DjBoyz
DjBoyz
Sep 5, 2018 · 4 min read

ว่ากันว่า ..จะแข่งรถ ต้องมีเงินก่อน.. จริงเหรอ ??

หายไปนาน กลับมาเขียนอีกตอน ขอเปิดเรื่องด้วย VDO ของทีม Tingnote Racing Team ที่ปัจจุบันผมสังกัดอยู่ซะหน่อยนะครับ เพื่อให้เห็นว่า กว่าจะจบการแข่งขันไปได้หนึ่งสนาม มันต้องมีอะไรกันบ้าง ไม่ใช่คิดจะแข่ง ก็จัดได้เลย ซื้อชุด ซื้อรถ หาของที่ดีที่สุดมายัดลงในรถ แล้วก็พาตัวเองมาสนาม สมัคร ซ้อม ลุย!!! ทั้งๆที่บางคนยังไม่เข้าใจการอ่านไลน์สนามที่ถูกต้องด้วยซ้ำไปครับ.. ถามว่ามันทำได้มั้ย มันทำได้ครับ แต่ก็เฉพาะคนมีกะตังค์พอจะเหลือใช้อยู่บ้าง เค้าถึงว่า กีฬาชนิดนี้เป็นกีฬาคนรวย.. บอกตรงๆว่ามีส่วนถูกครับ แต่ไม่ใช่ทั้งหมดหรอกครับ (ความคิดเห็นส่วนตัวผมนะครับบอกไว้ก่อน เดี๋ยวจะดราม่ากันอีก 555) แต่ถึงจะเป็นประเภทอย่างที่ว่ามา ส่วนใหญ่ก็เอามัน เอาสนุก ทำตามฝันวัยเด็กกันทั้งนั้นครับ แต่พอเริ่มเข้าลงลึกถึงสิ่งที่เค้าเรียกว่า “การแข่งขัน” แบบจริงๆจังๆ เชื่อมั้ยครับ ผมว่าเกือบทั้งหมด ต้องหันกลับมาพัฒนาการขับขี่ของตัวเองกันแทบทั้งนั้น เพราะอะไรหรือครับ สั้นๆง่ายๆครับ “เพื่อชัยชนะครับ”.. ถ้าจะบอกว่า มาขับเอาสนุก ไม่หวังอะไร ขอแข่งให้จบก็พอ หรือจะแข่งเพื่อพัฒนาศักยภาพของตัวเองล้วนๆ อันนี้ก็มีครับ ซึ่งไม่ผิดอยู่แล้วครับ แค่อาจจะไม่มีความจำเป็นต้องหวังอะไรกับผลการแข่งขัน ไม่ต้องการการต่อยอดใดๆจากการแข่งขัน ไม่ได้ต้องการผู้สนับสนุนมาช่วยเหลือค่าใช้จ่ายต่างๆของคุณ แบบนี้ส่วนใหญ่คือคนมีทุนครับ แต่ถ้าคุณมีเงินจำกัดแล้วอยากจะเป็นนักแข่งล่ะ คุณจะทำยังไง ทำยังไงให้คุณพอมีทางไปต่อได้เรื่อยๆ มีสปอนเซอร์เข้ามาช่วยคุณ หรือโชคดีมีคนมาชวนคุณไปขับรถให้ในทีม โดยที่คุณลงเงินให้น้อยที่สุด หรืออาจจะได้เงินจากการแข่งขัน จากผู้สนับสนุนก็ได้ครับ ผมขออนุญาตยกตัวอย่าง “เส้นทางของผม” มาเป็นตัวอย่างนะครับ เพราะผมก็เริ่มต้นการเป็นนักแข่งจากคนที่ไม่มีเงินมาแข่งเหมือนกันครับ..

