Once in USA: My first 4th of July ❤


Hey, everyone! บทความนี้เป็นบทความแรกที่เขียนเรื่องราวบอกเล่าความทรงจำและประสบการณ์จากการได้ไป Work & Travel ณ สหรัฐอเมริกา และเรื่องราวในวันที่ 4 กรกฎาคม 2559 หรือวันชาติสหรัฐก็เป็นหนึ่งในความทรงจำที่เกิดขึ้น ที่ Polebridge, Glacier National Park, Montana

ตอนที่ไปช่วงนั้นเป็นตอนประมาณกลางปีหรือเดือนมิถุนายน อากาศเย็นๆกำลังดีถึงแม้จะอยู่ในช่วงฤดูร้อนของอเมริกา แต่สำหรับเราๆแล้วอากาศแบบนี้คือหนาวว~ ในช่วงปลายปีที่นี่หิมะจะตกหนักและสูงมาก นักท่องเที่ยวจึงนิยมมาที่อุทยานแห่งชาติ Glacier National Park ประมาณกลางปีหรือตรงกับฤดูร้อนเพราะหิมะจากช่วงต้นปีละลายหมดแล้วและจะยังไม่ตกอีกจนกว่าจะถึงปลายปี (เดือนตุลาคมเป็นต้นไป)

ช่วงบ่ายแก่ๆของวันที่ 4 กรกฎาคม ที่ Lake McDonald Lodge ซึ่งเป็นโรงแรมที่เราทำงานอยู่ หลังจากที่สมาชิกผู้ร่วมเดินทางในครั้งนี้ได้รวมตัวกันพร้อมหน้าพร้อมตากันครบทั้งหมด 5 คนแล้ว มีฝรั่ง 3 คน คนไทย 2 คน รวมตัวฉันเองด้วย โดย Matthew ผู้ซึ่งเป็น Manager ในที่ทำงานเป็นคนขับรถตอนขาไป ส่วนขากลับ Jessica เป็นคนขับเพราะ Matthew เมาหน่อยๆ 555 (ชิลแค่ไหนให้เจ้านายเป็นคนขับรถส่วนพวกเราที่เหลือ Britt หมิว และเรา ก็นั่งสบายๆไปเพราะไม่มีใบขับขี่555) พวกเราใช้เวลาประมาณเกือบๆชั่วโมงครึ่งในการเดินทางไปจนถึง Polebridge ตอนประมาณ 6 โมงเย็น เมื่อถึงที่นั่นแล้ว สิ่งที่สังเกตเป็นอย่างแรกคือสีสันละลานตาของเครื่องแต่งกายของผู้คน เทศกาลนี้ชาวอเมริกันจะแต่งตัวหลากสีสัน สไตล์ใครสไตล์มัน โทนสีก็จะเน้นสีแดง ขาว น้ำเงิน แล้วก็สัญลักษณ์รูปดาวเหมือนธงประจำชาติ บ้างก็แต่งตัวแนวโบฮีเมียนบ้าง ชิลๆ สบายๆ เสื้อกล้าม กางเกงขาสั้น แต่ก็ยังมีคนที่ใส่แจ็คเก็ตอยู่เยอะพอสมควรเพราะที่จริงแล้วอากาศมันค่อนข้างเย็นมาก สำหรับเราจะให้แต่งแบบสบายก็คงทรมานหน่อย แต่สำหรับคนที่นี่เขาดูปล่อยตัวตามสบายแบบ Let it Loose มาก ประมาณว่าไหนๆอากาศบ้านฉันก็หนาวเย็นเสียส่วนใหญ่เกือบทั้งปีแล้ว ฤดูร้อนมาทั้งทีก็ขอแต่งแบบชิลๆหน่อย อุณหภูมิประมาณ 23 องศาสำหรับฝรั่งถือว่าอุ่นแล้วจริงๆ ซึ่งถือเป็นเสน่ห์และสีสันของเดือนกรกฏาคมก็ว่าได้ ทำให้นึกถึงคำพูดหนึ่งจากเรื่อง Shrek The Third ที่ว่า “That Charming makes me hotter than July”

