COVID New Normal ด้านเศรษฐกิจ

วิกฤตการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 จะเข้ามาปฏิวัติหรือเป็นตัวเร่งให้เกิด “ความปกติใหม่ หรือ PANDEMIC (COVID) New Normal” อันเป็นสถานการณ์ทั่วไปที่เกิดขึ้นในโลก ที่แตกต่างจากสถานการณ์เดิมในปัจจุบัน ซึ่งในบทความนี้ จะขอนำเสนอตัวอย่างของความปกติใหม่ด้านเศรษฐกิจ

1. เศรษฐกิจที่เป็นสังคมนิยมมากขึ้น

วิกฤตโควิด-19 จะส่งผลต่อแนวคิดทางเศรษฐกิจ จากเศรษฐกิจเสรีนิยม (liberalism) ที่เป็นกระแสหลักของเศรษฐกิจโลก หันไปสู่สังคมนิยม (socialism ) มากขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่า โลกจะละทิ้งกลไกตลาดในการจัดสรรทรัพยากร หรือหลักความเป็นเจ้าของทรัพย์สินของเอกชน (propertyright) แต่จะให้น้ำหนักกับการออกแบบระบบเศรษฐกิจที่มีความเป็นเจ้าของร่วมในกิจกรรมที่จำเป็น และการผลิตสินค้าและบริการเพื่อจัดสรรให้ผู้คนไม่ใช่เพื่อขายผ่านกลไกตลาด รวมทั้งการสร้างสวัสดิภาพและความเป็นอยู่ที่ดีให้แก่คนในสังคมมากขึ้น เพื่อป้องกันผลกระทบของวิกฤตที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตการรับมือกับริกฤตครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มหรือข้อเสนอในทิศทางเศรษฐกิจแบบสังคมนิยมมากขึ้น เช่น การให้เงินเพื่อไม่ต้องออกจากบ้านหรือไปทำงาน การออกแบบตาข่ายรองรับทางสังคม (social safety net) การพัฒนาระบบหลักประกันด้านสุขภาพที่ทุกคนเข้าถึงได้ การทำให้ระบบบริการสุขภาพกลายเป็นของรัฐ (Nationalization) ในยามวิกฤต และข้อเสนอ “รายได้ขั้นพื้นฐานแบบถ้วนหน้า” (Universal Basic Income) เป็นต้น

2. เศรษฐกิจที่เน้นเสถียรภาพ

วิกฤตโรคระบาดที่อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างรุนแรงและยึดเยื้อจะสร้างความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงในอนาคตว่าจะมีมากขึ้น ด้วยเหตุนี้เป้าหมายในการบริหารเศรษฐกิจจึงให้ลำดับความสำคัญกับการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมากขึ้น จากความปกติเดิมที่การบริหารเศรษฐกิจเน้นเป้าหมายการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจหรือ GDP เป็นสำคัญการออกแบบระบบเศรษฐกิจในอนาคต จะให้ความสำคัญกับการป้องกันความเสี่ยงมากขึ้น ซึ่งทำให้ต้นทุนในการป้องกันความเสี่ยงเพิ่มขึ้น แต่ทำให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจชะลอตัวลง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต้นทุนการป้องกัน และรักษาสุขภาพ เพราะกิจกรรมต่าง ๆ จะต้องมีต้นทุนในการพัฒนามาตรฐานด้านสุขอนามัยมากขึ้น ในขณะที่ภาคธุรกิจและภาคประชาชนต้องมีต้นทุนในการสร้างหลักประกันด้านรายได้มากขึ้น โดยเฉพาะการบังคับออมหรือทำประกันรายได้ของแรงงานทั้งในและนอกระบบ

3 เศรษฐกิจที่รัฐมีบทบาทนำ

ตั้งแต่ทศวรรษ 1990 เศรษฐกิจของโลกอาศัยกลไกตลาด และลดบทบาทของรัฐบาล แต่เน้นบทบาทของภาคธุรกิจ หรือที่เรียกว่า Big Business แต่วิกฤตโควิด-19 จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสู่ความปกติใหม่ ที่มีแนวโน้มไปในทิศทาง Big Government เนื่องจาก ประการแรก ภาครัฐจะมีบทบาทสำคัญในการฟื้นฟูเศรษฐกิจในขณะที่ภาคธุรกิจจำนวนมากอาจล้มละลาย ยิ่งไปกว่านั้นธุรกิจขนาดใหญ่หลายแห่งต้องขอรับการช่วยเหลือจากรัฐบาล หรือต้องเข้าสู่กระบวนการ “ทำให้เป็นของรัฐ” ภาคธุรกิจจึงไม่สามารถเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้

ประการที่สอง หนี้ลาการณะที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากรัฐบาลหลายประเทศใช้นโยบายการเงินการคลังกระดันเศรษฐกิจและรับมือกับวิกฤต โดยมีการกู้เงินจำนวนมหาศาล ซึ่งจะทำให้หนี้สาธารณะของภาครัฐเพิ่มขึ้นมาก จึงทำให้มีแนวโน้มที่รัฐบาลจะต้องวัดก็บภาษีมากขึ้นในอนาคต

ประการที่สาม บทเรียนจากกจรแก้วิกฤตทำให้เกิดความโน้มเอียงไปในทิศทางที่ว่า การมีรัฐบาลที่ เข้มแข็งและมีชนาดใหญ่เป็นสิ่งจำเป็นในการเผชิญกับสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนในนาคต

