5 เหตุผลที่ทำให้การกู้ผ่าน P2P Lending ดีกว่า

การเพิ่มภาระทางการเงิน หรือการกู้ยืมเงินเป็นหนึ่งในการตัดสินใจที่ยากที่สุด อย่างไรก็ตาม ในบางที คนเราก็ต้องตัดสินใจกู้ยืมเงินหรือใช้ผลิตภัณฑ์ด้านเครดิตบางชนิด และการตัดสินใจดังกล่าวอาจเป็นตัวช่วยให้ชีวิตผู้กู้ดีขึ้นเลยก็ได้ เพราะเงินที่กู้ยืมมานั้นจะช่วยให้ผู้กู้ผ่านช่วงที่ลำบากไปได้หากมีการบริหารเครดิตอย่างเหมาะสม

อย่างไรก็ตาม การเพิ่มภาระหนี้หรือ debt burden นั้น เป็นการกระทำที่จะส่งผลต่อผู้กู้โดยตรง ซึ่งบางทีอาจจะเป็นผลเสียแบบลูกโซ่ เช่นหากผู้กู้ที่มีภาระหนี้ยังชำระไม่ครบและถือภาระนั้นไว้นานเกินไป สุดท้ายผู้กู้อาจจำเป็นต้องใช้เงินเพิ่มเติมจึงต้องไปหาบัตรเครดิตหรือสินเชื่อส่วนบุคคลเพิ่มเติมและทำให้พบกับปัญหาภาระหนี้พะรุงพะรังวันกำหนดชำระเยอะแยะมากมายจนยากที่จะบริหาร

หากคุณเป็นผู้หนึ่งที่ประสบปัญหาข้างต้น หนึ่งในทางออกที่ดีคือการรวมภาระหนี้ หรือ debt consolidation ซึ่งคือการหาสินเชื่อบุคคลมาหนึ่งอันเพื่อปิดยอดภาระทั้งหมด และในปัจจุบัน มีธนาคารหลายแห่งให้สินเชื่อบุคคลในรูปแบบนี้ อย่างไรก็ตาม หากผู้บริโภคในประเทศไทยมีทางเลือกเช่น p2p lending การทำ debt consolidation ผ่าน p2p lending ก็เป็นทางเลือกที่ดีมาก

เราได้รวม 5 สาเหตุที่ p2p lending จะสามารถเป็นทางออกที่ดีสำหรับผู้กู้ ดังนี้

1. ดอกเบี้ยถูกและเหมาะสมกว่า

การกู้ยืมเงินผ่าน p2p lending นั้น โดยทั่วไปแล้ว ผู้กู้จะได้รับดอกเบี้ยที่ถูกกว่าจากการกู้ผ่านธนาคาร สาเหตุหลักที่ผู้ให้บริการ p2p lending สามารถเสนอดอกเบี้ยที่ถูกกว่านั้นก็คือต้นทุนในการดำเนินงาน (เช่น พนักงานและสาขา) ที่ต่ำกว่าธนาคารมาก

โดยเฉพาะผู้กู้ที่มีเครดิตดี เช่น

  • ไม่เคยมีประวิติค้างชำระ
  • มีรายได้ที่แน่นอน
  • ภาระหนี้ไม่สูงกว่าที่บริษัทกำหนด

เมื่ออ้างอิงกับอัตราดอกเบี้ยที่ผู้ให้บริการ p2p lending ในประเทศสหรัฐอเมริกาแล้ว เราจะเห็นว่า ผู้ที่มีเครดิตดีกำลังถูกสถาบันทางการเงินเก็บดอกเบี้ยที่สูงเกินจริง ซึ่งดอกเบี้ยดังกล่าวอาจอยู่ในระดับใกล้เคียงกับผู้กู้ที่มีประวัติเครดิตแย่กว่ามากด้วยซ้ำ

การกู้ผ่าน p2p lending นั้น จะมีการประเมินดอกเบี้ยที่เหมาะสมสำหรับผู้กู้ตามประวัติเครดิต โดยผู้ที่มีประวัติที่ดียิ่งมีโอกาสได้ดอกเบี้ยที่ต่ำลง ยกตัวอย่างเช่น ผู้ที่กู้ผ่าน lending club นั้น อาจได้รับดอกเบี้ยต่ำสุดถึง 6.7% ต่อปี

2. ดอกเบี้ยคงที่

เราจะสังเกตุได้ว่ามีเงินกู้หรือผลิตภัณฑ์ด้านเครดิตบางชนิดที่ดอกเบี้ยจะมีการเปลี่ยนแปลงตามลักษณะการใช้วงเงินของผู้กู้ เช่น แรกเริ่มเราอาจจะได้ดอกเบี้ยที่ต่ำมากเพื่อเป็นการดึงความสนใจของเรา แต่เมื่อเราใช้ไประยะหนึ่ง ดอกเบี้ยก็จะปรับตัวขึ้นมาสูงตามปกติและแย่ไปกว่านั้นคือหากเราผิดนัดชำระ เราอาจโดนดอกเบี้ยที่สูงขึ้นไปอีก

กลับกัน การกู้ผ่านระบบ p2p lending ผู้กู้จะได้รับการประเมินดอกเบี้ยตั้งแต่ต้น และดอกเบี้ยนั้นจะคงที่ตลอดอายุสัญญา