รูปนี้คือรูปที่ใกล้เคียงกับที่ลงหนังสือ ตอนเล่นที่งาน Motorshow ปีสุดท้ายที่จัดที่ไบเทค

เริ่มต้นกับสิ่งที่มีอยู่…

เริ่มที่รูปนี้เพราะมันคือผลพลอยได้จากที่ผมอยู่ทีม Stunt มาก่อนหลายปี เป็นรถที่ซื้อมาใช้เอง แล้วก็ได้เข้าไปเล่นกับกลุ่ม Technical Rider หรือ TR ทีมมอเตอร์ไซค์สตั้นทีมแรกของไทย และรุ่นพี่ที่อยู่ด้วยกันเป็นครูสอนแบนโค้งครั้งแรก กับรถ KSR คันนี้นี่แหล่ะครับ ไม่ได้เซ็ทอะไรทั้งสิ้น สภาพตอนหัดเทโค้ง ก็คือสภาพเดียวกับตอนยกล้อ ไม่รู้จักว่ายางอะไรดี ช่วงล่างมันมีผลยังไง รอบเครื่องคืออะไร รู้แค่ว่าล้มเมื่อไหร่คือพลาด!!! เรียกว่ากระโหลกกะลามาก ในสมัยนั้น Youtube ก็ยังไม่มี ไม่มีตำราอะไรมาให้นั่งดูนั่งอ่านฟรีๆเหมือนตอนนี้ ได้แต่ดูจากหนังสือ ว่าเค้าขับท่ายังไง แล้วก็เลียนแบบให้เหมือนแค่นั้น!!! แล้วจะไปแข่งที่ไหนล่ะ บอกตรงๆตอนนั้นยังไม่รู้ รู้อย่างเดียวว่า ขอให้ได้ขับก็พอครับ และพอคิดว่าตัวเองเริ่มขับได้ ก็เริ่มหาทางเพื่อปลดปล่อย…

เมื่อสิบกว่าปีก่อน สมัยสนาม BRC หลังซีคอนยังมีอยู่ ตอนนั้นมีงานแข่งอยู่ 2 งานประจำที่นั่น (ไม่ต้องพูดถึงงานระดับประเทศที่สนามพีระหรือไทยแลนด์เซอร์กิตนะครับ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเค้ามีแข่งกันหรือเปล่า) รู้จักแค่งาน SSS ของซูซูกิ ที่จะมีรถ SuperMoto และรถ Superbike มาแข่งกัน อันนี้ตัดไปเพราะไม่มีรถ กับอีกงานคือของ Kawasaki ซึ่งเหมือนงาน Meeting ไปในตัว มีการแข่งของ KSR ล้วนๆ มีแยกทั้งรุ่น Standard, Modify และ พวกโปรรุ่น Open แต่ที่สำคัญมันมีรุ่น Relay Stock หรือรุ่นทีม 3 คนใชัรถของศูนย์ฟรีๆ คนละ 3 รอบ ค่าสมัครแค่ 500 หารกันคนละร้อยกว่าบาท จัดซิครับ!!! รถก็ไม่ต้องใช้ของตัวเอง มีแค่หมวกกันน๊อคของไทยหนึ่งใบ การ์ดเข่าการ์ดศอกของพวกสเก็ตที่ใช้ซ้อมสตั้นอยู่แล้ว เสื้อแขนยาวกางเกงขายาวในตู้ก็พอ ไม่ต้องถามถึงผลการแข่งขันหรอกนะครับ คิดว่าตัวเองแน่ พอเอาเข้าจริงๆ ขนาดผู้หญิงผมยังขับสู้ไม่ได้เลย 5555 .. ถึงตรงนี้พอจะบอกได้มั้ยครับว่า คุณจะใช้เงินไปแล้วเท่าไหร่ ถ้าคุณเริ่มจากสิ่งที่คุณมี น้อยมากครับ เพราะคุณไม่ต้องสรรหาอะไรเพิ่มเติมมากมาย ถึงแม้ปัจจุบันจะไม่ค่อยมีรถให้ใช้แข่งฟรีๆแล้ว แต่ถ้าคิดว่าจะเริ่มจะสิ่งที่มี คุณจะใช้สิ่งที่คุณมีอยู่อย่างเต็มที่จริงๆ และสิ่งที่ทุกคนมีเหมือนกันและไม่ต้องลงเงินนั่นก็คือ ความพยายาม และนี่คือสิ่งแรกที่อยากจะบอกครับ..

