมกันด้วย
เมื่อแม่เต็นบอกให้ตัดเสียงร้องโอ้ย
ตอนก้มตัวลงนั่งออกไป
แต่ไก่ก็ไม่ตัดมันออก
หึหึหึ
ผู้กำกับหนังสารคดีคนนี้แม่งแสบ

เหนือกว่าการเป็นเด็กธรรมดา
เป็นคนธรรมดา ก็คือการที่ตูนโชคดี
ที่มีพ่อและแม่แบบนี้
เสียงพูดคุยกันของพ่อ
กับเด็กชายตูนในเทปคาสเส็ท
เป็นเสียงที่นุ่มนวลอ่อนโยน
เป็นธรรมชาติ
เป็นเสียงของความอบอุ่น
ที่ลอยมาจากอดีต
เสียงที่อาจจะเกิดขึ้น
กับหลายครอบครัว
แต่ก็เป็นเสียงที่ไม่เคยเกิด
กับอีกหลายครอบครัว
นี่อาจเป็นข้อได้เปรียบเล็กๆ ของตูน
ที่ทำให้เขาโตมากลายเป็นคนแบบนี้

ออกจากสุพรรณ
ไก่พาเราไปสำรวจความคิดฝันของตูน
ที่อยากมีชีวิตเรียบง่าย
แบบคนธรรมดา
ได้ทำงานที่ตัวเองรัก
และมีชีวิตครอบครัวอบอุ่น เป็นสุข
ไก่ เล่าเรื่องช่วงนี้ด้วยหนังซ้อนหนัง
เป็นการเล่าภาพความฝันที่เหนือจริง
ด้วยความไม่สมจริง
เพราะยังไงซะ
มันก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้จริงอยู่แล้ว
เพราะตูนวันนี้
ไม่อาจอธิษฐานข้อพร
เพื่อเปลี่ยนอดีตได้
เขาต้องก้าวต่อไป
ต่อจากก้าวก่อนๆ ที่ข้ามผ่านมา

‘เชี่ย! แม่ง ขนลุก’
คือคำอุทานของตูน
หลังจากหาตอนจบ
ให้กับความคิดฝันของตัวเองได้
‘แม่ง โคตรเรียล’
เป็นคำอุทานของผมในใจ
ที่โคตรจะอิน

เมื่อต้องก้าวต่อ
สิ่งที่พอจะทำได้
ก็คือการเอาพลังงานสะสม
ที่ก้าวผ่านมาส่งต่อให้คนอื่น
นี่คือทั้งหมดที่ตูนทำได้
และกำลังทำมันอย่างสุดแรง
และคำพูดของเด็กชายอ้วนดำ
ที่บอกว่า
“พี่คนนี้แม่ง ผมโคตรชอบเลย”
ก็เป็นประโยคที่สรุป
ทุกสิ่งทุกอย่างได้ดีที่สุด

อย่างไม่ทันตั้งตัว
ไก่ก็พาเราไปถึงแม่สาย
เส้นชัยที่กึกก้อง เส้นชัยที่เงียบงัน
เส้นชัยที่อบอุ่นด้วยคำพูดง่ายๆ ของแม่
“เออ เอ็งเก่ง”
เส้นชัยที่มีคำอวยพรของตัวเอง
รอไว้ล่วงหน้าแล้วว่า
“ดีแล้วที่ได้ทำ ดีใจด้วยที่ทำสำเร็จ”
เส้นชัยที่บอกเราว่า
ไม่มีอะไรยาก
เกินกว่าความตั้งใจของเรา
เส้นชัยที่บอกเราว่าเราทุกคนมีพลัง
และทำอะไรได้มากกว่าที่ตัวเองคิด

หนังจบแล้ว
อย่าเพิ่งลุกออกจากโรงนะครับ
ปล่อยเวลาให้ตัวเอง
ซึมซับความเป็นตูน
ความเป็นเด็ก
ความเป็นคนธรรมดาของเรา
นั่งนิ่งๆ แล้วฟังเพลงที่เด็กชายตูนร้อง
คุณอาจจะเป็นแบบผม
ที่มวลรวมของความรู้สึกทั้งหมด
ที่ได้รับมาจากหนังทั้งเรื่อง
ทะลักทลายออกมาเป็นน้ำตา
ที่ไม่สามารถควบคุมได้