Polebridge, Glacier National Park, Montana

ในบริเวณสนามหญ้าซึ่งเป็นพื้นที่จัดงาน มีผู้คนมารวมตัวนั่งเล่นพูดคุยหรือทำกิจกรรมต่างๅกัน บางคนก็ถังเบียร์มาคนละถัง นั่งตั้งวงสังสรรค์คุยกัน ใครไม่กินแอลกอฮอลล์ก็จะนิยมกินแตงโมในช่วงเทศกาลนี้ แตงโมจะกินกันแบบครึ่งซีก แช่เย็นๆใส่คูลเลอร์ไว้ กินแล้วชื่นใจเหมาะกับอากาศแบบ Summer ที่ไม่ร้อนแล้วก็ไม่หนาวจนถึงกับตัวสั่นไปเสียทีเดียว ส่วนกิจกรรมอื่นๆบางคนก็นำกีตาร์มาเล่น ร้องเพลงกับเพื่อนๆนั่งรวมกันเป็นกลุ่มเล็กๆ หรือถ้าเป็นกลุ่มใหญ่ๆก็เล่นวอลเลย์บอลกัน บรรยากาศภายในงานจะเปิดเพลงฮิตๆทั้งเพลงเก่าอารมณ์ยุค 80’s และเพลงร่วมสมัย แต่ที่ได้ยินบ่อยที่สุดน่าจะเป็นของ ABBA ซึ่งช่วยสร้างบรรยากาศความครึกครื้นได้มากทีเดียวเพราะโดยส่วนตัวก็ชอบฟังเพลงของ ABBA อยู่แล้วด้วย ตอนอยู่ในงานเลยร้องได้หลายเพลง ผู้คนต่างร้องเล่นเต้นรำกันอย่างสนุกสนาน

Volleyball Session

ในส่วนของอาหารการกินบริเวณนั้นจะมีร้านอยู่ 2 ร้านให้เลือกเข้า ร้านแรกจะเป็นบาร์ในกระท่อมหลังเล็กๆ แคบๆ จึงทำให้พื้นที่ในร้านค่อนข้างแน่น เต็มไปด้วยผู้คนที่เข้ามานั่งพูดคุยหลีกหนีเสียงดังจากข้างนอกและอากาศที่เริ่มเย็นลง อาหารของที่นี่มีไม่มากนัก มักจะเป็นพวกเมนูง่ายๆทั่วไป เฟรนช์ฟราย แฮมเบอร์เกอร์ หรือแซนด์วิชแต่ก็พอฝากท้องได้ เลยสั่ง Pulled-Pork Sandwich มาลองกินดู ปรากฏว่ามันก็คือแซนด์วิชหมูฉีกดีๆนี่เอง แถมไม่ค่อยร้อนเท่าไหร่แทนที่กินแล้วจะรู้สึกอุ่นๆแก้อากาศหนาว แต่กลับเย็นๆชืดๆ แต่ถ้าพูดถึงรสชาติกับปริมาณก็ใช้ได้เลย หมูให้เยอะมากจนล้นแซนด์วิช เนื้อแน่นๆผสมกับซอสแดงๆเหมือนบาร์บีคิว ถ้าไปย่างกินร้อนๆน่าจะอร่อยทีเดียว

บรรยากาศภายในบาร์ในกระท่อมเล็กๆที่ Polebridge

ร้านที่ 2 จะเป็นอารมณ์เหมือนร้านขายของชำเล็กๆ ชื่อว่า Polebridge Mercantile เป็นบ้านหลังสีแดงๆเหมือนโรงนาหลังเก่ามาปรับปรุงทำเป็นร้านขายของ บริเวณข้างในร้านน่ารักมาก ตั้งแต่เดินเข้าร้านมาก็สะดุดตากับตู้ขนม ทั้งพาย เบเกิล มัฟฟิน เค้ก โดนัท คุ้กกี้ และสโคน หลากหลายรูปแบบ ขนมทุกชิ้นในตู้โชว์น่ากินมากๆ ซึ่งที่ร้านนี้อบขนมเองแบบ homemade ถึงขนาดมีห้องครัวบริเวณหลังร้านที่สามารถเดินเข้าไปดูเขาอบขนมสดๆใหม่ๆกันได้เลยทีเดียว