รูปจากสมัยก่อนที่สนามซ้อมประจำของทีมสตั้น คือซอยว่างๆโล่งๆ ตรงเลียบด่วนรามอินทรา ซึ่งตอนนี้คือเซ็นทรัลไปแล้ว

เมื่อความฝัน มันทำไม่ได้ง่ายๆในชีวิตจริง…

กีฬาทุกประเภท ไม่มีอะไรจะดีไปกว่าการซ้อมครับ ยิ่งซ้อมเยอะยิ่งเก่ง เหมือนสตั้นแหล่ะครับ วันแรกคุณยกตรงๆยังไม่ได้ ถ้าทำทุกวัน ความกลัวจะหายไป ยกยาวๆด้วยมือเดียวกลายเป็นเรื่องง่าย ยกหมุนเป็นวงกลมล้มจนเป็นเรื่องปกติ ซักวันมันก็ทำได้ ผมก็เชื่อแบบนั้นครับ ดังนั้นทุกเย็นหลังจากหัดยกล้อเสร็จ ผมจะเอาพื้นถนนตรงนั้นเป็นสนามซ้อมของผมกับเพื่อนๆยันมืดเกือบทุกวัน (นักแข่งนักทดสอบหลายคนในปัจจุบันเมื่อก่อนก็มาใช้บริการพื้นที่ตรงนี้ด้วยกัน อย่าให้บอกเลยว่าใครบ้าง 555) ประกอบกับผมโชคดีที่ได้รถ Ninja มาจากรุ่นพี่มาให้ซ้อม จะได้เอาไปแข่งรุ่น Ninja250 ในงานคาวาซากิกัน แต่พอเริ่มแข่งจริงจัง ไหนละชุดแข่ง ไหนค่าสมัคร ไหนค่ายาง ยืมบ้าง ขอบ้าง ก็ถูๆไถๆไปเรื่อย เรียกว่าแถก็คงไม่ผิด จนคนใกล้ตัวเริ่มมีคำถามว่า ซ้อมไปทำไม แข่งไปทำไม มีแต่เสียกับเสีย ชนะแล้วได้อะไร ความฝันมันกินไม่ได้นะ!!!.. จุกมั้ยครับ แต่มันก็จริงนะครับ ถ้าเราเอาแต่สนุก ไม่หวังอะไรกับมัน เราก็ต้องมีเงินพอไปถลุงกับมันเล่นๆ ไม่ใช่เอาเงินกินไปเล่นกับความฝัน… หลังจากสนุกกับมันได้ 2 ปี ได้โพเดี้ยมบ้าง ได้คนมาช่วยเหลือค่านู่นนี่บ้าง แต่ท้ายสุดมันก็ยังเข้าเนื้ออยู่ดี ในสภาวะตอนนั้นก็ไม่ได้มีงานประจำทำ กลับเริ่มไม่สนุกเพราะมีแต่เสียกับเสียจริงๆ ก็เลยตัดสินใจหยุด และกลับไปใช้ชีวิตปกติ หางานประจำทำ เลี้ยงลูก อยู่กับครอบครัว แล้วก็เหมือนความฝันจะกลับไปอยู่ที่เดิมของมันอีกครั้ง..

รถ Monkey จีน เครื่องเดิมของเดิมยันยาง เติมอะไหล่ที่มีแต่เพิ่มน้ำหนัก ผมก็ขับ
หรือจะเวสป้าโมเต็ม เกียร์มือ ไม่เคยแตะซักครั้งในชีวิต ฝนตกพรำๆ ผมก็ไม่บ่น