4. เศรษฐกิจดิจิทัล

ผลกระทบและมาตรการในการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 รวมทั้งความกังวลของประชาชนเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของโรค เป็นตัวเร่งให้ระบบเศรษฐกิจเกิดการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล (digital transformation) รวดเร็วยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้าใช้ในการทำธุรกรรมต่าง ๆ การทำงาน การผลิต การซื้อขายแลกเปลี่ยน และการดำเนินทุกกิจกรรมทางเศรษฐกิจองค์กรและปัจเจกบุคคลจะปรับตัวเข้าสู่บริบทใหม่ที่ต้องรักษาระยะห่างทางกายภาพ และมีความคุ้นชินกับการดำเนินกิจกรรมและธุรกรรมผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล รวมทั้งเล็งเห็นประโยชน์ของการนำเทคโนโลยีใหม่เข้ามาใช้ ทั้งในแง่ของการลดต้นทุน และการเพิ่มประสิทธิภาพ ซึ่งส่งผลทำให้เศรษฐกิจออนไลน์ขยายตัวขึ้น นอกจากนี้ ผู้จัดหาเทคโนโลยีอาจเข้ามาทำในส่วนที่ต้องปฏิสัมพันธ์ออนไลน์กับลูกค้า แทนที่ธุรกิจเดิมและแทนที่กิจกรรมแบบออฟไลน์มากขึ้น

5. เศรษฐกิจอัตโนมัติ

การระบาดของโควิด-19 ได้สร้างความเสี่ยงทำให้เกิดการหยุดชะงักของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในกระบวนการผลิตที่ต้องใช้แรงงาน หรือในกิจกรรมที่ต้องมีการติดต่อปฏิสัมพันธ์กันของผู้คน ความเสี่ยงดังกล่าวเป็นตัวเร่งให้การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 เกิดเร็วขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์เข้ามาแทนที่แรงงาน เพราะจะทำให้กิจกรรมและกระบวนการผลิต ไม่ต้องหยุดชะงัก เพราะเครื่องจักรไม่สามารถติดโรคได้การเร่งกระบวนการของเศรษฐกิจอัตโนมัติ จะทำให้การผลิตมีประสิทธิภาพสูงขึ้น และอาจทำให้ความต้องการแรงงานลดลง ส่งผลให้เกิดการว่างงานของแรงงานจำนวนมาก โดยอาจเป็นการว่างงานในระยะยาวต่อเนื่องจากวิกฤตโควิด-19 แนวโน้มนี้สอดรับกับแนวโน้มเศรษฐกิจแบบสังคมนิยมที่จะเข้ามารองรับการว่างงานขนาดใหญ่ในอนาค

6. เศรษฐกิจที่พึ่งพาภายในประเทศมากขึ้น

โลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจมีแนวโน้มถอยหลัง เพราะการบริหารเศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ จะหันมาให้น้ำหนักกับการพึ่งพาภายในประเทศมากขึ้นเนื่องจากโรคระบาดทำให้เกิดการหยุดชะงักของกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั่วโลกส่งผลทำให้ห่วงโซ่อุปทานโลก (global supply chain) ขาดตอน การบริหารห่วงโซ่อุปทานจึงมีแนวโน้มผสมผสาน 2 รูปแบบ คือ การสร้างทางเลือกของชัพพลายเออร์ และการหันมาซื้อสินค้าจากชัพพลายเออร์ในประเทศมากขึ้นความปกติใหม่ของโลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจ จะมีการปกป้องมากขึ้น และเป็นชาตินิยมมากขึ้น โลกาภิวัตน์ในมุมมองของประเทศต่าง ๆ จะเน้นเชื่อมโยงกับการสร้างชุมชนในประเทศที่มีความยั่งยืนด้วยตนเอง (self-sustained communities) และเชื่อมโยงกับระบบเศรษฐกิจที่มีความยืดหยุ่นสูง โดยระบบเศรษฐกิจจะสามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว ระหว่างการเปิดเสรีทางการค้าและการลงทุนในยามปกติ และการพึ่งพาตนเองในยามวิกฤต ซึ่งเป็นแนวคิดที่ได้เสนอไว้เมื่อ 20 ปีกว่าที่แล้ว กล่าวคือ “เศรษฐกิจกระแสกลาง”ความปกติใหม่ที่ได้วิเคราะห์ข้างต้น เป็นภาพอนาคตที่จะเกิดขึ้น (probable future) ไม่ใช่ภาพอนาคตที่พึงประสงค์ (preferable future) ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น จึงเป็นความปกติใหม่ที่มีแนวโน้มนำไปสู่ปัญหาใหม่ในอนาคต ซึ่งจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปสู่ความปกติใหม่ได้อีกไนอนาคต

เอกสารอ้างอิง

เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ (2543). เศรษฐกิจกระแสกลาง: ที่ศทางเศรษฐกิจไทยในอนาคค.กรุงเทพฯ: ซัคเขล มีเตีย

ลงทุนแมน. (2563). ปัญหาตอนนี้ของภาคเกษตรกรรมไทย. (onine). สืบค้น 26 มกราคม 2566,จากhttps://www.longtunman.com/21866

มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา

--

--

More from จริยาภรณ์ เจริญชีพ Jariyaporn Ch