3. P2P Lending เป็นการกู้ยืมเงินที่มีอายุสัญญาและงวดชำระที่ตายตัว

การมีภาระหนี้อยู่กับเครดิตการ์ดนั้นถือเป็นเรื่องที่ค่อนข้างหวาดเสียว เพราะอย่างที่เรารู้ๆ กัน เราสามารถรูดและเพิ่มยอดไปในบัตรเมื่อไหร่ก็ได้ตราบใดที่วงเงินของเรายังไม่เต็ม หรือแม้วงเงินเราอาจจะเต็มแล้วเรายังสามารถขอวงเงินเพิ่มหรือวงเงินฉุกเฉินได้ด้วย ผู้ใช้เครดิตการ์ดบางคนอาจจะใช้เวลาสองสามเดือนเพื่อผ่อนยอดที่ค้างอยู่แต่สุดท้ายแล้วก็อดใจไม่ได้รูดบัตรเพิ่มยอดเข้าไป ซึ่งก็เหมือนกับการจมลงไปในวังวนของหนี้ที่ไม่มีวันสิ้นสุด

หากเรารวมหนี้มาไว้กับ p2p lending เราจะไม่มีโอกาสที่จะเพิ่มภาระดังกล่าวได้ง่ายเหมือนการใช้เครดิตการ์ด เพราะเมื่อเงินกู้ถูกโอนเข้าบัญชี ผู้กู้จะมีงวดชำระที่ตายตัวทุกเดือนจนกว่าจะชำระหนี้ครบ เช่นหากเรากู้เงินผ่าน p2p lending จำนวน 4,000 เหรียญสหรัฐ และมีสัญญา 3 ปี (36 งวด) โดยหากผู้กู้เป็นผู้ที่มีเครดิตดีและได้รับดอกเบี้ยประมาณ 12% ต่อปี ผู้กู้จะต้องจ่ายค่างวดจำนวน 132 เหรียญสหรัฐต่อเดือนเป็นเวลา 36 เดือน

4. มีค่าปรับในการชำระล่าช้าที่น้อยกว่า

ถึงแม้ว่าเราจะเป็นผู้กู้ที่ดี มันก็อาจจะมีบางครั้งที่เราลืมชำระค่างวดในระยะเวลาที่กำหนด ทั้งนี้ หากเราดูตัวอย่างในประเทศสหรัฐอเมริกา เราจะเห็นว่าการชำระช้ากว่ากำหนดนั้นมีค่าปรับสองแบบคือ

  • ปรับเงินจำนวนประมาณ 30 เหรียญสหรัฐ
  • ปรับเงินเพิ่มตามยอดที่ค้าง หรือเพื่มดอกเบี้ยค้างชำระ

ซึ่งการค้างชำระเพียงครั้งเดียวอาจทำให้เราสูญเงินเป็นจำนวนมากได้

เปรียบเทียบค่าปรับดังกล่าวกับ Lending Club เราจะเห็นว่าผู้ค้างชำระ มีค่าปรับประมาณ 15 เหรียญสหรัฐ หรือน้อยกว่าเงินกู้จากธนาคารถึง 50% นอกจากนี้ การชำระช้าจะไม่มีการคิดดอกเบี้ยเพิ่มเติมอีกด้วย

ถึงแม้การชำระค่างวดตรงเวลานั้นจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดเพื่อหลีกเลี่ยงค่าปรับ อย่างไรก็ดี หากมีเหตุสุดวิสัยที่ทำให้ผู้กู้ชำระค่างวดช้ากว่ากำหนด ค่าปรับที่ถูกกว่าย่อมเป็นทางออกที่ดีกว่าเสมอ

5. การรวมภาระหนี้ = ลดความเครียด

สำหรับผู้ที่มีภาระในหลายๆ รูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นสินเชื่อส่วนบุคคล,บัตรเครดิต,หรือบัตรกดเงินสก คงพบปัญหาคล้ายๆ กันเช่นการที่วันกำหนดชำระยอดคนละวัน หรือดอกเบี้ยของภาระแต่ละชนิดนั้นไม่เท่ากัน ซึ่งการจัดการภาระต่างๆ ให้ครบและตรงเวลาอาจจะสร้างความเครียดให้ผู้กู้ค่อนข้างมาก

หากผู้กู้ตัดสินใจรวมภาระหนี้มาที่ p2p lending กำหนดวันชำระก็จะเหลือแค่วันเดียว ดอกเบี้ยก็จะเหลือแค่ก้อนเดียว และนอกจากนี้ ผู้ให้บริการ p2p lending นั้นจะมีบริการ direct debit ซึ่งจะมีการตัดเงินจากบัญชีของผู้กู้โดยตรง เพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงค่าปรับซึ่งจะทำให้ความเครียดต่าง ๆ ของการมีภาระหลายที่หมดไป


สรุป

การไม่มีหนี้เป็นลาภอันประเสริฐ อย่างไรก็ดี มันคงต้องมีจุดๆ หนึ่งที่การใช้บริการเครดิตนั้นจำเป็นสำหรับเรา ไม่ว่าจะเป็นความสะดวกสบายของการใช้บัตรเครดิต หรือการได้เงินก้อนมาช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน ตัวผมเองก็เป็นคนที่ใช้บัตรเครดิตในชีวิตประจำวันและยอมรับว่าการมีบัตรเครดิตนั้นทำให้ชีวิตง่ายขึ้นมาก แต่หากเราคิดจะมีภาระหนี้ระยะยาวนั้น บัตรเครดิตถือเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่มีดอกเบี้ยค่อนข้างสูง หากเราสามารถกู้ผ่านผู้ให้บริการ p2p lending เช่นเดียวกับประเทศสหรัฐอเมริกา การหาทางออกทางการเงินก็จะเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้นสำหรับเราทุกคนแน่นอน


ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่

หรือ

https://www.facebook.com/IOUP2P/