ขับมันทุกคัน ขอแค่มีให้ขับก็พอ…

ผมหยุดไปเลย 2 ปีกว่า เพราะว่าลูกสาวเพิ่งคลอดด้วย ก็ได้แต่ทำงานอยู่บ้านเลี้ยงลูก แต่ก็ยังโชคดี ที่พี่ชายใจดีของผม นามว่า นากาโก๋ หรือน้าโก๋ นักแข่งมือเก๋าที่เคยรู้จักกันสมัยขับ KSR มักจะชวนไปขับแข่งบ้างเป็นครั้งคราว เพราะรู้ว่าเราชอบ ทุกครั้งที่เจอก็มักจะสอนวิธีขับเสมอ ชวนไปแข่งแต่ละงานก็สุดมันทั้งนั้น อย่างไปขับ KSR Modify วิ่งยาว 4 ชั่วโมง, ไปขับมังกี้จีนเดิมๆแข่งกับมังกี้แท้แต่งเต็ม หรือจะเวสป้าที่ไม่เคยขับในชีวิตเลยก็มีนะ.. ผมไปทุกงานที่มีโอกาสเข้ามา เพราะถือว่าผมไปเพื่อฝึกฝีมือ ไม่เกี่ยงว่าจะเป็นรถอะไร สภาพยังไง ยางเป็นยังไง ผมขับหมด ขอแค่ได้ขับก็พอ เพราะผมไม่ได้ลงทุนอะไร แค่ออกแรงอย่างเดียว แต่ผมจะนึกเสมอว่าผมต้องทำให้ดีที่สุด เพราะครั้งต่อไปเค้าจะได้ให้เราไปขับให้อีก แล้วก็เป็นแบบนั้นจริงๆ ผมได้ขับมาเรื่อยๆ ไม่ได้บ่อยนะครับ แต่ก็พอให้หายอยากได้ จนมามีเพื่อนอีกคน (ที่ได้รู้จักจากการขับ KSR อีกแล้ว) เปิดร้านทำรถ แล้วก็ชวนไปขับรถแข่งที่ร้านให้อีก ซึ่งช่วงนั้นก็พอกินพอใช้ ไม่เดือดร้อนอะไร แถมได้ขับรถแข่งฟรีๆ ก็เลยตอบตกลงไป แข่งไปแข่งมา เริ่มรู้ว่ายางมันมีผลยังไง ช่วงล่างต้องปรับยังไง ต้องขับยังไงให้เริ่มเร็วขึ้นๆ โพเดี้ยมก็ไม่ค่อยได้เจอ เพราะเริ่มเจอ “ของจริง” ว่ามันไม่ง่ายเหมือนที่คิดเลยซักนิด จนมันเริ่มพาไปแข่งงาน R2M เป็นงานชิงแชมป์ระดับประเทศ ถึงได้รู้ว่างานระดับนี้ เค้าจริงจังกันแค่ไหน เค้าต้องทำอะไรบ้างกว่าจะได้มีที่ยืนบนโพเดี้ยม ได้ดูได้ศึกษา “ตัวจริง” ว่าเค้าขับกันแบบนี้ถึงเรียกว่าระดับประเทศ ไอความมั่นใจในตัวเองที่คิดว่ากรูพอได้ หายไปเกลี้ยง!! กลายเป็นตัวเองตัวกระจิ๊ดริ๊ดวิ่งอยู่ในสนาม ไม่มีใครรู้จัก ไม่มีใครสนใจ แล้วจะทำยังไงล่ะ ให้ได้ยืนอยู่บนโพเดี้ยมแบบเค้าได้บ้าง กลายเป็นการบ้านที่ผมต้องเอากลับมาศึกษาอย่างจริงจัง.. มาถึงตอนนี้ นี่คืออย่างที่สองที่จะบอกครับ คืออย่าละทิ้งโอกาส ไม่ว่าคุณจะขับรถอะไร ขับไปเถอะครับ ถ้าคุณมีดีพอ ก็ทำให้เค้าเห็นครับ มันจะสร้างโอกาสให้คุณเองครับ เพราะฉะนั้นโชว์ฝีมือของคุณให้เต็มที่เมื่อมีโอกาสครับ..