กลิ่นหอมของขนมอบอวลไปทั้งร้านทำให้อยากซื้อทุกชิ้นเลย ส่วนราคานั้นอยู่ในระดับกันเอง ไม่แพงมาก แต่เสียดายที่วันนั้นพกเงินติดตัวไปไม่พอ เลยซื้อมาแค่ Nutella Banana Muffin รสชาติก็คงไม่ต้องบอกว่าอร่อยสมหน้าตามากๆ ขนมอุ่นๆหอมๆ มีกลิ่นอ่อนๆของกล้วยผสมช็อคโกแลต โรยด้วยซินนาม่อนเวลากินก็จะนุ่มๆกรุบๆ เรากินชิ้นนั้นหมดภายใน1นาที 555 จากนั้นก็ไปเดินดูของภายในร้านต่อ ด้านหลังร้านที่บอกไปตอนแรกว่าเป็นครัวเล็กๆไว้อบขนม กลิ่นขนมที่กำลังอบอยู่ในเตาลอยออกมาภายในร้าน ทำให้มีความรู้สึกหิว น้ำลายสอ และทำให้อยากกินขนมตลอดเวลา นอกจากขายขนมแล้วก็ยังขายพวกน้ำหรือเครื่องดื่ม ไอศกรีม มีตู้น้ำให้หยิบเหมือนตามร้านสะดวกซื้อทั่วไป แล้วก็ขายของที่ระลึกพวกเสื้อยืด แก้ว หมวก เข็มกลัด เบ็ดตกปลา หรือแยมสูตรต้นตำรับทำเองที่ highly recommended จากคนที่ทำงานที่ร้านเลยทีเดียว เป็นร้านที่เดินแล้วเพลิดเพลินมากๆ อิ่มท้อง ได้ของฝาก งานคุณภาพจริงๆ

Polebridge Mercantile
A lovely welcoming sign in front of Polebridge Merc

พอถึงเวลาที่ฟ้าใกล้มืดประมาณทุ่มสองทุ่ม ผู้คนเริ่มมารวมตัวที่ลานสนามหญ้ากันมากขึ้น คนที่เล่นดนตรีเป็นก็จะนำกีตาร์ของตัวเองมาเล่นแล้วก็ร้องเพลง นั่งเป็นวงกลมกัน ก็จะร่วมกันร้องเพลง คนที่ไม่ได้ร้องก็จะนั่งฟังอย่างเพลิดเพลิน ผู้คนต่างพูดคุยสนทนากันเรื่องชีวิตอะไรต่างๆ เป็นบรรยากาศที่อบอุ่นไปอีกแบบ ต่างคนต่างรอเวลาสำคัญที่จะจุดพลุฉลองในวันชาติ บ้างก็จุดไฟเย็นเล่นกันตอนกลางคืน (จริงๆแล้วเขาไม่อนุญาตให้จุดพลุในอุทยานแต่ก็นะ.. ก็จุดพลุแต่พองามไม่โผงผางจนเกินเหตุ) น่าเสียดายที่คืนนั้นอยู่จนจบงานไม่ได้ เพราะเช้าวันรุ่งขึ้นต้องเข้างาน 6 โมง เลยพากันขับรถกลับโดยออกจาก Polebridge ประมาณ 3 ทุ่มครึ่ง ซึ่งแน่นอนว่ากว่าจะถึง Lake Mcdonald Lodge ต้องใช้เวลาชั่วโมงครึ่ง แต่ระหว่างทางดันหลงซะงั้น แล้วหลงไปไกลจนเกือบจะออกนอกอุทยานไปแล้ว ดีที่เพื่อนในรถคนนึงเอะใจเปิด Google Map ขึ้นมาเช็คโลเคชั่น ไม่งั้นป่านนี้คงไม่ถึงโรงแรม สุดท้ายก็ถึงที่หมายโดยสวัสดิภาพในเวลาเที่ยงคืนครึ่งจ้า Happy 4th of July!

Circle around, everyone!

ประสบการณ์ในครั้งนี้นับว่าเป็นครั้งแรกที่ได้มีส่วนร่วมและเก็บความทรงจำดีๆในวันสำคัญของชาวอเมริกันหรือ 4th of July ได้เห็นวัฒนธรรมตามวิถีชีวิตของชาวอเมริกัน สิ่งที่ควรมีในวันเทศกาล ผู้คนนิยมทำอะไรกันบ้างในวันนี้ เฉลิมฉลองกันที่ไหน อย่างไร บรรยากาศในวันนั้นสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นแบบครอบครัว ความเป็นหนึ่งเดียวกัน ความสนุกสนานครื้นเครง เป็นประสบการณ์ที่คุ้มค่าและมีความเป็นเอกลักษณ์แบบหาที่ไหนไม่ได้จริงๆ

Show your support

Clapping shows how much you appreciated Neat Monday’s story.