หยุดพักที่ความ “ไม่แน่ใจ”

“ฉันไม่แน่ใจ ฉันจึงไม่เข้าใจผิด”

หลายครั้งที่เกิดประเด็นเข้าใจผิดในสายงานอาชีพต่างๆ

และหลายครั้งที่ได้เห็นการแสดงความรู้สึก หรือมุมมองที่
คาดหวังว่าคนนอกจะเข้าใจอยู่แล้ว ของคนในสายงานนั้นๆ
เช่นว่า “ทำไมคนนอกถึงไม่เข้าใจในงานของตนเอง
(ซึ่งถ้าอ่านออกเสียงอาจมีน้ำเสียงเชิงตัดพ้อมากกว่าถาม)

เป็นไปได้มั้ยว่า การไม่เข้าใจของคนนอก เป็นเรื่องธรรมดา ที่เกิดขึ้นได้

ลองนึกถึงตัวเราเองก่อนที่จะได้เข้ามาเป็น “คนใน” ของที่ต่างๆ
หรือถ้าไม่ได้มีคนรู้จักที่เป็นคนใน
เราก็ไม่เคยได้รู้ ได้เข้าใจเรื่องภายในหลายๆเรื่องมาก่อน
แต่พอมาเป็นคนใน หลายๆเรื่องที่เคยไม่รู้ไม่เข้าใจนั้น
กลับกลายเป็นเรื่องเคยชิน เรื่องธรรมดา

อย่างเช่น

  • ถ้าไม่ได้เรียนด้านออกแบบก็คงไม่ค่อยเข้าใจว่า ต้องบรีฟงานแค่ไหน ทำไมต้องจ่ายราคาสูงก็เพราะค่าความคิดไงหละ (เรียนอยู่ยังไม่แน่ใจเลยว่าเข้าใจแค่ไหน)
  • ถ้าไม่ได้รู้จักหมอ ก็อาจไม่รู้ว่า อะไรคือระดับความฉุกเฉิน ทำไมต้องรอนาน อะไรคือไม่ฉุกเฉินไม่ควรมาหาหมอนอกเวลา
  • ถ้าไม่ได้เป็นครู ก็อาจไม่รู้ว่า ตรวจข้อการบ้านข้อสอบมันใช้เวลานานนนนะ ไม่ได้สอนห้องเดียว ทำไมคะแนนออกช้า มันมีระบบและกำหนดเวลาที่หลายฝ่ายเกี่ยวข้อง
  • ถ้าไม่ได้เป็นลูกค้าประจำร้านอาหาร ก็อาจไม่รู้ว่า คนน้อยๆทำไมรอนาน ก็เพราะมีคนสั่งใส่ห่อกลับบ้านเยอะ เพราะชนิดอาหารต้องใช้เวลานาน

และอื่นๆอีกเยอะแยะ

หรือสำหรับคนในแล้ว
การทำให้เกิด ความเข้าใจที่ถูกต้อง
จะเป็นอีกหน้าที่หนึ่งของแต่ละสายงานก็เป็นได้

ไม่ได้จะบอกว่าเป็นหน้าที่คนในฝ่ายเดียว
เช่นเดียวกัน สำหรับคนนอก
การเข้าใจถูกก็เป็นสิ่งที่ควรทำให้เกิดขึ้นเช่นกัน

จากการสังเกตของเราเอง ปัญหามักจะเกิดขึ้นเนื่องมาจาก
การข้ามขั้นตอนบางอย่าง คือ
ไม่เข้าใจ →เข้าใจ (ถ้าถูกก็ดีไป แต่ถ้าผิดหละ?)
มันมีขั้นตอนที่ถูกข้ามไปคือ “ไม่แน่ใจ” และ “ทำให้แน่ใจ”

ถ้าลองใส่สองอย่างนี้เข้าไป
ไม่เข้าใจ →ไม่แน่ใจทำให้แน่ใจ →เข้าใจ
ทีนี้เราก็น่าจะใส่คำว่า “ถูก” ไว้หลังคำว่า “เข้าใจ” ได้แล้ว
(เปอร์เซ็นที่จะเข้าใจถูกมันก็น่าจะมากกว่าเดิมนะ)

พอพิมพ์มาถึงตรงนี้แล้วรู้สึกชอบคำว่า ไม่แน่ใจ ขึ้นมามากๆ
มาหยุดพักที่ ไม่แน่ใจ ก่อนที่จะไปต่อ
ให้ตัวเองได้ทบทวนไตร่ตรองให้รอบด้าน
คนหนึ่งคนคงไม่สามารถเป็นคนในของทุกที่ได้
เพราะเป็นคนนอกจึงไม่แปลกที่จะ ไม่เข้าใจ ไม่แน่ใจ
ไม่ใช่
เพราะเป็นคนนอกจึงพร้อมที่จะ เข้าใจผิด

ถ้าการเข้าใจผิด และ ความคาดหวังว่าจะได้รับความเข้าใจ
เป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นไดับ่อยๆ

งั้นมาทำให้ การทำให้เกิดความเข้าใจที่ถูก และ การเข้าใจที่ถูก
เป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นบ่อยกว่า ดีไหม?
อันนี้เป็นทั้งคำถามและเชิญชวนนะคะ :)
One clap, two clap, three clap, forty?

By clapping more or less, you can signal to us which stories really stand out.