สมัยขับ KSR ให้ร้านเพื่อน Wet4U ที่โบนันซ่า เมื่อปี 2012 ภาพโดย HiroMotopic

ความพยายาม ไม่เคยไร้ค่า…

หลังจากได้การบ้านจากสนามระดับประเทศมา ผมไม่มีอะไรทำได้มากกว่าการซ้อม เพราะเงินทุนไม่ได้มีมากมาย จะไปซ้อม รถขนไม่มี ไม่ต้อง!! ผมขับรถแข่งไปสนามโดยมีภรรยาซ้อนท้ายแบกชุดแข่งที่เบาะหลัง วิ่งไปซ้อมไปแข่งที่นครไชยศรีหรือพีระ ไปเช้ากลับเย็นก็ทำมาแล้วครับ จนทุกอย่างมันเริ่มเข้าที่เข้าทาง เริ่มรู้จักเพื่อนๆพี่ๆในสนามมากขึ้น เริ่มรู้จักสปอนเซอร์มากขึ้น Connectionในสนามแข่งมันสำคัญเหมือนกันนะครับ เพราะผมจะไม่ได้อะไรเลย ถ้าไม่รู้จักยกมือไหว้ พูดคุย หรือขอบคุณ หลายๆอย่างที่ได้มา มันมาจากการที่เราพาตัวเองมาหาโอกาสนะครับ นั่งอยู่บ้านเฉยๆก็คงไม่ได้สิ่งเหล่านี้กลับมาเหมือนกันนะครับ.. จนมาเจอการแข่งขัน Race of Duke ที่งาน R2M นี่แหล่ะครับ ไม่รู้อะไรดลใจให้ผมตัดสินใจควักเงินไปออกรถ KTM duke200 มาแข่งรายการนี้เหมือนกัน เป็นเงินก้อนใหญ่ก้อนแรกที่ผมตั้งใจลงทุนเพื่อชีวิตการแข่งขันของผมเป็นครั้งแรกเลยก็ว่าได้ครับ อาจจะดูขัดกับสิ่งที่ผมพูดไปข้างต้นแล้วว่า ให้เริ่มจากสิ่งที่มีก่อน แต่ผมมั่นใจว่ามันจะพาผมไปหาคำว่าแชมป์ประจำปีได้ และคำว่าแชมป์ มันจะพาผมไปไกลกว่านี้ได้อีก สิ่งเดียวที่คุณต้องทำหลังจากตัดสินใจจะลุยแล้ว ก็คือ ทำมันให้เต็มที่ ตอนซ้อมคุณ100% แต่ตอนแข่งต้องมากกว่าครับ นี่คืออย่างที่สามที่อยากให้จำครับ..

สนามแรกกับ Duke200 คันเก่งของผม กล้าพูดได้ว่ามีวันนี้ได้เพราะคันนี้เลย

ตลอดปี 2013 ผมใช้ทุกอย่างที่มี ไม่ว่าจะ connection จากสนามที่ได้มา ทุนทรัพย์ ความพยายาม ความตั้งใจ ประสบการณ์ทั้งหมดที่มีของตัวเอง ใส่ลงไปในรถคันนี้แบบเกิน 100%.. ถามว่าพร้อมแค่ไหน ตัวรถไม่เคยเต็มร้อยหรอกครับ เอาแค่เรื่องยาง ผมใช้คู่นึงเกิน 3 สนาม น้ำมันเครื่อง 2–3 สนามเปลี่ยนที สนามแรกๆพักเท้ายังเดิมๆเลยครับ ได้ท่อจากผู้ใหญ่ใจดี และผมก็โชคดีได้สปอนเซอร์จาก YSS มา เครื่องยนต์ก็ได้พี่ชายผมเป็นคนดูแลให้ สเตอร์มีอยู่ 2 เบอร์ คือสนามสั้นและยาว โซ่ไม่ต้องสืบ เปลี่ยนแค่ 2 ครั้ง เพราะเปลี่ยนขนาดโซ่ ปัจจุบันยังใช้โซ่อันเดิม.. จนบางทีหันไปมองคันอื่นที่แข่งด้วยกัน ผมยังรู้สึกอิจฉาเลยว่าทำไมเราไม่มีทุนเหมือนเค้า จะได้ใส่ของดีดี เติมพลังให้รถเราได้สมบูรณ์กว่านี้… แต่ถ้าสำหรับตัวผมเอง ผมมั่นใจว่าผมใส่เกินร้อยทุกสนาม ผมตั้งใจขับให้เร็วขึ้น ดีขึ้นทุกครั้งที่ลงแข่ง ไม่ได้คิดอะไรนอกจากนี้เลยครับ ไม่สนด้วยซ้ำว่าเวลาแข่งรุ่นนี้ จะมีคนมายืนดูกันแค่ไหน เพราะคิดว่าใครจะสนใจรุ่นเล็กๆประกอบรายการใหญ่แบบนี้..