ยิ่งพอถึงเพลง
‘นี่คือสถาน แห่งบ้านทรายทอง
ที่ฉันปองมาสู่’
ยิ่งเหมือนเขื่อนแตก
แม่งร็อคสตาร์ ร้องเพลงบ้านทรายทอง
ร้องเพลงนางงามตู้กระจก
ร้องเพลงพี่เบิร์ด
นี่แหละ เราโตมาคล้ายๆ กัน
ในบริบทแวดล้อมของสังคมเดียวกัน
แต่เราต่างก็เติบโต
เพื่อไปเป็นในแบบที่ตัวเองเป็น

ในหลายที่หลายโอกาส ไก่ เล่าว่า
ความตื่นเต้นที่สุด
ของการทำหนังเรื่องนี้
คือวันที่ฉายให้พี่ตูนดูครั้งแรก
ดูจบตูนนั่งนิ่งอยู่ในโรงพักใหญ่
ขณะที่คนอื่นเดินออกไปหมดแล้ว
คำพูดแรกของตูนต่อทีมงาน
เป็นทำนองว่า
เขาไม่ได้ตั้งใจให้หนังเป็นแบบนี้
ไม่ได้อยากให้หนังเป็นเรื่องของเขา
แต่หนังเรื่องนี้เป็นสิ่งตรงข้าม
กับความคิดเดิมของเขาอย่างสิ้นเชิง

ตูนเคยมี ‘กรอบ’ กับมันอยู่แบบหนึ่ง
แต่ไก่สร้างหนังเรื่องนี้ออกมา
ด้วย ‘กรอบ’ อีกแบบหนึ่ง
แต่ในที่สุด
เมื่อการพูดคุยผ่านไปสักพัก
ตูนก็ยอมรับหนังของไก่
ที่เป็นคน ‘กำกับ’ เรื่องของตูน
โดยไม่แก้ไขอะไรเลย

ผมไม่อาจไม่แสดงความคารวะต่อตูน
ไว้ ณ ที่นี้
ไม่ใช่ในฐานะฮีโร่
ที่สร้างปรากฏการณ์ยิ่งใหญ่ระดับชาติ
แต่ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง
ที่กล้ามองความอ่อนแอของตัวเอง
และกล้าเปิดเผยความบกพร่อง
ของตัวเองให้โลกรับรู้
ผมคิดว่ามีน้อยคนนัก
ที่จะมีความกล้าหาญขนาดนี้

กรอบความคิด
ของคนทำหนังสารคดีอย่างไก่
ที่สนใจปัญหาสังคมการเมือง
และความไม่เป็นธรรม
ของชีวิตคนเล็กคนน้อยชายขอบ
สวมทับลงไปบนกรอบชีวิตของตูน
ซุปเปอร์สตาร์
ที่อยู่ท่ามกลางสป๊อตไลท์ตลอดเวลา
สร้างหนังเรื่องนี้ขึ้นมา
ให้กลายเป็นหนัง
ที่เชิดชูความเป็นมนุษย์
ส่งพลังแรงบันดาลใจให้ผู้คน
เพื่อก้าวข้ามกรอบจำกัด
แห่งชีวิตของตัวเอง

กรอบคิดจากหนังเรื่องนี้
เป็นกรอบคิดที่สมสมัย
เป็นกรอบความคิดพื้นฐานที่จำเป็น
สำหรับการพาสังคมและโลกของเรา
ก้าวเดินต่อไปข้างหน้า
สังคมที่กำลังต้องการ
การระเบิดพลังออกมา
ของปัจเจกบุคคลแต่ละคน
เราทุกคนทำได้
สู้ดิว่ะ!

r.d.o
8 กันยา 2561

    Welcome to a place where words matter. On Medium, smart voices and original ideas take center stage - with no ads in sight. Watch
    Follow all the topics you care about, and we’ll deliver the best stories for you to your homepage and inbox. Explore
    Get unlimited access to the best stories on Medium — and support writers while you’re at it. Just $5/month. Upgrade