การขี่ปีที่สองของ Duke200 คันเดิม ลองเทียบกันระหว่างรูปบนและล่างนะครับ ว่าก่อนและหลังได้แชมป์ประจำปี มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง ทั้งตัวรถ คน ท่าขี่และเวลาต่อรอบ 1.35 ที่ไทยแลนด์เซอร์กิต กับรถ 200 เดิมๆ

การลงทุนที่ถูกทาง ย่อมมีผลกำไรกลับมาเสมอ…

จนสุดท้ายผมได้แชมป์ประจำปี Race of Duke รุ่น Open ได้เงินรางวัลประจำสนามมาเกือบทุกสนาม ได้เงินแชมป์ประจำปี ได้โอกาสได้ไปอิตาลีกับทาง KTM เพื่อไปเทส RC390 กับสื่อดังๆจากทั่วโลกที่เคยเห็นทางโลกโซเชี่ยล และปีที่สองที่ผมลงแข่งรุ่นนี้ ผมได้รับโอกาสที่ดีกว่าเดิมจากสปอนเซอร์อีกหลายๆท่าน ได้อยู่ทีมเดียวกับ มานะ พรศิริเชิด ในนามทีม K45 (เพราะเราทำงานด้วยกัน เลยรู้จักกัน เลยชักชวนกันมาแข่งอยู่ด้วยกันสนุกๆมากกว่า) จนสุดท้ายกับปีที่สองที่ผมได้ขับคันนี้ ผมได้แค่รองแชมป์รุ่นเดิมในปี 2014 แต่โอกาสพิเศษที่ผมได้รับในตอนปิดฤดูกาลปีนั้นคือ ป๊านก รชต วโรกร ผู้จัดการทีม Tingnote Racing Team ได้ชักชวนผมให้ไปขับในทีม ทั้งๆที่ผมอายุปาเข้าไปกว่า 35 ปีแล้ว จนถึงปัจจุบันอายุจะ 40 แล้ว ผมก็ยังขับให้ทีมนี้อยู่..

ที่สุดของโอกาสครั้งนึงในชีวิต กับการเทส RC390 ครั้งแรกของโลกร่วมกับสื่อดังๆระดับโลกมากมายที่อิตาลี เหตุผลแค่เพราะผมได้แชมป์ ROD จากรถเล็กแบบ Duke200 ดูจากหมวกเอานะครับว่าใช่คนไทยหรือไม่

ผมได้รับโอกาสมากมาย ได้วิชาความรู้ ได้ประสบการณ์จากทีมที่เป็นมืออาชีพ ได้เงินจากการขับ หรือจะเรียกว่าค่าตัวก็ไม่ผิด แต่ไม่เหมือนวิถีของพวกมืออาชีพหรอกนะครับ ของผมมันไม่จริงจังขนาดนั้นครับ ระดับนั้นต้องฝ่าฟันอะไรมากมายกว่าแบบผมเยอะครับ ทั้งการฝึกฝนที่หนักหนากว่า ทั้งการแข่งขันที่ดุเดือดกว่า หรือแม้กระทั่งการทำผลงานให้ดีที่สุดเพื่อแย่งชิงตำแหน่งหรือเป็นตัวแทนของทีมโรงงาน เพื่อการแข่งขันในระดับที่สูงขึ้นไปอีกหลายต่อหลายขั้น บางรายต้องลงทุนลงแรงมากกว่านี้อีกหลายเท่า เพียงเพื่อได้ไปยืนในจุดที่เรียกว่า ที่สุดของประเทศ.. ของผมยังแค่ประเภทกึ่งอาชีพครับ อยู่ระหว่างมือใหม่และมืออาชีพครับ แค่ผมไม่ต้องลงทุนความฝันด้วยเงินด้วยตัวเองอีกแล้ว ไม่ต้องใช้ยางคู่ละ 2–3 สนามอีกแล้ว ชุดหมวกไม่ต้องซื้อเองอีกแล้ว รถไม่ต้องทำเองอีกแล้ว และตอนนี้มันกลายเป็นเหมือนอาชีพรองของผมไปแล้วล่ะครับ.. คุณคิดว่ามันคุ้มมั้ยกับการลงทุนทั้งหมดที่ผ่านมาในเส้นทางของผม คุ้มมั้ยกับความพยายามที่จะพัฒนาตัวเองในทุกๆครั้งที่ลงสนาม แพงเกินไปมั้ยกับการได้เดินตามฝันของตัวเองแบบนี้ สำหรับผม มันเกินคำว่าคุ้มไปเยอะแล้วล่ะครับ..

ครั้งแรกที่ได้ขับรถ CBR300 โมเต็มๆ บนสนามช้าง เพิ่งรู้จักกับคำว่า รถรอบของมืออาชีพ มันเป็นยังไง

มาถึงตรงนี้ ผมขอสรุปให้อีกครั้งว่ามันทำได้จริงๆ จากประสบการณ์ตรงๆของผมเอง ไม่ได้บอกว่ามันทำได้ทุกคน หรือไม่ต้องใช้เงินเลย ใช้แต่พอดีกับตัวเองก็พอครับ คุณสามารถลองทำมันได้ครับ ไม่ต้องรอให้คุณต้องมีเงินเยอะๆก่อน คุณถึงมาแข่งรถได้ แต่ถ้ามีทุนมาก คุณก็จะได้สิ่งที่ต้องการได้มากขึ้นง่ายขึ้น แต่ถ้าหากคุณมีชีวิตใกล้เคียงกับที่ผมเล่ามา ก็ลองเอาประสบการณ์ของผมไปลองปรับใช้กันดูได้ครับ ได้ไม่ได้ไม่รู้ รู้แค่ว่าคุณได้ลงมือทำมันหรือยังต่างหากครับ..

ตอนต่อไป ไว้มีเวลาว่างอีก ผมจะมาเล่าเรื่องหลังจากเข้าทีมมืออาชีพจริงๆแล้ว ว่าคุณจะต้องทำยังไงต่อ ยังมีรายละเอียดของการแข่งขันแบบมืออาชีพมาเล่าให้ฟังกันอีกครับ ทั้งเรื่องการฝึก การขับ การปรับตัว หรือแม้กระทั่งเรื่องการขับคุมเวลา ว่าทำยังไง เพราะมือใหม่คงต้องเริ่มแข่งกับรุ่นที่มีระบบ Time Raking อยู่แน่นอน ไว้ค่อยมาเล่าให้ฟังนะครับ ขอบคุณที่อ่านจนถึงบรรทัดสุดท้ายนี้นะครับ คุณเก่งมากครับ คุณเป็นคนรักการอ่านแล้วครับ ขอให้ทุกท่านโชคดีมีชัยกับการแข่งขันทุกสนามนะครับ สวัสดี..

รูปโดย : เหน่ง HiroMomopix, โอรีเปง OreoPhoto, ณะ Hyperpro, แชมป์ และอื่นๆที่ผมจำไม่ได้ ขอบคุณครับ

DjBoyz

Written by

DjBoyz

I’m a Racer. I’m a Photograhper. I’m a Producer. I’m a Traveller. This is my life. My life be Ride.

Welcome to a place where words matter. On Medium, smart voices and original ideas take center stage - with no ads in sight. Watch
Follow all the topics you care about, and we’ll deliver the best stories for you to your homepage and inbox. Explore
Get unlimited access to the best stories on Medium — and support writers while you’re at it. Just $5/month. Upgrade